บทที่ 3 รอยร้าวของความร่ำรวย
ก่อนหน้านี้ไม่นาน เขาเพิ่งได้ยินข่าวลือจากเพื่อนในกลุ่มเกี่ยวกับความสัมพันธ์อันคลุมเครือระหว่างปรียาภรณ์กับเกริกพลหรือโก้ เพื่อนสนิทในกลุ่ม ผู้ซึ่งมีฐานะร่ำรวยมหาศาลจนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในทายาทตระกูลนักธุรกิจที่มั่งคั่งที่สุด
ตอนแรกเขาพยายามบอกตัวเองว่าเป็นเพียงข่าวลือ
พยายามเชื่อใจคนรัก แต่ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ากลับทำลายความเชื่อนั้นลงจนไม่เหลือชิ้นดี
รถสปอร์ตสีแดงคันหรูค่อย ๆ จอดเทียบหน้าร้าน
เกริกพลก้าวลงจากฝั่งคนขับ ก่อนจะเดินอ้อมมาเปิดประตูให้ปรียาภรณ์ด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองหัวเราะพูดคุยกันอย่างสนิทสนม หล่อนยังเอื้อมมือไปแตะแขนของชายหนุ่ม ก่อนที่ทั้งคู่จะจับมือถือแขนกันอย่างเปิดเผย
ภาพทุกอย่างสะท้อนผ่านกระจกใสบานใหญ่เข้าสู่สายตาของอัสวัสอย่างชัดเจน
หัวใจของเขาราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดเสียจนแทบหายใจไม่ออก
ไม่นานนัก ปรียาภรณ์ก็เดินเข้ามาภายในร้านเพียงลำพัง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างสง่างาม ก่อนจะวางกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงลิ่วลงบนโต๊ะ
อัสวัสมองใบหน้าสวยของคนรักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำที่พยายามควบคุมอารมณ์เอาไว้เต็มที่
“ทำไมถึงทำแบบนี้ปรียา”
ปรียาภรณ์ถอดแว่นกันแดดออกอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะเงยหน้ามองแฟนหนุ่ม สีหน้าเรียบเฉยไร้แววสะทกสะท้าน
“ทำอะไรคะวัส”
“ปรียากับมันนี่คือยังไงกันแน่” เขาไม่ชอบผู้หญิงที่ชอบจับปลาหลายมือ ถ้าไม่รักกันแล้วก็แค่บอกกันตรงๆ เขาจะไม่รั้งเธอเอาไว้แน่นอน
“ก็แค่มาส่ง”
“มาส่งงั้นเหรอ” เขาแค่นหัวเราะ
“เอ๊ะ! วัสนี่ยังไง ปรียาก็บอกแล้วไงว่าโก้แค่มาส่ง จะหาเรื่องกันให้ได้เลยใช่ไหม”
อัสวัสสูดลมหายใจลึกๆ ความอัดอั้นที่สะสมมาหลายวันเริ่มเอ่อล้นขึ้นเรื่อย ๆ
“แค่มาส่ง แต่คนเขาเห็นปรียาไปไหนมาไหนกับมันบ่อยกว่าอยู่กับวัสซะอีก วัสถามจริง ๆ เถอะ ที่ปรียาเปลี่ยนไปเพราะมันรวยกว่าใช่ไหม” คำถามที่ตรงเข้ากลางใจทำให้หญิงสาวยกยิ้มมุมปากอย่างไม่คิดจะปิดบังอะไรอีก และอัสวัสเองก็อยากรู้ถึงเนื้อแท้ของผู้หญิงตรงหน้าได้ จะได้ตัดใจจากหล่อนสักที
หล่อนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ ก่อนทอดสายตามองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
“ในเมื่อวัสถามตรง ๆ ปรียาก็จะตอบตรง ๆ ค่ะใช่ โก้รวยกว่าวัสมาก เขามีให้ปรียาทุกอย่าง ซื้อกระเป๋าใบละแสนให้ได้โดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง ไม่เหมือนวัสที่ต้องคอยเกรงใจครอบครัว คอยช่วยที่บ้านประหยัด ปรียาเป็นดาวคณะนะคะวัส ปรียาต้องการสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต บ้านวัสรวย แต่วัสใช้เงินเหมือนพวกขอทาน จะซื้ออะไรสักทีก็คิดแล้วคิดอีก” คำตอบนั้นเปรียบเสมือนมีดคมกริบที่ค่อย ๆ กรีดลึกลงกลางหัวใจของอัสวัส
“วัสยังต้องขอเงินที่บ้าน อะไรที่เกินความจำเป็นวัสไม่อยากรบกวน”
“เหอะ! งั้นก็อย่ามีแฟนเลยดีกว่าค่ะ เปย์ใครไม่เป็นก็เลี้ยงตัวเองให้รอดก็พอ เรียนมหา’ลัยแล้วแต่ยังไม่หย่านมแม่”
“ปรียา!” เขายอมรับว่าโกรธจริงๆ ที่เธอพูดแบบนี้กับเขา
“ทำไมคะ พูดแทงใจดำหรือไง” ท่าทีของเธอทำให้เขารู้ซึ้ง ภาพลักษณ์ดาวมหา’ลัยแสนดีที่เห็นนั้นคือการแสดงแทบทั้งสิ้น
เขานิ่งงันไปชั่วขณะ
ทุกความทรงจำที่เคยร่วมสร้างมาด้วยกัน
ทุกความใส่ใจที่เขาเคยมอบให้
ทุกความรักที่เขาทุ่มเทอย่างหมดหัวใจ
กลับไร้ค่าในชั่วพริบตา เมื่อเทียบกับตัวเลขในบัญชีของผู้ชายอีกคน
“ปรียา...” เสียงเรียกชื่อหญิงสาวแผ่วเบาราวกับคนหมดเรี่ยวแรง
เขารู้สึกราวกับมีค้อนเหล็กหนักหลายสิบกิโลกรัมทุบลงมากลางอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เลิกเซ้าซี้และยอมรับความจริงได้แล้วค่ะ เราสองคนน่ะ ระดับมันต่างกันเกินไปแล้ว”
พูดจบปรียาภรณ์ก็หยิบกระเป๋าถือขึ้นสะพายไหล่ ก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้
หญิงสาวเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองคนที่เคยนั่งอยู่เคียงข้างกันมาตลอด
เหลือเพียงอัสวัสที่ยังนั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบ
โต๊ะตัวเดิม กาแฟแก้วเดิม แต่หัวใจของเขากลับแตกสลายจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
อัสวัสกำหมัดแน่น รู้นิสัยกันตอนนี้ดีกว่าแต่งงานกันไปแล้วเพิ่งมาเห็นนิสัยใจคอกันจริงๆ เขาบอกตัวเองเช่นนั้น
ยามพลบค่ำของวันเดียวกัน ท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆสีเทาเข้ม สายลมพัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับฝนกำลังจะโปรยปรายลงมาในไม่ช้า
จันทร์กระจ่างฟ้าสะพายกระเป๋าเป้ใบเดิม เดินผ่านสวนหย่อมอันเงียบสงบด้านหลังมหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งหน้าไปทำงานพิเศษตามปกติ
ทว่า... ฝีเท้าของเธอกลับหยุดชะงักลงทันที
เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นร่างสูงที่คุ้นเคยกำลังนั่งอยู่เพียงลำพังบนม้านั่งหินอ่อนใต้ต้นไม้ใหญ่
อัสวัส... ชายหนุ่มนั่งเหม่ออยู่คนเพียงลำพัง
ภาพนั้นทำให้หัวใจของจันทร์กระจ่างฟ้าบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก อาจเพราะสีหน้าและแววตาของเขาดูเศร้าอยู่มาก
'พี่วัส...'
เธอครางเรียกชื่อเขาอยู่เพียงในใจ ด้วยความเป็นห่วงจนยากจะบรรยาย
หญิงสาวเผลอก้าวเข้าไปใกล้ทีละก้าวอย่างไม่รู้ตัว ในใจอยากเดินเข้าไปถามว่าเขามีความทุกข์อะไรหรือเปล่า อยากนั่งอยู่ข้าง ๆ อยากถามเพียงสั้น ๆ ว่าพี่โอเคไหม แต่เพียงก้าวเดียวที่กำลังจะเดินออกไป สติอีกด้านหนึ่งกลับฉุดรั้งเธอไว้
'แกเป็นใคร ยัยฟ้า'
'แกเป็นแค่คนนอก'
'ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งกับเรื่องของเขา'
จันทร์กระจ่างฟ้าหยุดฝีเท้าลง ข่าวเรื่องที่อัสวัสเลิกกับปรียาภรณ์โด่งดังไปทั่วมหาวิทยาลัยในเวลาเพียงไม่นาน บ่งบอกว่าคนทั้งสองเป็นที่จับตามองนั่นเอง
เธอยืนหลบอยู่ตรงมุมตึกที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร ดวงตาคู่สวยหลังกรอบแว่นสั่นระริก หยาดน้ำตาค่อย ๆ เอ่อคลอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เธอทำได้เพียงมองผู้ชายที่เธอแอบรัก มองเขาที่กำลังมีท่าเหม่อลอยเจ็บปวด มองเขาที่กำลังโดดเดี่ยว โดยที่ไม่อาจเดินเข้าไปอยู่เคียงข้างได้เลย
ไม่นานนัก สายฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมาทีละเม็ด ก่อนจะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ
อัสวัสค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นรับสายฝน ปล่อยให้หยาดน้ำเย็นชะล้างใบหน้า ราวกับหวังให้มันพัดพาความเจ็บปวดทั้งหมดออกไปจากหัวใจ ถึงแม้จะรู้นิสัยที่แท้จริงของแฟนสาว และบอกตัวเองว่าดีแล้ว แต่ความผูกพันที่ผ่าน ๆ มาก็ทำให้เขาเจ็บปวดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ร่างสูงหมุนตัวเดินจากไปด้วยก้าวที่หนักอึ้งและอิดโรย จันทร์กระจ่างฟ้ายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตามองตามแผ่นหลังกว้างซึ่งค่อย ๆ เลือนหายไปท่ามกลางม่านฝน
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก พลางกระชับสายกระเป๋าเป้แน่น
เธอรู้ดีว่า ในเวลานี้เธอไม่อาจช่วยอะไรเขาได้เลย สิ่งเดียวที่ทำได้ คือเก็บความห่วงใยทั้งหมดไว้ภายในหัวใจ แล้วฝากมันลอยไปกับสายลมและสายฝน
หวังเพียงว่าสักวันหนึ่ง บาดแผลในหัวใจของผู้ชายที่เธอแอบรัก จะได้รับการเยียวยา และเขาจะกลับมายิ้มได้อย่างอบอุ่นเหมือนเดิมอีกครั้ง
