บทที่ 9 จากนี้เดี๋ยวรู้กัน
20.00 น.
ผมกลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าวันนี้เรื่องราวกลับยังไม่จบสิ้น เมื่อคุณปู่ให้เลขาโทรมานัดคุยที่บ้านใหญ่ และผมรู้ว่าเป็นเรื่องอะไร
"พี่ลูน กลับมาแล้วเหรอคะ" ยัยคนช่างพูดเดินห้าบานมาทักทายพร้อมกับแก้วน้ำที่ยื่นให้ผม
"ใส่อะไรหรือเปล่า" มันดูไม่ชอบมาพากลเพราะเธอประจบเอาใจผมเหลือเกิน
"อีกแล้วนะคะ คือหนูไม่ใช่ฆาตกรโรคจิตนะพี่ลูน เอาเวลาคิดเรื่องจะส่งพี่กลับสวรรค์มาคิดสูตรขนมยังจะมีประโยชน์กว่าอีก"
"คุณต้องไปพบคุณปู่กับผม"
"วันไหนคะ"
"วันนี้" พอผมบอกวันเจ้าตัวก็เบิกตากว้าง
"หา!? ตายแล้ว เดี๋ยวหนูรีบไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ" ว่าจบเธอก็ยัดแก้วร้ำใส่มือผมแล้ววิ่งกลับขึ้นบนชั้นสองห้องของเธอ
"ทำตัวเหมือนปูหลุดกระด้ง" ผมได้แต่ส่ายหัวอย่างปลงตก
นั่งรอไม่นานหญิงสาวร่างบางก็ลงมาพร้อมกับชุดใหม่เป็นเดรสแขนตุ๊กตาสีฟ้าผูกโบว์ด้านหลังอย่างเรียบร้อย
"เอ่อ....เราไปแยกกันหรือไปด้วยกันคะ" เธอถามด้วยใบหน้างง ๆ จนผมแยกไม่ออกว่าเธอถามเพราะไม่แน่ใจหรือว่าจะกวนกันแน่
"คุณรู้ไหมว่าเราต้องเล่นละครใส่ใคร"
"คุณพิรัชต์ค่ะ" เธอตอบหน้าซื่อด้วยชื่อของปู่ผม
พ่อไปสรรหาผู้หญิงคนนี้จากที่ไหน!
"เพราะงั้นเพื่อความสมจริง เราต้องไปด้วยกันครับคุณวันพบตะวัน" ผมให้คำตอบเธอในท้ายที่สุด เธอตบมือเสียงดังครั้งหนึ่งราวกับคิดอะไรออก
"อ๋อ!ใช่ค่ะ! แหะ ๆ หลงลืมนิดหน่อยน่ะค่ะ" ผมส่ายหน้าอย่างปลงตก ไม่เคยคุยกับใครแล้วเหนื่อยขนาดนี้ แบบนี้ให้ผมไปนั่งฟังประชุมสามชั่วโมงติดต่อกันยังสบายหูกว่า
ผมเดินนำไปขึ้นรถ ถึงแม้บ้านจะอยู่ในเขตพื้นที่เดียวกัน แต่ด้วยความใหญ่โตของพื้นที่บ้านใหญ่จึงทำให้การเดินเป็นเรื่องที่เหนื่อยเกินกว่าที่วันนี้ผมจะทำได้
ว่าที่เจ้าสาวในสัญญาเดินมาขึ้นรถ เธอนั่งฝั่งข้างคนขับแล้วหันมายิ้มให้ผมราวกับไม่เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรจนผมแปลกใจ
"วันนี้มีนักข่าวติดต่อหนูมาเยอะเลย แต่หนูปฏิเสธไปหมดเลยนะคะ ไม่ต้องห่วง" ฝนรินเองก็ได้ผลกระทบหนัก ทั้งโดนชาวเน็ตบางกลุ่มด่า และโดนขุดคุ้ยประวัติมาเผยแพร่ในที่สาธารณะจนทำให้เธอกลายเป็นดาวเด่นโซเชียลไปชั่วขณะ
"คุณก้าวมาในสังคมของผมก้าวนึงแล้ว นี่แค่สิ่งแรกที่คุณต้องเจอ มันไม่ควรเป็นเรื่องปกติก็จริง แต่เพราะเราห้ามพวกนั้นไม่ได้ มันถึงดูกลายเป็นเรื่องปกติที่ผมต้องชิน" ผมแค่อยากเตือนให้เธอคิดอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ
แน่นอนว่าผมอยากได้คนที่แข็งแกร่งทางจิตใจที่พร้อมจะทนรับเรื่องบ้า ๆ ในฐานะภรรยาของผมได้ แม้จะแค่ในระยะเวลาหนึ่งปี แต่แน่นอนว่าในแต่ละวันมันคงไม่มีเรื่องที่จบไปง่าย ๆ
และยิ่งเธอไม่ใช่คนที่ถูกคัดเลือกจากคุณปู่ มันจะทำให้ชีวิตของเธอยากเป็นเท่าตัว
ทั้งญาติผู้ใหญ่ทั้งตระกูล ผู้คนในสังคม ถึงจะแต่งเพื่อหนีปู่ แต่ผมก็ไม่ได้ต้องการให้ใครต้องมาสุขภาพจิตพังยับเยินแบบที่ผมเจอ
มันไม่สนุกเลยสักนิด
การเป็นคนที่ทั้งหวาดระแวง และเฉยชาต่อสิ่งรอบข้างมันทำให้ผมรู้สึกแค่ว่าเกิดมาทำหน้าที่เพื่อรอความตายไปวัน ๆ เหมือนกับหุ่นยนต์ที่รอวันเสื่อมสภาพ
"อึดอัดไหมคะ แบบนี้แย่มากเลยนะคะ รุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวกันชัด ๆ เลย"
"เพราะเป็นคนในสังคมที่ถูกจับตามองอยู่ คุณจะถอยตอนนี้ก็ยังทัน คุณคงไม่อยากใช้ชีวิตแบบหวาดระแวงใช่ไหม?" ผมถามเพื่อให้เธอคิดอีกครั้งในตอนที่ทุกอย่างยังแก้สถานการณ์ทัน
ผมเองก็ไม่ได้สบายใจกับการดึงคนนอกมารู้เรื่องปัญหาภายในแล้วโยงจนมาซวยด้วย อาจจะหย่าตอนนี้ไม่ได้แต่ก็ยังแก้ปัญหาได้บ้าง
"อืม...ถ้าพูดกันตามตรงก็ใช่นะคะ ใครจะไปชอบชีวิตที่หวาดระแวงกัน มันดูไม่มีความสุขเลย แต่ว่าจะถอยก็คงไม่ทันแล้วค่ะ ถ้าเกิดหนูถอยขึ้นมาพี่ลูนก็ต้องเผชิญหน้ากับการแก้ข่าว และการพูดคุยทั้งกับคุณพิรัชต์และคุณลุงนี่คะ" เธอตอบด้วยรอยยิ้มกว้างแววตาสว่างไสวดูไร้กังวล
"อย่าทนเพียงเพราะผลประโยชน์ขนาดนั้น ผมว่ามันไม่คุ้มนะ ต่อให้มันแค่หนึ่งปี แต่ก็ไม่การันตีว่าชีวิตคุณหลังจากนี้จะสงบสุข"
"คิกคิก พี่ลูนคะ หนูไม่ถอยหรอกนะคะ ไม่เป็นไรค่ะ คิดในแง่ดีว่าถ้าหนูเป็นที่รู้จักแล้วอาจเป็นผลดีกับร้านหนูด้วย หนูไม่ค่อยสนใจโลกภายนอกหรอกค่ะ ช่างมัน ๆ เรรมาไกลแล้วนะคะ ถ้าจะถอย มันจะเหนื่อยกว่าเดิมอีกค่ะ ไม่คุ้มเลย"เธอยังคงยืนยันเสียงแข็ง
ผมได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงตก ตอนนี้ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ถ้าเธอพูดแบบนั้นจะมากลับคำทีหลังคงไม่ได้ ถ้าเธอปฏิเสธตอนนี้ในสัญญานั้นผมยังจะใจดีอ่อนข้อยอมแก้ให้ แต่ถ้ายังดื้อดึงยืนยันเสียงแข็งแบบนี้...ถ้าหากยกเลิกสัญญากลางคัน ผมก็จะไม่ช่วยอะไร และน้อมรับค่าปรับ การผิดสัญญาจากเธอ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าตัวอ่านจุดนี้ในสัญญาด้วยหรือเปล่า
หากเธอยกเลิกสัญญากลางคัน ผมยังไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าหากเธอคิดจะทรยศผมเมื่อไหร่ ฝนรินจะได้กลับลงนรกแน่
"ตามใจ"
พ่อสรรหาเธอมาจากไหนกัน ทั้งดื้อดึงและยังดูไม่เกรงกลัวอะไรอีก
ต่อจากนี้เดี๋ยวรู้กัน
