บทที่ 3 คนที่ไม่อยากพบหน้า ll

“ขวัญ”

“คะ?”

“ช่วยรักลูกชายป๊าหน่อยนะ ไม่อยากได้สะใภ้คนอื่น”

ท่านส่งยิ้มเย็นมาให้ ขวัญจิราจึงเข้าใจไปอีกทางว่าท่านต้องการให้เธอช่วยเล่นละครให้แนบเนียนเพื่อช่วยชีวิตลูกชายในครั้งนี้ จึงพยักหน้ารับเบาๆ ทั้งที่ในใจยังหนักอึ้งกับสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไป

“ขวัญจะพยายามทำทุกอย่างให้เต็มที่นะคะป๊า”

“ถ้าจะรักใครสักคนต้องพยายามด้วยหรือ?” เขาถาม พร้อมกับลุกขึ้นเดินออกไปหน้าตาเฉย

“คนนิสัยไม่ดี” หญิงสาวค่อนขอดตามท้าย ไม่ได้สนใจว่าเขาจะเดินออกไปพ้นบานประตูแล้วหรือไม่ และเสียงที่ตอบกลับมาเบาๆ นั้นเองที่ทำให้รู้ว่าเขาได้ยินทุกคำที่เธอพูด

“ก็เหมือนเธอนั่นแหละ” เขาย้ำ แล้วเสียงประตูก็ปิดลง

ขวัญจิรายืนมองกระเป๋าเสื้อผ้าสองใบที่วางอยู่หน้าห้องของเขาแล้วถอนหายใจออกมาเสียงดัง เข้าใจไปเองว่าเด็กในบ้านน่าจะยกกระเป๋ามาเก็บในห้องแล้ว แต่นี่อะไร...ทำไมกระเป๋าเสื้อผ้าของเธอยังวางอยู่ตรงนี้ได้ หรือว่าเมื่อครู่เขาจะไม่ยอมให้คนยกกระเป๋าเข้าไปเก็บข้างในเพราะนึกอยากแกล้งเธอขึ้นมา?

น่าเจ็บใจชะมัดที่สุดท้ายเขาหาเรื่องแกล้งเธออีกจนได้ พยายามคิดจนหัวแทบระเบิดว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ในตอนนี้ เพราะเมื่อครู่ป๊าเพิ่งจะบอกมาว่าต้องทำให้คนในบ้านรับรู้ว่าตัวเองและนายธามปากไม่ดีนั่นเป็นแฟนกันจริงๆ ให้ได้ ไม่เช่นนั้นคนในบ้านจะถูกป้านีสอบสวนล้วงเอาความจริงจนหมด และทุกอย่างคงพังลงตั้งแต่แผนยังไม่ทันเริ่ม

เหตุที่ต้องยอมเล่นละครบ้าๆ นี่ ก็เพราะว่าคุณยายดวงแก้ว คุณยายของยัยธารเคยรับปากกับเพื่อนสนิทเอาไว้ ว่าจะให้หลานของทั้งคู่เกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน จึงหมายมั่นปั้นมือไว้ว่าจะให้เฮียธี พี่ชายคนโตของบ้านได้แต่งกับคุณอินทุอรหลานสาวของเพื่อนท่าน แต่เฮียธีกลับไม่ยอมทำตามคำสั่งนั้นโดยง่าย เอ่ยค้านหัวชนฝาจนทะเลาะกันใหญ่โต จัดการพาพี่เมเข้ามาอยู่ในบ้านในฐานะภรรยาจนทำให้พวกผู้ใหญ่ต้องล่าถอยไปเพราะเธอเกิดท้องขึ้นมาในเดือนที่สองนับจากนั้น

เรื่องนี้เธอรับรู้มาตลอด เพราะวนเวียนอยู่กับครอบครัวนี้มานาน เข้านอกออกในบ้านของธารธาราราวกับเป็นบ้านของตัวเองแล้วด้วยซ้ำ แต่ไม่เคยคิดว่าเมื่อถึงคราวที่บิดพลิ้วไม่ได้เพราะคำสั่งประกาศิตของคุณยายดวงแก้ว หวยมันจะมาออกที่ตัวเธอโดยที่ไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้

แต่เอ๊ะ...เท่าที่ฟังยัยธารเล่ามา คุณหนูอินทุอรอะไรนั่นก็เป็นคนสวย สาวสังคม เรียนจบนอก ก็ไม่น่าแย่ไม่ใช่หรือ ทำไมสองพี่น้องบ้านนี้ถึงได้มีท่าทีรังเกียจนักล่ะ? แต่ก็เอาเถอะ...ไว้ค่อยหาคำตอบอีกที เพราะเพื่อนรักของเธอก็ยังไม่ยอมเปิดปากเล่าอะไรออกมา และตัวเธอเองก็ยังไม่ได้ลองคุยกับเพื่อนอย่างจริงจังในสาเหตุที่เกิดขึ้นนี้เลยสักครั้ง

คิดอะไรเพลินๆ อยู่นานสองนาน ประตูไม้สีขาวบานใหญ่ก็ถูกเปิดออกมาโดยเจ้าของห้องตัวโต เขายืนมองเธอด้วยรอยยิ้มกริ่มแต่ทรงเสน่ห์ตามสไตล์ของเขา แต่เรียกความไม่พอใจให้คนถูกมองได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะคำพูดที่หลุดออกมาให้ได้ยินนั่น

“ไม่คิดจะพัฒนาส่วนสูงเพิ่มบ้างหรือ?”

“แล้วนายไม่คิดว่าตัวเองควรจะพัฒนาปากของตัวเองบ้างหรือไง” ขวัญจิราตอกกลับอย่างไม่ยี่หระเพราะนึกหมั่นไส้เขานัก ส่วนสูงของเธอมันก็มีเท่านี้มานานแล้ว จะให้เพิ่มไปไหนได้อีก เขาไม่รู้หรือยังไงว่ามันไม่ใช่เชือกที่จะผูกความยาวได้ตามใจชอบน่ะ ก็คนมันสูงแค่นี้จะให้ทำยังไง!

“ไม่เห็นมีตรงไหนต้องเปลี่ยน เข้ามาเถอะ...เอาของมาเก็บสักที” พูดจบเขาก็เดินกลับเข้าห้องไป คนที่ยืนมองจึงพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ เพราะไม่คิดว่าเขาจะไร้น้ำใจถึงขนาดเมินกระเป๋าใบโตๆ สองใบนี้ได้

“คนไม่มีน้ำใจ”

“อยากได้ความช่วยเหลือก็ต้องขอ และอันที่จริงก็จำเป็นต้องพูดเพราะๆ และทำหน้าให้มันดีๆ ด้วยนะ” เขาพูดเสียงเรียบ

“มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องร้องขอ แต่มันเป็นเรื่องของสามัญสำนึก!”

“แล้วไง?” ท่าทางกวนประสาทของเขาทำให้ขวัญจิราอยากจะกรี้ดออกมาดังๆ จ้องหน้าเขากลับอย่างเอาเรื่องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อให้ได้

“ไม่แล้วไงหรอก ไอ้คนไร้น้ำใจ!” เธอกระแทกเสียงใส่เพราะความเดือดดาลที่ผุดขึ้นมา

“ลองเรียกเฮียธามขา...ด้วยเสียงหวานๆ ดูสักครั้งสิ เผื่อจะใจอ่อนแล้วมีน้ำใจยกทั้งคนทั้งกระเป๋าเข้ามาให้”

ธาดามองคนที่ยืนหน้ายุ่งแล้วยักคิ้วให้กวนๆ รู้อยู่แล้วว่าเธอจะตัดสินใจอย่างไร จึงได้แต่นึกขำในความบ้าทะนงศักดิ์ศรี ความไม่ยอมเสียหน้าของเจ้าตัวเสียจริง ไม่รู้ว่าจะตวาดแว้ดๆ ใส่ยังไง หากรู้ว่าเขายังไม่ได้จัดเตรียมอะไรให้เรียบร้อยทั้งที่รู้ดีว่าเธอจะมาถึงวันนี้

“อะไรกัน! นี่นายไม่คิดจะเก็บของใช้ของตัวเองให้เข้าที่บ้างหรือไง!”

นั่นปะไร...เสียงที่คิดไว้เกิดขึ้นเร็วเหลือเกิน แต่ธาดากลับนิ่งเฉย ไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับท่าทางนั้นนอกจากมองเธอด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แถมยังเดินหนีไปนั่งมองเธอหน้าตาเฉย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป