บทที่ 2 คนมีเจ้าของ
แม้จะรู้ดีว่าเขากับเธออยู่กันคนละโลก
แม้จะรู้ดีว่าความรักครั้งนี้อาจไม่มีวันสมหวัง
แต่เพียงแค่ได้แอบมอง ได้แอบชื่นชม และได้เก็บเขาไว้ในมุมเล็ก ๆ ของหัวใจ ก็เพียงพอที่จะทำให้จันทร์กระจ่างฟ้ามีแรงลุกขึ้นสู้กับวันพรุ่งนี้อีกครั้ง
“ขอบใจมากนะฟ้า สำหรับวันนี้”
“ค่ะพี่แอน สวัสดีค่ะ”
จันทร์กระจ่างฟ้ายกมือไหว้เจ้าของร้านอาหารด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน หลังจากช่วยงานในกะเช้าเสร็จเรียบร้อย หญิงสาวรีบสะพายกระเป๋าเป้ใบเก่าแล้วก้าวฉับ ๆ ออกจากร้าน มุ่งหน้ากลับเข้าสู่มหาวิทยาลัยเพื่อเข้าเรียนในช่วงบ่าย
โชคดีที่วันนี้แสงแดดไม่ร้อนแรงเหมือนหลายวันที่ผ่านมา สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านแนวต้นไม้สองข้างทาง ช่วยพัดพาความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานตั้งแต่เช้าให้เบาบางลงไปบ้าง แม้ร่างกายจะอ่อนล้า แต่เธอก็ไม่มีเวลาปล่อยให้ตัวเองหยุดพัก เพราะทุกนาทีมีคุณค่า ทั้งการเรียนและการทำงานล้วนเป็นความหวังที่จะพาเธอและครอบครัวก้าวผ่านความยากลำบากไปให้ได้
“อ้าว ยัยฟ้า ทางนี้ ๆ”
เสียงคุ้นหูของวิมุตตาดังขึ้นจากใต้ต้นหูกวางต้นใหญ่ข้างตึกเรียน ทำให้จันทร์กระจ่างฟ้าหันไปมองตามเสียงเรียก ก่อนจะเห็นเพื่อนสนิทกำลังนั่งรออยู่กับเพื่อนร่วมเซกชันอีกสองสามคน
หญิงสาวเผยรอยยิ้มบาง ๆ แล้วสาวเท้าเข้าไปหา
“มาเร็วจังมุตตา ฟ้าคิดว่าจะมาเลทซะอีก”
“ระดับฉันไม่มีสายอยู่แล้วยะ แต่แกมาก็ดีแล้ว โน่น ส่องด่วน แฟนคลับนัมเบอร์วัน”
วิมุตตาพูดพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะบุ้ยปากไปทางลานหน้าตึกคณะบริหารธุรกิจที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
เพียงแค่ได้ยินคำว่า แฟนคลับนัมเบอร์วัน หัวใจของจันทร์กระจ่างฟ้าก็กระตุกวูบขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เธอค่อย ๆ หันมองไปตามทิศทางที่เพื่อนชี้
ร่างสูงของอัสวัส ปรากฏอยู่ในสายตา ชายหนุ่มสวมชุดนักศึกษาสะอาดเรียบร้อย ยืนพิงรถยุโรปคันหรูของตัวเองอย่างสง่างาม แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้อยู่กับกลุ่มเพื่อนเหมือนทุกวัน
ข้างกายของเขามีหญิงสาวหน้าตาสะสวยโดดเด่นยืนเคียงคู่
ปรียาภรณ์ หล่อนคือดาวคณะผู้เป็นที่หมายปองของหนุ่ม ๆ ทั้งมหาวิทยาลัย
ทั้งสองคนยืนอยู่ด้วยกันราวกับภาพถ่ายในนิตยสารแฟชั่น ดูเหมาะสมทั้งหน้าตา ฐานะ และบุคลิก จนใครต่อใครต่างมองว่าพวกเขาคือคู่รักในอุดมคติ
“ดูสิแก พี่ปรียาชีแต่งตัวจัดเต็มตลอด ขนาดมาเรียนนะเนี่ย” เพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งกระซิบขึ้นเบา ๆ
“ก็เขาเป็นดาวคณะ เป็นแฟนพี่วัสผู้เพียบพร้อม ก็ต้องรักษาภาพลักษณ์หน่อยไหมล่ะ”
อีกคนรีบเสริมพร้อมหัวเราะเบา ๆ
จันทร์กระจ่างฟ้าไม่ได้ร่วมวงสนทนา
ดวงตาคู่สวยหลังแว่นเพียงแต่มองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน
เธอเห็นอัสวัสยื่นมือไปรับกระเป๋าถือแบรนด์เนมใบหรูจากแฟนสาวมาถือไว้ให้โดยไม่ต้องรอให้เอ่ยปาก เป็นเพียงการกระทำเล็ก ๆ ที่แสดงออกถึงความใส่ใจ และเป็นภาพที่ทำให้หัวใจของเธอเจ็บหน่วงอย่างประหลาด
นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่า รักเขาข้างเดียวเหมือนข้าวเหนียวนึ่ง
รอยยิ้มอ่อนโยนที่มุมปากของชายหนุ่ม
รอยยิ้มที่เธอเฝ้าแอบมองมาตลอด
วันนี้มันถูกส่งมอบให้กับผู้หญิงอีกคน ผู้หญิงที่มีสิทธิ์ยืนเคียงข้างเขาอย่างเปิดเผย
“เจ็บแปลบเลยล่ะสิแก” วิมุตตาหันมากระซิบด้วยน้ำเสียงเห็นใจ เมื่อสังเกตเห็นแววตาที่หม่นลงของเพื่อนสนิท
“อืม... ก็นิดหน่อยจ้ะ แต่เขาสองคนดูเหมาะกันดีนะ” จันทร์กระจ่างฟ้ายิ้มบาง ๆ แม้รอยยิ้มนั้นจะดูฝืดเฝื่อนจนแทบปิดบังความรู้สึกไม่ได้
“เหมาะตรงไหน หน้าตาพอดูได้แต่ใจคอไม่รู้น่ะสิ” วิมุตตาเบ้ปากอย่างไม่ชอบใจ
“วันก่อนฉันยังเห็นพี่ปรียานั่งรถสปอร์ตของพี่โก้ เพื่อนกลุ่มเดียวกับพี่วัสที่รวย ๆ อยู่เลย แถมทำท่ากะหนุกกะหนิงกันด้วย”
จันทร์กระจ่างฟ้าส่ายหน้าเบา ๆ
“อย่าไปนินทาเขาเลยมุตตา เขาอาจจะเป็นเพื่อนกันก็ได้” เธอไม่อยากตัดสินใครจากภาพที่เห็นเพียงผิวเผิน
“เพื่อนกันเขาไม่จับมือถือแขนกันตอนแฟนไม่อยู่หรอกยะ คอยดูเถอะ ฉันว่าคู่นี้แปลก ๆ” วิมุตตายังพูดไม่ทันจบ ความสนใจของทุกคนก็ถูกดึงไปยังคู่รักที่ยืนอยู่ไม่ไกล แม้จะอยู่คนละฝั่งของลานกว้าง แต่สีหน้าและท่าทางของทั้งคู่กลับบ่งบอกได้ชัดว่าบรรยากาศระหว่างพวกเขาไม่ได้หวานชื่นอย่างที่ใครหลายคนคิด
“วันนี้ปรียาจะไปไหนต่อหรือเปล่า เดี๋ยววัสขับรถไปส่ง” อัสวัสเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเช่นเคย ทว่าแววตาคมกลับแฝงความอ่อนล้าไว้จนสังเกตได้
“ไม่เป็นไรค่ะวัส ปรียานัดเพื่อนไว้แล้ว วัสกลับไปก่อนเถอะ” ปรียาภรณ์ตอบอย่างเรียบเฉย สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือราคาแพงในมือ ราวกับคนตรงหน้าไม่มีความสำคัญมากพอให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นมอง
“แต่ช่วงนี้เราแทบไม่ได้กินข้าวด้วยกันเลยนะ ปรียาเอาแต่บอกว่าติดธุระ” ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย มือที่ถือกระเป๋าให้เธอเริ่มเกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“อย่าเซ้าซี้ได้ไหมวัส ปรียาก็มีสังคมมีธุระส่วนตัวของปรียาเหมือนกันนะคะ จะให้อยู่ด้วยกันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงหรือไง ขอกระเป๋าคืนด้วยค่ะ”
หญิงสาวคว้ากระเป๋าคืนจากมือของแฟนหนุ่มอย่างไม่ใยดี ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปทันที โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองอัสวัสที่ยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
อัสวัสทอดสายตามองแผ่นหลังของคนรัก ก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างอดกลั้น แววตาคมเข้มหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
ชายหนุ่มกำหมัดแน่น คล้ายกำลังสะกดกลั้นความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ ก่อนจะก้าวขึ้นรถและขับออกไปด้วยความเร็วมากกว่าปกติ
“เห็นไหมล่ะ ฉันบอกแล้วว่าชีทำตัวแปลก ๆ” วิมุตตาตบม้านั่งยาวเบา ๆ อย่างหงุดหงิด
“พี่วัสออกจะแสนดีขนาดนั้น ทำไมทำท่าทางสะบัดสะบิ้งใส่ซะได้”
“พี่วัสคงเสียใจมากแน่ ๆ เลย” จันทร์กระจ่างฟ้าพึมพำแผ่วเบา ดวงตายังคงมองตามท้ายรถยุโรปคันหรูที่แล่นห่างออกไปเรื่อย ๆ จนลับสายตา
หัวใจของเธอหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูก เธอเจ็บปวดที่ผู้ชายที่แอบรักมีเจ้าของอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เธอเจ็บยิ่งกว่า คือการได้เห็นผู้ชายที่เธอเฝ้าชื่นชมและแอบรัก ถูกคนที่เขามอบหัวใจให้ปฏิบัติอย่างเย็นชาและไม่เห็นคุณค่า
“ฟ้าเป็นอะไรหรือเปล่า หน้าซีด ๆ” วิมุตตาถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นเพื่อนเงียบผิดปกติ
จันทร์กระจ่างฟ้าสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะฝืนยิ้มตอบ
“เปล่าจ้ะ ฟ้าแค่คิดว่าบ่ายนี้เรามีสอบย่อยไม่ใช่เหรอ รีบขึ้นตึกกันเถอะเดี๋ยวจะสาย” เธอกอดสมุดเรียนแนบอก รวบรวมสติแล้วก้าวเดินไปพร้อมเพื่อน ๆ
ระหว่างทางหญิงสาวพยายามบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเธอเป็นเพียงคนที่แอบรักอยู่ห่าง ๆ เป็นเพียงคนนอกที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเดินเข้าไปถามว่าเขาเป็นอย่างไร ไม่มีสิทธิ์ปลอบโยน และไม่มีสิทธิ์เช็ดน้ำตาที่อาจซ่อนอยู่ภายในหัวใจของชายหนุ่มคนนั้นเลยแม้แต่น้อย อย่าไปยุ่งกับเขาเลยจะดีกว่า เธอควรเจียมตัวอยู่ในที่ของตัวเอง
ความกดดันที่ก่อตัวขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่าง อัสวัส และ ปรียาภรณ์ ค่อย ๆ ทับถมหนักขึ้นในทุกวัน ราวกับกำแพงที่แตกร้าวจนไม่อาจประสานกลับคืนดังเดิม
ชายหนุ่มพยายามประคับประคองความรักครั้งนี้ด้วยความอดทน เขายอมลดทิฐิ ยอมเป็นฝ่ายง้อ ยอมปรับตัว และพยายามหาเวลาให้คนรักอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ได้รับกลับคืนมามีเพียงความเฉยชาว่างเปล่า และระยะห่างที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนหัวใจของเขาเริ่มอ่อนล้าทีละน้อย
บ่ายวันนั้น...
ร้านกาแฟหรูซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยยังคงคลอเคล้าไปด้วยเสียงเพลงแจ๊สเบา ๆ บรรยากาศเงียบสงบผิดกับหัวใจของอัสวัสที่กำลังปั่นป่วนอย่างหนัก
ชายหนุ่มนั่งรอแฟนสาวอยู่ที่โต๊ะริมกระจก ดวงตาคมทอดมองออกไปยังถนนเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย
