บทที่ 4 ตอนที่ 4

“คร้าบบ คุณเต้คุณพลเมืองดี” ธีรภัทรเอ่ยประชดเพื่อนก่อนจะชวนกันกลับขึ้นไปยังห้องพักฟื้นเพราะลงมานานพอสมควรแล้ว เมื่อเข้ามาภายในห้องจึงพบว่าเจนิตาเปลี่ยนชุดพร้อมกลับบ้านแล้วลดาวดีอาสาจะไปส่งเจนิตาถึงห้องพักแต่ปรากฏว่าธีรภัทรมีธุระด่วนกะทันหันทำให้ต้องฝากตติยะไปส่งเธอแทน แม้เธอจะยืนยันว่ากลับเองได้แต่ลดาวดีไม่ยอมท่าเดียวเธอจึงต้องรับปากส่งๆเพื่อให้เพื่อนสบายใจ แต่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะกลับแท็กซี่เองเพราะไม่อยากรบกวนใคร เจนิตาเดินลงมาที่แผนกรับยาแต่เมื่อถึงเวลาชำระเงินกลับมีคนแย่งจ่ายซะอย่างนั้น

“เฮ้ยคุณ ไม่ต้องฉันจ่ายเองได้” เจนิตาพยายามจะแย่งจ่ายเองแม้จะเห็นบิลค่ารักษาแล้วรู้สึกแทบลมจับก็ตาม แต่เธอก็มีเงินเก็บอยู่พอสมควรจึงจ่ายได้โดยไม่เดือดร้อน

“ไม่เป็นไรหรอกคุณ ผมช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด” ตติยะอ้างเหตุผลเท่าที่คิดออกแม้จะดูไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด

“อะไรกันคุณ มันไม่เกี่ยวกับคุณสักนิดฉันจ่ายเองได้” เจนิตายังดึงดันแต่ในที่สุดเธอก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับตติยะที่ชิงส่งบัตรเครดิตให้เจ้าหน้าที่และเดินนำออกไปที่รถเมื่อชำระเงินเรียบร้อย เธอจึงต้องรีบตามไป

“นี่คุณมาจ่ายให้ฉันทำไม เงินไม่ใช่น้อยๆฉันไม่อยากรบกวน”เจนิตาเดินตามมาและพยายามจะคืนเงินให้แต่ตติยะปฏิเสธท่าเดียว

“เงินแค่นี้สำหรับผมมันเล็กน้อยมาก”

“จะเยอะหรือจะน้อยฉันก็ไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร เอาเงินของคุณคืนไป” เจนิตายื่นเงินให้เขา ตติยะปรายตามองเงินในมือเธอก่อนจะตัดสินใจใช้ไม้ตายที่คิดว่าเจนิตาไม่มีทางปฏิเสธ

“ถ้าอย่างนั้นถือซะว่าผมให้เด็กๆที่บ้านเติมรักก็แล้วกัน” เจนิตาชะงักไปอย่างแปลกใจว่าเขารู้จักบ้านเติมรักได้อย่างไร แต่ไม่มีเวลาถามมากนักเพราะเขาเดินลิ่วไปที่รถคันโตเสียก่อน ไม่เป็นไรในเมื่อเขาอยากจะทำบุญเธอก็จะสนองให้ดีเหมือนกันเธอจะได้เอาเงินนี้ไปซื้อของให้น้องๆที่บ้านเติมรัก เจนิตาเดินตามร่างสูงสมาร์ทไปที่รถ

“คุณ แล้วรถมอเตอร์ไซค์ฉันล่ะ” เจนิตาถามหายานพาหนะคู่ใจทันทีที่นึกขึ้นได้

“อ๋อ ไอ้เศษเหล็กคันนั้นน่ะเหรอ” เจนิตาเท้าเอวอย่างไม่พอใจเมื่อได้ยินเขาดูถูกไอ้เจ๋งมอเตอร์ไซค์คู่ทุกข์คู่ยากของเธอ อุตส่าห์พยายามญาติดีด้วยเพราะเขามีบุญคุณช่วยชีวิตเธอไว้ แต่สงสัยจะทำได้ไม่นานเมื่ออาการปากเสียของเขาเริ่มขึ้นอีกแล้ว

“นี่คุณ นั่นน่ะเพื่อนแท้คู่ทุกข์คู่ยากของฉันเลยนะแถมมันยังพาฉันไปไหนมาไหนได้เร็วกว่ารถคันโตของคุณที่ต้องติดแหง็กอยู่บนถนน ในขณะที่ไอ้เศษเหล็กของฉันที่คุณว่ามันพาฉันซิกแซ็กไปได้ถึงไหนต่อไหนไปแล้ว” ตติยะส่ายหน้าอย่างระอาที่ต้องต่อล้อต่อเถียงกับเธอ

“ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวผมจะให้คนของผมเอาไปส่งให้ถึงที่พักเลยบอกที่อยู่คุณมาละกัน”

“เอามาส่งที่นี่เลยก็ได้ฉันจะรอ”

“ไม่ต้องหรอกคุณที่นี่มันไกลไปส่งที่พักคุณเลยดีกว่า”

“แล้วคุณรู้ได้ไงว่าที่พักฉันใกล้กว่าที่นี่” ตติยะอึกอักเมื่อถูกถาม

“ก็...ก็...ผมก็เดาเอาน่ะสิผมเห็นคุณใช้ซอยนั้นซึ่งเป็นทางลัดไปโผล่ย่านที่มันมีอพาร์ทเม้นท์เยอะๆเลยคิดว่าคุณคงพักแถวนั้นถ้าคุณพักแถวนี้ก็คงไม่เลี้ยวเข้าไปในซอยนั้นหรอกถูกไหม” ตติยะถอนหายใจอย่างโล่งอกที่หาข้อแก้ตัวได้ เจนิตาพยักหน้ารับรู้

“ยังไงก็ขอบใจนะที่ช่วยฉันเอาไว้ ฉันขอตัวกลับบ้านก่อน” เจนิตาหันหลังกลับเตรียมเดินออกไปเรียกแท็กซี่

“จะไปไหนน่ะคุณ”

“อ้าว ก็ไปเรียกแท็กซี่กลับบ้านน่ะสิ”

“คุณจะทำให้ยุ่งยากทำไมขึ้นมาเดี๋ยวผมไปส่ง”

“ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันไม่อยากรบกวน”

“มันจะรบกวนอะไรนักหนา อีกอย่างผมจะได้รู้จักที่อยู่คุณไว้เพื่อที่จะเอามอเตอร์ไซค์มาคืนไง” เมื่อได้ฟังเหตุผลของตติยะเจนิตาจึงยอมให้เขาไปส่งแต่โดยดี เมื่อก้าวขึ้นมาบนรถคันหรูของเขาเธอก็อดที่จะมองสำรวจไม่ได้ข้าวของในรถถูกจัดเป็นระเบียบอย่างไม่น่าเชื่อ แอร์เย็นฉ่ำมาพร้อมกลิ่นของน้ำหอมปรับอากาศให้ความรู้สึกสดชื่นไม่น้อย นี่แหละชีวิตเศรษฐีจะไปไหนมาไหนสะดวกสบาย ยามรถติดก็นั่งฟังเพลงอยู่ในรถแอร์เย็นฉ่ำต่างจากคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องโหนรถเมล์ฝ่าทั้งรถติด ฝุ่นละออง และอากาศที่ร้อนระอุของเมืองไทยเพื่อไปให้ถึงจุดหมาย เจนิตามองตติยะหยิบแว่นกันแดดมาสวมก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาบังคับพวงมาลัยให้รถแล่นทะยานไปข้างหน้า ‘หล่อ’ เจนิตารีบสะบัดศีรษะทันทีเมื่อจู่ๆคำคำนี้ก็แวบเข้ามาในหัว เพื่อป้องกันความคิดฟุ้งซ่านเธอจึงนั่งกอดอกและหันไปมองวิวข้างทางแทน

ในที่สุดรถยนต์คันหรูของตติยะก็แล่นมาจอดที่หน้าอพาร์ทเม้นท์ของเธอ ตติยะมองตึกสูงขนาดสิบชั้นเบื้องหน้าซึ่งอยู่ในซอยที่มีผู้คนพลุกพล่านเต็มไปด้วยร้านอาหารหลากหลายชนิด ด้านล่างของตึกแห่งนี้เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆที่อพาร์ทเม้นท์ทั่วไปควรจะมี

“คุณพักที่นี่เหรอ” ตติยะเอ่ยถาม

“ก็ใช่น่ะสิ ถ้าไม่ได้พักที่นี่ฉันจะพาคุณมาทำไมถามแปลกๆ” เจนิตาว่าเข้าให้

“โอเคๆ ผมถามผิดเอง ก็น่าอยู่ดีนี่ของกินก็สะดวกกลางคืนคงไม่เปลี่ยวเท่าไหร่” ตติยะวิจารณ์ตามที่เห็น

“ไม่เปลี่ยวหรอกซอยนี้มีคนเข้าออกตลอดทั้งคืนนั่นแหละ ตึกนี้มีคนทำงานกลางคืนแบบฉันพักอยู่หลายคนฉันก็เลยมีเพื่อนตอนที่ขับรถเข้าซอยกลับบ้าน”

“แล้วคุณไม่อยากเปลี่ยนไปทำงานเวลาปกติเหมือนคนอื่นเขาบ้างเหรอ”

“ก็คิดเหมือนกัน แต่คงอีกสักพักเพราะตอนนี้ฉันยังสนุกกับงานที่นี่อยู่ถามทำไม”

“ผมก็ถามไปอย่างนั้นแหละ เผื่อว่าคุณอยากจะเปลี่ยนงานหลังจากเจอเหตุการณ์แย่ๆเมื่อคืน ในฐานะที่คุณเป็นเพื่อนสนิทคุณลดาผมช่วยคุณได้นะถ้าคุณอยากเปลี่ยนงาน คุณคงรู้ว่าผมก็มีบริษัทใหญ่โตไม่ต่างจากไอ้ธี” ตติยะไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนั้นออกไปแต่ในเมื่อพูดไปแล้วเขาก็ปล่อยเลยตามเลย

“ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะคะ แต่ฉันคงยังไม่ออกจากงานเร็วๆนี้หรอก ขอบคุณที่มาส่งนะคะ” เจนิตาเปิดประตูเตรียมก้าวลงจากรถ

“เดี๋ยวสิคุณ”

“อะไรของคุณอีกเนี่ย ฉันอยากนอนพักจะแย่แล้วนะ” เจนิตาเผลอตัวแหวเข้าให้เมื่อเขาไม่ปล่อยให้เธอได้กลับขึ้นห้องเสียที

“เบอร์โทรศัพท์ของคุณล่ะ ถ้าเกิดคนของผมเอารถมาคืนจะได้โทรแจ้งถูก” เจนิตาถอนหายใจก่อนจะบอกเบอร์โทรศัพท์ให้เขา

“ฉันไปได้แล้วใช่ไหม”

“เชิญครับ” เจนิตาก้าวลงจากรถและเดินลิ่วขึ้นห้องทันทีเพราะอยากนอนพัก เนื่องจากรู้สึกตัวรุมๆเหมือนจะเป็นไข้คงเป็นผลจากการที่แผลอักเสบแน่ๆ ตติยะมองตามจนเห็นร่างบางหายลับเข้าไปในตึกจึงเลี้ยวรถกลับออกสู่ถนนเพื่อกลับบ้าน

เจนิตาเปิดประตูเข้ามาในห้องพักที่เธออาศัยมาหลายปีภายในห้องกว้างขวางประกอบไปด้วยเตียงนอนขนาดใหญ่มุมโซฟาสำหรับนั่งดูทีวี มีครัวเล็กๆไว้สำหรับทำอาหารเมื่อเปิดประตูกระจกออกไปเป็นระเบียงกว้างใช้สำหรับตากผ้าและยืนชมวิวยามค่ำคืน ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสมราคา เธอเลือกพักที่นี่แม้มีราคาสูงเพราะต้องการซื้อความสะดวกสบายให้ตัวเอง และเธอเองก็มีรายได้พอสมควรที่จะจ่ายได้จึงเลือกที่จะใช้เงินซื้อความสบายเพื่อชดเชยกับชีวิตอันยากลำบากมาตั้งแต่เด็ก เจนิตาหยิบชุดนอนบางเบามาสวมหลังจากอาบน้ำเรียบร้อยก่อนนอนเธอตัดสินใจโทรไปลางานที่คลับเพราะรู้สึกเหมือนจะเป็นไข้ โดยเลือกที่จะไม่บอกเจ๊หงส์ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เธอทานยาตามหมอสั่งและล้มตัวลงนอนก่อนจะหลับสนิทไปอย่างรวดเร็ว จวบจนเย็นค่ำเจนิตาจึงรู้สึกตัวตื่นอาการครั่นเนื้อครั่นตัวเบาบางลงไปมากเธอจึงลุกขึ้นเดินเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำและหยิบโจ๊กออกมาต้มกินเป็นมื้อเย็นพอดีกับที่เสียงโทรศัพท์ภายในห้องดังขึ้น

“สวัสดีค่ะ”

“หนูเจนมีคนเขาเอามอเตอร์ไซค์มาส่งนะคอยอยู่ข้างล่าง” เสียงลุงยามที่คุ้นเคยกับเธอเป็นอย่างดีบอกมาตามสาย เจนิตาก้มลงดูสภาพตัวเองซึ่งเพิ่งตื่นนอนและอยู่ในชุดล่อแหลมไม่เหมาะที่จะลงไปข้างล่างเป็นอย่างยิ่งจึงตัดสินใจให้ลุงยามเป็นผู้รับไว้แทน

“เจนรบกวนลุงยามช่วยรับไว้ให้หน่อยนะคะ พอดีว่าเจนยังไม่สะดวกที่จะลงไปตอนนี้น่ะค่ะ”

“อ๋อ ได้สิไม่มีปัญหาเดี๋ยวลุงจัดการให้ เดี๋ยวหนูลงมาเอากุญแจที่ลุงแล้วกันนะลุงจะเข็นไปจอดไว้ให้ที่เดิม”

“ขอบคุณมากค่ะคุณลุง” เจนิตาวางสายก่อนจะเดินไปส่องกระจกเพื่อสำรวจใบหน้าของตัวเอง

“สภาพแบบนี้จะลงไปเจอผู้คนได้ไงเนี่ยเสียชื่อสาวเซ็กซี่อย่างเจนิตาหมด” มือเรียวสวยลูบคลำบริวเวณแก้มของตัวเองที่เริ่มบวมนิดๆก่อนจะนึกถึงคนที่ฝากรอยเอาไว้อย่างเคียดแค้นที่พวกมันบังอาจมาทำให้แก้มเนียนๆของเธอต้องมีรอยช้ำ ใครจะรู้ว่าภายใต้บุคลิกที่ห้าวหาญของเธอนั้นคือหญิงสาวที่รักสวยรักงามเป็นชีวิตจิตใจบนโต๊ะเครื่องแป้งของเธอเต็มไปด้วยเครื่องประทินผิวนานาชนิด ไม่รวมในห้องน้ำที่ขวดครีมต่างๆถูกวางเรียงรายจนแน่นขนัดและจากการที่ดูแลเอาใจใส่ตัวเองเป็นอย่างดีส่งผลให้เจนิตามีผิวขาวอมชมพูนวลเนียนน่าสัมผัสแต่ยังไม่มีใครได้รับสิทธิ์นั้นเลยแม้แต่คนเดียว

“รอให้รอยพวกนี้หายก่อนดีกว่าถึงจะลงไปพบผู้คนข้างล่าง” เจนิตาบอกกับตัวเองก่อนจะหยิบยาแก้ฟกช้ำมาทาบริเวณรอยแผล ทางด้านลูกน้องของตติยะที่รับคำสั่งให้นำมอเตอร์ไซค์มาส่งนั้นก็โทรรายงานผู้เป็นเจ้านายเมื่อทำภารกิจเรียบร้อย

“ว่าไงโชคเรียบร้อยดีไหม” ตติยะเอ่ยถามคนขับรถที่เขาใช้ให้นำมอเตอร์ไซค์ของเจนิตาไปคืน

“เรียบร้อยครับ ผมนำมอเตอร์ไซค์มาคืนที่อพาร์ทเม้นท์ของคุณเจนิตาตามที่คุณเต้สั่งแต่คุณเจนไม่ได้ลงมารับครับเธอสั่งให้ฝากกุญแจไว้ที่รปภ.เพราะไม่สะดวกที่จะลงมาครับ” โชครายงานละเอียดยิบด้วยความซื่อ ตติยะรู้สึกแปลกใจเมื่อเจนิตาไม่ลงมารับด้วยตัวเองทั้งๆที่แสดงอาการหวงมอเตอร์ไซค์คู่ใจนักหนา

“โอเค ขอบใจมาก” ร่างสูงเอนหลังพิงเก้าอี้ตัวใหญ่ในห้องทำงานก่อนจะมองโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะอย่างชั่งใจในที่สุดก็หยิบมันขึ้นมาและกดเบอร์ที่เขาเพิ่งได้มาเมื่อคืนนี้ เจนิตาหยิบโทรศัพท์ขึ้นดูเมื่อมีเสียงเรียกเข้าแต่ปรากฏว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่เธอก็เลือกที่จะรับสายเผื่อว่าจะเป็นใครที่มีธุระสำคัญ

“สวัสดีค่ะเจนิตาพูด”

“ผมเอง” ตติยะตอบเสียงนุ่มทุ้ม

“ผมเองน่ะใครคะ ดิฉันไม่รู้จักเบอร์ก็ไม่คุ้น” เจนิตาบอกอย่างเริ่มมีอารมณ์เมื่อคนที่โทรมารบกวนเวลาพักผ่อนของเธอไม่ยอมบอกเสียทีว่าเป็นใคร

“นี่คุณจำผมไม่ได้จริงๆเหรอเนี่ย” ตติยะเมื่อได้ยินน้ำเสียงหงุดหงิดก็ชักอยากจะแกล้งคนขึ้นมา

“ผมไหนล่ะ ผมยาวผมสั้นผมแตกปลายก็บอกมาสิอย่ามากวนประสาทนะไม่อย่างนั้นฉันจะวางสายแล้วพวกโรคจิต”

“ฮ่าๆๆคุณนี่ช่างสรรหาคำมาด่าจริงๆนะคุณเจน ผมเองตติยะ”

“ก็พูดมาสิมากวนประสาทฉันอยู่ได้คุณโทรมามีธุระอะไร” เจนิตาถามเสียงห้วนอย่างอารมณ์ค้าง

“แหมคุณ ผมอุตส่าห์ช่วยคุณไว้นะจะพูดจากับผมเพราะๆหน่อยก็ไม่ได้”

“นี่คุณจะโทรมาแค่ลำเลิกบุญคุณใช่ไหม”

“โอ๊ะ เปล่าๆคร้าบบ ผมจะโทรมาถามว่าทำไมคุณไม่ลงมารับกุญแจมอเตอร์ไซค์คืนล่ะ เห็นหวงนักหวงหนาคนของผมบอกว่าคุณไม่ได้ลงมารับ” เจนิตาถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายเมื่อเขาโทรมาด้วยเรื่องแค่นี้

“ฉันไม่สบายลงไปไม่ไหว แค่นี้ใช่ไหมธุระของคุณถ้าไม่มีอะไรฉันขอนอนพักผ่อนก่อนละกัน แล้วก็ขอบคุณมากที่นำรถมาคืนให้ สวัสดีค่ะ”

“เดี๋ยวๆสิคุณ ไม่สบายเป็นอะไรมากหรือเปล่าคุณๆ” ตติยะพยายามเรียกแต่ไม่ทันเสียแล้วเมื่อปลายสายวางไปเรียบร้อยตติยะมองโทรศัพท์ในมือ

“แล้วเราจะไปสนใจทำไมวะว่าเขาป่วยหรือไม่ป่วยไม่ใช่ธุระอะไรของแกสักหน่อยไอ้เต้” ตติยะบอกตัวเอง

“ท่านประธานคะตอนนี้ห้องประชุมพร้อมแล้วค่ะ” เสียงเลขาคู่ใจแจ้งเตือนผ่านอินเตอร์คอมบนโต๊ะทำงาน

“ทราบแล้วครับ เดี๋ยวผมออกไป” ตติยะมองโทรศัพท์บนโต๊ะอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป