บทที่ 12 ตอนที่12

เกือบหนึ่งทุ่ม นักรบขับรถมาจอดที่หน้าล็อบบีแล้วเดินไปที่ป้อมยามหน้ารีสอร์ต ชายหนุ่มเอ่ยถามยามวัยห้าสิบปลายๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบๆ และฟังสุภาพ ทว่าหน้าตากลับเคร่งเครียดแปลกๆ

“ลุงเปลว เห็นป้าศรีไหมครับ”

ลุงยามวัยเก๋าทำหน้างงๆ เมื่อได้ยินเจ้านายมาถามถึงผู้เป็นภรรยาด้วยสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก

“นังศรีมันออกกะตั้งแต่สิบเอ็ดโมง เข้ากะอีกทีคงห้าทุ่มโน่นแหละครับ คุณรบมีอะไรหรือเปล่า เดี๋ยวผมไปตามที่บ้านพักคนงานให้ก็ได้ครับ”

“ไม่ต้องครับ ผมแค่จะถามอะไรป้าศรีนิดหน่อย”

นักรบทำท่าจะหันหลังกลับ ถ้าหากว่าจะไม่เหลือบไปเห็นกระติกใบเล็กสีแดงที่วางอยู่บนชั้นหน้าป้อมยามนั่นเสียก่อน มันเป็นกระติกเหมือนๆ กับที่เขาได้เมื่อตอนกลางวัน ต่างกันแค่สีและประโยคที่เขียนบนนั้น

‘ดื่มให้ตาแจ้งเลยนะคะลุงเปลว’

ถึงจะไม่ระบุชื่อผู้ให้ แต่เขาจำลายมือหวัดๆ นั้นได้ มาอยู่ได้อาทิตย์เดียว แม่คุณคงสร้างมิตรภาพไปทั่วรีสอร์ตเลยมั้งเนี่ย แต่ดูจากหน้าตาแช่มชื่น ชอบแจกรอยยิ้มพิมพ์ใจอยู่เป็นนิจ ดูไม่มีพิษมีภัยกับใคร แล้วใครบ้างที่จะไม่อยากรู้จักและผูกมิตรกับเจ้าหล่อน แม้แต่ตัวเขาเอง ทุกวันนี้ยังตอบไม่ได้เลยว่าทำไมถึงได้ชอบเอาตัวมายุ่งวุ่นวายกับแม่ตัวยุ่งนั่นนัก นักรบต้องรีบสลัดความคิดทิ้งแล้วตัดสินใจเอ่ยถามออกไป เพราะเดี๋ยวมันจะค่ำมืดไปมากกว่านี้

“ลุงเปลวเห็นเจ้าของกระติกนั่นไหมครับ” ถามพลางเขาก็พยักพเยิดหน้าไปยังกระติกที่วางอยู่บนชั้นใกล้ๆ

“หนูยุ่งเหรอครับ”

“อืม...” นักรบรับคำในลำคอพร้อมกับพยักหน้าน้อยๆ

“เมื่อช่วงบ่ายตอนเอากาแฟมาให้ผม เห็นบอกว่าจะปั่นจักรยานไปดูชาวบ้านปลูกผักออร์แกนิคที่เชิงเขา เอ...ไม่รู้ว่ากลับมาหรือยังนะครับ แต่ค่ำมืดป่านนี้น่าจะกลับมาแล้ว อยู่ที่บ้านพักหรือเปล่าครับคุณรบ”

ถ้าเธออยู่ที่บ้านพักเขาคงไม่มาถามหาอยู่นี่หรอก ก็เพราะบ้านพักของสาวเจ้ายังปิดไฟมืดสนิท และล็อกกุญแจหน้าบ้านเอาไว้อย่างดี แสดงว่าเธอยังไม่ได้เข้าบ้าน นั่นทำให้เขาต้องขับรถออกมาที่ล็อบบีอีกครั้ง กะจะมาถามป้าสมศรี แต่นางก็ไม่อยู่ เขาก็เลยเดินมาถามนายเปลวผู้เป็นสามีอยู่นี่ไง บอกตัวเองว่าไม่ได้ร้อนใจ ไม่ได้เป็นห่วง แต่ทำไมใจมันกระวนกระวายจนอยู่เฉยไม่ได้ก็ไม่รู้

“ผมขอยืมมอเตอร์ไซค์ของลุงเปลวหน่อยได้ไหมครับ”

“อ้อ ได้ครับ คุณรบเอาไปใช้ได้เลย ”

นายเปลวรีบล้วงกุญแจรถจากกระเป๋ากางเกงส่งให้ ขณะที่นักรบก็รับมาแล้วก้าวไปควบมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่ข้างป้อมยาม

“มันแก่แล้ว จะเกเรนิดหนึ่งนะครับคุณรบ สตาร์ตติดยากหน่อย”

ไม่ต้องบอกนักรบก็รู้ เพราะชายหนุ่มสตาร์ตอยู่สี่รอบมอเตอร์ไซค์ยุคบุกเบิกนั่นถึงติด มันเป็นมอเตอร์ไซค์แบบผู้ชายที่มีตัวถังน้ำมันอยู่ข้างหน้า ดูจากรุ่นแล้วน่าจะผ่านการใช้งานมาไม่ต่ำกว่าสามสิบปี แต่เขาคิดว่ามันก็น่าจะดีกว่าขับรถแลนด์โรเวอร์ของตัวเองไป เนื่องจากทางไปสวนผักที่เชิงเขามันมีทางลัดที่สามารถไปได้ไวกว่าถนนสายหลัก หากเส้นทางมันแคบซึ่งจักรยานกับมอเตอร์ไซค์เท่านั้นที่ไปได้

เส้นทางไปสวนผักที่เชิงเขามันไม่ใช่ปัญหาสำหรับนักรบ เขาเคยสำรวจพื้นที่มาแล้ว ก่อนที่จะสร้างรีสอร์ตกับโรงแรมที่นี่ ชายหนุ่มชำนาญเส้นทางดี และสวนผักออร์แกนิคนั่นก็เป็นหนึ่งในโปรแกรมของทางโรงแรมกับรีสอร์ตที่มีให้ลูกค้าเลือกไปท่องเที่ยวและทำกิจกรรม อย่างเช่นเก็บผัก ปลูกผัก และเรียนรู้เกี่ยวกับพืชผักปลอดสารพิษ ซึ่งจะมีเจ้าของสวนผักเป็นวิทยากรคอยแนะนำเมื่อทางรีสอร์ตเสนอโปรแกรมไป และผลผลิตของสวนผักก็ส่งเข้าโรงครัวที่รีสอร์ตเขาวงกตเป็นหลักเช่นกัน ถือว่าเป็นการช่วยสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านแถวนี้อีกทางหนึ่ง

และสวนผักอยู่ห่างจากรีสอร์ตไม่มาก ไม่เกินห้ากิโลเมตร ถ้าขับรถสี่ล้อหรือมอเตอร์ไซค์ใช้เวลาแค่สิบห้านาทีก็ถึงที่หมาย แต่ปั่นจักรยานไปนี่น่าจะเล่นเอาเมื่อยขาอยู่เหมือนกัน นับว่าแม่ตัวยุ่งนั่นอึดใช่ย่อยที่ปั่นจักรยานไปถึงโน่นได้ และที่ชายหนุ่มอยู่เฉยไม่ได้ก็คือไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ถึงยังไม่กลับที่พัก

นักรบเลี้ยวมอเตอร์ไซค์เข้าไปจอดหน้าบ้านไม้หลังเล็กใต้ถุนสูงหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นบ้านพักของคนเฝ้าสวนผักออร์แกนิค คือนายมั่นกับนางแจ่ม ส่วนเจ้าของสวนตัวจริงชื่อชัยเดชจะกลับไปพักกับครอบครัวที่บ้านในเมือง แค่เห็นจักรยานที่จอดอยู่ใกล้ๆ กับบันไดแค่นี้เขาก็รู้แล้วว่าคนที่ตามหาอยู่ที่ไหน

“อ้าว! คุณรบ มาซะมืดเลย ขึ้นบ้านมาก่อนค่ะ แต่ตามั่นไม่อยู่หรอกนะคะ เอาผักไปส่งที่ในเมืองกับคุณชัยตั้งแต่เย็น คืนนี้น่าจะค้างบ้านคุณชัยที่ในเมือง”

เจ้าบ้านที่ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์แล้วมาชะเง้อมองตรงประตูบ้านเอ่ยทักทายลงมาก่อนเมื่อเห็นว่าเป็นใคร ทางด้านนักรบไม่ได้ตอบว่าอย่างไร ชายหนุ่มถอดรองเท้าผ้าใบแล้วก้าวขึ้นบันไดไปช้าๆ

คนที่นั่งพับเพียบอยู่กลางบ้านถึงกับฉีกยิ้มกว้างตาพราวระยับอย่างดีใจเมื่อหันมาเห็นร่างใหญ่ในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงยีนส์เก่าๆ ที่ก้าวพ้นบันไดบ้านขึ้นมา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป