บทที่ 4 ตอนที่4
หฤทัยคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่แบบนั้นจนผ่านไปพักใหญ่ กระทั่งความมืดเริ่มโรยตัวไปทั่วบริเวณ เพราะขณะนี้เกือบหนึ่งทุ่มเข้าไปแล้ว หญิงสาวก้มลงมองนาฬิกาเรือนเล็กบนข้อมือสลับกับถนนหน้าบ้านพัก ก็ที่พึ่งพาหนึ่งเดียวของเธอหายไปครึ่งชั่วโมงกว่าๆ ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย เขาคงไม่ทิ้งสาวน้อยไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีกำลังทรัพย์ หมดหนทางไปอย่างเธอได้ลงคอหรอกนะ คิดยังไม่ทันไรร่างสูงใหญ่ไหล่กว้างก็ก้าวขึ้นบันไดบ้านพักมาเอื่อยๆ หากขณะนี้ชายหนุ่มเปลี่ยนจากสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้มเป็นเสื้อยืดสีขาวเนื้อบางแทน แต่กางเกงยังเป็นยีนส์สีเข้มตัวเดิม
คนกำลังวิตกไปสารพัดจึงฉีกยิ้มแฉ่งตาเป็นประกายอย่างดีใจ ขณะที่คนเพิ่งมาถึงก็ปั้นหน้านิ่งเข้าสู้ยิ้มสดใสของเธออยู่เช่นเคย และยังไม่เอ่ยปากอะไรกับเธอเลยสักคำ ชายหนุ่มวางตะกร้าที่ถือติดมือมาด้วยลงบนโต๊ะตรงระเบียงที่เธอกำลังนั่งอยู่ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูบ้านพักแล้วก้าวเข้าไปเอาจานกับช้อนจากในครัวออกมา และไม่ลืมหยิบเอาขวดน้ำดื่มในตู้เย็นพร้อมแก้วเปล่ามาด้วยสองใบ ดูเขาจะเข้าออกและหยิบจับข้าวของในบ้านพักของเธอคล่องจนน่าแปลกใจ เมื่อทรุดลงนั่งฝั่งตรงข้ามเสร็จ เขาก็วางกุญแจบ้านพักเอาไว้ให้บนโต๊ะ แล้วบอกเพียงสั้นๆ
“กุญแจสำรอง”
“ขอบคุณค่ะ พี่พักอยู่ที่นี่ด้วยเหรอคะ”
หฤทัยยกมือไหว้พร้อมขอบคุณอย่างจริงใจ การที่เขาไปขอกุญแจสำรองของบ้านพักมาได้แสดงว่าต้องรู้จักกับสถานที่หรือบุคคลในรีสอร์ตแห่งนี้ดีพอสมควร แต่จะรู้จักในระดับไหนนั้นเธอยังไม่กล้าถาม แค่เขาเป็นธุระจัดการขอกุญแจมาให้นี่ก็เป็นบุญแล้ว คำถามของเธอได้คำตอบเป็นการพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนเขาจะเปิดผ้าคลุมตะกร้าแล้วหยิบโถข้าวสวยกับจานอาหารในนั้นออกมา พลางเอ่ยบอก
“ทำเป็นแค่นี้ อ้อ! ต้มมาม่าเป็นอีกอย่าง แต่ตอนนี้มาม่าหมด”
ทำไข่เจียวหมูสับออกจะน่ากิน ต้มจืดสารพัดผักนั่นก็น่าอร่อย แต่ที่ว่าต้มมาม่านั่นน่ะเล่นมุกใช่ไหม หากหน้าตาคนพูดเรียบนิ่งจนเธอไม่แน่ใจว่าเขาจะมีอารมณ์ขัน
“แค่นี้ก็หรูแล้วค่ะ”
หฤทัยยิ้มจนตาหยี และเป็นคนเริ่มตักข้าวใส่จาน ทว่ายังไม่ทันจะได้วางจานข้าวสวยหอมๆ นั้นลงบนโต๊ะตรงหน้าตัวเอง คนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ยื่นมือมาฉวยจานข้าวไปเฉยเลย
“หิวเหมือนกัน”
ว่าแล้วเขาก็ตักข้าวใส่ปากนำไปก่อน หฤทัยยิ้มหน้าบาน ไม่เข้าใจว่าเธอจะยิ้มอะไรหนักหนา ก็แค่จากที่คิดว่าเขาจะไปหาอะไรมาให้เธอประทังความหิวเฉยๆ แต่เขากลับมานั่งกินข้าวเป็นเพื่อนด้วย มันก็แค่เกินคาดไปนิดหนึ่งเอง
“เอาแต่ยิ้มคงอิ่มหรอกนะ”
คนก้มหน้าก้มตากินข้าวเอ่ยขึ้นมาลอยๆ เล่นเอาคนกำลังปลื้มปริ่มจนลืมกินข้าวยิ้มหวานค้างกลางอากาศ ปากอิ่มค่อยๆ หุบยิ้ม และเริ่มลงมือกินข้าวอย่างช้าๆ แต่ระหว่างที่ละเลียดอาหารเข้าปากไปเรื่อยๆ เรียวปากจิ้มลิ้มยังอมยิ้มกริ่มอยู่กับจานข้าวตรงหน้า แลมีความสุขกับการกินอาหารมื้อนี้ซะเหลือเกิน ในขณะที่อีกคนก็กินลูกเดียว ไม่ปริปากคุยอะไรเลย ไม่รู้ว่าหิว หรือรีบกินจะได้รีบกลับก็ไม่ทราบ ปากก็บอกราวกับทำอาหารไม่เป็น แต่ไข่เจียวหมูสับกับต้มจืดฝีมือของเขารสชาติดีเลยเชียวละ หฤทัยจึงกะจะชมเสียหน่อย เผื่อฟลุกเขาจะได้ทำให้กินมื้อต่อๆ ไป
“พี่ทำกับข้าวอร่อยนะคะ ไข่เจียวก็กรอบนอกนุ่มในกำลังดีเลย ต้มจืดผักนี่ก็กลมกล่อมมากๆ”
“อร่อยก็กินเยอะๆ มื้อเดียวนี่แหละที่จะได้กิน”
คนโดนดับฝันที่หวังจะได้กินกับข้าวมื้อต่อไปถึงกับหน้าม่อยลงถนัดใจเมื่อถูกรู้ทัน แล้วก้มหน้ากินข้าวไม่พูดไม่จา นักรบกระตุกยิ้มมุมปากอยู่ชั่วครู่เมื่อทำให้คนจ้อไม่หยุดตั้งใจกินข้าวได้สักที ไม่งั้นแม่คุณก็จะยิ้มไม่หุบกับเจื้อยแจ้วอยู่แบบนั้นแหละ มันก็ไม่ได้สร้างความรำคาญให้แก่เขาหรอก น้ำเสียงสดใสนั้นออกจะฟังเพลินหูด้วยซ้ำ และที่สำคัญได้ยินแล้วทำให้เขาเย็นใจได้อย่างประหลาด แต่นักรบแค่อยากให้คุณเธอกินข้าวจริงๆ จังๆ ก็เท่านั้นเอง
เมื่อต่างอิ่มจากมื้อค่ำ หฤทัยก็เป็นคนเก็บจานซ้อนๆ ตั้งรวมกันเอาไว้ในตะกร้าที่เขาใช้ใส่อาหารมาในตอนแรก ในขณะที่คนตัวโตขยับไปนั่งพิงหลังพลางวาดแขนยาวๆ ข้างหนึ่งไปกับราวระเบียง เนื่องจากที่นั่งฝั่งที่เขานั่งเป็นเก้าอี้ยาวตลอดแนวระเบียงและมีราวระเบียงเป็นพนักพิงไปในตัว ส่วนมือหนาอีกข้างก็ล้วงเอาบุหรี่กับไฟแช็กจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ออกมาวางไว้บนโต๊ะ ก่อนเขาจะดึงบุหรี่ออกมาคาบเอาไว้หนึ่งมวน ทว่าพอก้มจุดไฟแช็กตั้งท่าจะติดบุหรี่ก็ได้ยินเสียงใสเอ่ยปากออกมาเสียก่อน
“พี่ช่วยเอาตะกร้าไปตั้งไว้ที่เคาน์เตอร์ล้างจานในครัวให้ยุ่งหน่อยนะคะ เดี๋ยวยุ่งล้างเอง”
นักรบเหลือบไปมองหน้าคนไหว้วานอยู่ครู่หนึ่ง แถมแม่คุณยังโปรยยิ้มตาใสมาขอร้องอีกแรง และปลายนิ้วมันก็กดปิดฝาไฟแช็กอัตโนมัติ แล้ววางทั้งบุหรี่มวนที่จะสูบทั้งไฟแช็กเอาไว้บนโต๊ะ ก่อนจะลุกหิ้วเอาตะกร้าเข้าไปในบ้านตามคำบัญชาของเจ้าของบ้านพัก พอวางตะกร้าบนเคาน์เตอร์ในครัวให้เสร็จก็หันมาเห็นร่างเล็กเดินเขยกๆ ตามหลังมา นักรบยืนมองจนเธอเดินไปถึงเคาน์เตอร์ และมือเล็กๆ เริ่มหยิบถ้วยช้อนจานชามจากในตะกร้าไปล้างอย่างช้าๆ ชายหนุ่มยืนสังเกตคนแขนเจ็บอยู่เงียบๆ แบบนั้นชั่วครู่ แล้วถึงเอ่ยถามให้แน่ใจ
“อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม”
“ก็..ได้มั้งคะ แผลเย็บที่แขนถ้าไม่ยกของหนักก็คงไม่เป็นไร”
“อย่าให้แผลโดนน้ำล่ะ”
“ค่ะ”
