บทที่ 2 ตอนที่2

ไม่ถึงห้านาทีก็มาถึงหน้าคลินิกแห่งหนึ่ง เนื่องจากเมืองนี้เป็นแค่เมืองเล็กๆ ถนนหนทางแทบจะเชื่อมต่อกันหมด ขับรถซอกแซกมาตามซอยแป๊บเดียวก็ถึงถนนสายหลักแล้ว และดูเขาจะชำนาญเส้นทางเป็นอย่างดี น่าจะเป็นคนแถวนี้กระมัง

ทันทีที่เขาอุ้มเธอเข้าไปในคลินิก ผู้หญิงที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ก็เบิกตาโต รีบลุกเดินตรงปรี่เข้ามาหาทันที และฟังจากการทักทายหฤทัยเดาว่าน่าจะรู้จักชายหนุ่มดี

“อุ๊ย! ตายแล้ว ไปโดนอะไรมาคะเนี่ยคุณรบ”

“ล้มกระเบื้องบาดน่ะ ช่วยดูให้หน่อยนะครับ”

“งั้นพามาทางนี้เลยค่ะ ล้างแผลก่อนนะคะ”

โชคดีที่มีคนไข้มานั่งรอตรวจอยู่แค่สองสามราย และกรณีของหฤทัยคือมีแผลฉกรรจ์และเลือดเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าดูค่อนข้างร้ายแรงจึงจำต้องลัดคิวให้คุณหมอดูอาการก่อน พอชายหนุ่มวางให้เธอนั่งห้อยขาบนเตียงในห้องตรวจเสร็จก็ทำท่าจะเดินออกไปจากห้อง ถ้าหากปลายนิ้วเล็กๆ จะไม่ดึงชายเสื้อเชิ้ตตรงเอวหนาเอาไว้ก่อน

“พี่...”

เสียงเรียกแผ่วๆ พร้อมกับช้อนดวงตากลมโตดำขลับที่มีหยดน้ำคลอเต็มเบ้าขึ้นมามองหน้า ทำให้นักรบรู้ว่าเธอกำลังรู้สึกอย่างไร และปากมันก็เอ่ยบอกออกไปอัตโนมัติ

“ไม่ได้ไปไหน จะออกไปรอข้างนอก คุณหมอเขาจะได้ทำแผลให้สะดวกๆ”

นั่นแหละปลายนิ้วเรียวเล็กถึงได้ค่อยๆ หลุดออกจากชายเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่เขาใส่อยู่ หากยังมองตามหลังร่างใหญ่ที่ก้าวออกไปจากห้องตรวจตาละห้อยจนลับตา

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ผู้ช่วยพยาบาลสาวเจ้าเดิมซึ่งมีอยู่คนเดียว และรู้สึกสาวเจ้าจะเหมาหน้าที่ทุกอย่างภายในคลินิกเล็กๆ แห่งนี้ทำเองหมด ก็พยุงร่างคนเจ็บออกมาจากห้องตรวจ พามานั่งข้างๆ ชายหนุ่มที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รออยู่ พอเขาเหลือบเห็นเธอมาทรุดนั่งใกล้ๆ ก็พับหนังสือพิมพ์เก็บเอาไว้ที่เดิม แล้วลุกไปจ่ายเงินค่ารักษาและค่ายาให้เธอที่หน้าเคาน์เตอร์อย่างรู้หน้าที่

“แผลที่แขนไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็ค่อนข้างลึกต้องเย็บกันหกเข็มเลยค่ะคุณรบ สักสองอาทิตย์แผลคงแห้ง น่าจะตัดไหมได้ เอาไว้มาให้คุณหมอดูแผลอีกทีแล้วกันนะคะ ส่วนแผลถลอกที่ขากับหัวเข่าหมั่นใส่ยาทายาไม่กี่วันก็เดินคล่องปร๋อแล้วค่ะ”

“ครับ”

“นี่ยาแก้ปวด ยาทารอยฟกช้ำกับยาล้างแผล จิ๊บใส่รวมเอาไว้ให้ในถุงแล้วนะคะ บอกน้องเขาอย่าให้แผลโดนน้ำนะคะคุณรบ”

“ครับ”

ชายหนุ่มตอบรับทุกประโยคอันยืดยาวของผู้ช่วยพยาบาลสาวเพียงสั้นๆ หน้าตาก็นิ่งสนิท แล้วเงียบกริบตามเดิม พลางล้วงกระเป๋าเงินจากกระเป๋ากางเกงยีนส์แล้วหยิบแบงก์ออกมาจ่ายตามยอดในใบเสร็จที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์พอดีเป๊ะ ชนิดไม่ต้องเสียเวลามายืนรอเงินทอน หรือเกรงว่าสาวเจ้าจะชวนคุยขึ้นมาอีกก็ไม่อาจทราบได้ เสร็จแล้วเขาก็คว้าถุงยาเดินกลับไปหาคนเจ็บที่นั่งรออยู่ แต่พอเขาก้มลงเตรียมช้อนร่างเธอ คนเจ็บก็รีบรัวบอกอย่างเร็ว

“เอ่อ...พี่ไม่ต้องอุ้มแล้วก็ได้ค่ะ ขามันแค่ถลอกหนูพอเดินเองได้”

บอกเสร็จเธอก็รีบลุก ทว่าลุกไวบวกกับยังไม่ชินกับขาที่เจ็บทำให้หฤทัยยืนโงนเงนเหมือนจะล้ม ก่อนคนมองอยู่จะปล่อยลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วจัดการช้อนร่างเธอเข้าสู่อ้อมแขนพาก้าวลิ่วๆ ออกไปจากคลินิกเสียเอง ปล่อยให้คุณผู้ช่วยพยาบาลชื่อจิ๊บมองตามหลังไปพร้อมกับถอนหายใจเฮือกๆ อยู่เช่นกัน ก็เธอเคยลองถามหรือชวนคุยเวลาเจอกันอยู่บ้าง ชายหนุ่มก็จะตอบสั้นๆ หรือไม่ก็แค่รับคำง่ายๆ เหมือนไม่อยากจะเสวนากับใครทั้งนั้น ไม่รู้จะประหยัดคำพูดไปไหน คิดแล้วเธอก็ส่ายศีรษะอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะหันไปเรียกคนไข้รายต่อไปให้เข้าห้องตรวจ

ทางด้านสองหนุ่มสาวพอเข้ามานั่งในรถกันเรียบร้อย ระหว่างที่ชายหนุ่มหน้าเคร่งขับเคลื่อนพาหนะคันโตออกไปจากหน้าคลินิก หฤทัยก็ตัดสินใจหันไปไหว้ขอบคุณ

“ขอบคุณนะคะที่ช่วยหนู...เอ่อ...ช่วยยุ่ง”

เมื่อสติสตังมาอยู่กับเนื้อกับตัว เธอก็เริ่มสังเกตคนกำลังขับรถถี่ถ้วนขึ้น ดูจากหน้าตาเขาก็ยังหนุ่มยังแน่น สองข้างแก้มมีหนวดเคราขึ้นครึ้มจนดูเข้มคม ผิวกายปกติของเขาก็น่าจะขาวมาก หากผิวส่วนที่โผล่จากแขนเสื้อเชิ้ตซึ่งเขาพับขึ้นศอกเอาไว้เวลานี้ออกสีแทนๆ คงเพราะทำงานกลางแจ้ง ใบหน้าก็คร้ามคม หากยังดูหล่อเหลา ดวงตาสีจะเทาก็ไม่ใช่จะฟ้าก็ไม่เชิงนั่นเวลาเขามองมานิ่งๆ มันมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก อายุอานามเล็งด้วยสายตาก็คงไม่น่าจะเกินสามสิบห้า แทนตัวเองว่าหนูมันก็ดูเหมือนเด็กสาวกับตาแก่ไปหน่อย หฤทัยจึงคิดว่าเธอควรเปลี่ยนคำแทนตัวเองใหม่

“ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ค่าหมอก็ไม่กี่ตังค์เอง”

ทว่าดูเหมือนเขาจะเข้าใจผิดกับประโยคที่เธอสื่อสาร หฤทัยจึงบอกช้าๆ ชัดๆ อีกครั้ง

“หมายถึงหนูชื่อ...ยุ่ง...ค่ะ”

ชายหนุ่มหันมาจ้องหน้าเธอนิ่งๆ อยู่แวบหนึ่ง ก่อนหันกลับไปมองถนนตามเดิม

“อือ...ยุ่งสมชื่อ”

พูดแล้วก็หยักยิ้มมุมปากน้อยๆ ทำเอาเจ้าของชื่อทำหน้ามุ่ยๆ เพราะรู้ว่าเขาแกล้งล้อ เธอจึงอุบอิบออกมาเบาๆ

“เมื่อกี้ยังบอกไม่ยุ่งยากอะไรอยู่เลย”

หากชายหนุ่มไม่ได้โต้แย้งว่าอย่างไร กลับตั้งคำถามน้ำเสียงจริงจังกลับมาแทน

“พักอยู่ที่ไหน จะไปส่ง”

“ที่รีสอร์ตเขาวงกตค่ะ”

คนจะไปส่งเลิกคิ้วหันมามองหน้าคนตอบเหมือนจะแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ชายหนุ่มหันไปมองถนนเบื้องหน้าตามเดิม ชั่วครู่ถึงเอ่ยถามมาอีกประโยค

“แล้วเรามาทำอะไรที่นี่ ผู้ปกครองรู้หรือเปล่า”

คำถามของเขาทำเอาหฤทัยงงเล็กน้อย ก็ถามราวกับเธอเป็นเด็กอย่างนั้นแหละ หากเธอก็ตอบออกไปด้วยดี

“มาเที่ยวกับเพื่อนค่ะ โรงเรียนปิดเทอม”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป