บทที่ 4 บทที่ ๑ (ต่อ)
หลังจากนั้นราวหนึ่งปี
พุทธศักราช ๒๕๐๓
สุพรรณบุรี
ภายในห้องแคบที่ถูกเจียดให้เป็นห้องนอน เกศแก้วยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานเก่าที่แตกร้าว บนร่างกายที่เคยใส่เพียงเศษผ้าปะชุน บัดนี้ถูกสวมทับด้วยเสื้อผ้าเนื้อดี มันคือชุดใหม่เอี่ยมที่ผกาพี่สาวต่างมารดาเพิ่งซื้อมาจากตลาดเมื่อวันก่อน ของใหม่เอี่ยมเป็นของที่เกศแก้วทำได้เพียงแค่มองตาปริบ ๆ ในยามที่ถูกโขกสับให้เอาไปซักให้
มือที่สั่นเทาค่อย ๆ ลูบไล้ไปตามเนื้อผ้าเนียนละเอียด หลังจากการลักลอบอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณจนคราบไคลจางลง ใบหน้าที่เคยซูบซีดมอมแมมก็ดูผุดผ่องขึ้นมาบ้าง
เขามองเงาตัวเองในกระจกแล้วแอบลอบยิ้มออกมาอย่างพอใจ... แม้จะเป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวที่ได้แอบหยิบมาลองสวมใส่ก่อนจะรีบถอดคืน แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองก็ดูเป็นผู้เป็นคนเหมือนชาวบ้านเขาได้เหมือนกัน
“ถ้ามีบุญได้นุ่งผ้าดี ๆ แบบนี้ทุกวันก็คงจะดี”
เสียงรำพึงรำพันแผ่วเบายังไม่ทันขาดคำ จู่ ๆ เสียงเอะอะอื้ออึงที่ดังมาจากหน้าบ้านก็ทำเอาเกศแก้วสะดุ้งสุดตัว เสียงฝีเท้าหนัก ๆ และเสียงตะโกนด่าทอที่ปนเปไปกับเสียงข้าวของตกแตกกระแทกพื้น ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าพลันเหือดหายเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกในทันที
“ไอ้เกศ! ไอ้ลูกสารเลว มึงมุดหัวอยู่ที่ไหน!” เสียงแหบพร่าของชายขี้เมาผู้เป็นพ่อแผดตะโกนขึ้นจนหลังคาบ้านสะเทือน
หัวใจของเกศแก้วหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขาพยายามจะแกะกระดุมเสื้อของพี่สาวออกด้วยมือที่สั่นเทา แต่มันกลับติดขัดไปหมดด้วยความลนลาน
"เอ๊ย! หูแตกหรือไงเรียกไม่ได้ยิน!" ด้วยความกลัวว่าพ่อจะเดือดดาลไปกว่านี้ เขาไม่มีทางเลือกจำต้องเดินออกจากห้องทั้งที่ยังสวมเสื้อผ้าของผกาอยู่
“มาแล้วจ้ะพ่อ! เกศอยู่นี่จ้ะ”
ทว่ายังไม่ทันจะพ้นหน้าประตูห้อง พ่อที่เมาจนเสียสติก็ถลันเข้ามาประชิดตัว ใช้มือหนาจิกกระชากกลุ่มผมของคนตัวเล็กอย่างแรงจนหน้าหงาย
“มึงช้านักนะไอ้ลูกหมา! กูเรียกจนคอจะแตก มึงมัวแต่ทำระยำอะไรอยู่!”
“เกศขอโทษจ้ะพ่อ เกศมัวแต่...”
เพียะ!
ฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านฟาดเข้าที่แก้มซีกซ้ายของเกศแก้วเต็มแรง แรงปะทะทำเอาร่างบอบบางปลิวไปกระแทกกับฝาบ้าน เสียงวิ้งดังขึ้นในโสตประสาทพร้อมกับรสคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในปาก
“เฮ้ย ไอ้เกศ มึง!”
เสียงอุทานแหลมสูงดังมาจากทางด้านหลัง ไม่ใช่ใครที่ไหน... ผกายืนเบิกตากว้างมองน้องชายต่างมารดาด้วยความเดือดดาล ทว่าหล่อนไม่ได้ตกใจที่น้องถูกตี แต่หล่อนตาขวางเมื่อเห็นอาภรณ์ที่อยู่บนกายมอมแมมของมัน
“นั่นมึงขโมยเสื้อใหม่กูไปใส่รึ! ไอ้หัวขโมย!”
ยังไม่ทันที่เกศแก้วจะหายมึนงงจากแรงตบ พ่อก็ถลันเข้ามาใช้เท้าถีบซ้ำจนคนตัวเล็กตัวงอเป็นกุ้ง
“หน็อย... ไอ้ลูกจัญไร นอกจากจะสันหลังยาวแล้วยังเป็นขี้ขโมยอีกรึ!” คนพ่อสบถด่าพลางกระชากคอเสื้อจนกระดุมมุกเม็ดสวยหลุดกระเด็นหายไปในร่องกระดาน
“อย่าจ้ะพ่อ... อย่าตีเกศเลย เกศแค่แอบลอง... ฮึก... เกศจะถอดคืนเดี๋ยวนี้จ้ะ” เขาพยายามยกมือไหว้ปลก ๆ แต่น้ำตาที่รินไหลกลับยิ่งสุมไฟโทสะให้คนเมาและคนริษยาที่ยืนค้ำหัวอยู่ตรงหน้าให้ลุกโชนขึ้นไปอีก
“มึงกล้าดียังไงถึงเอาตัวโสโครกของมึงมาแปดเปื้อนเสื้อผ้ากู!”
“ไอ้ตัวดี! มึงมันสันดานหัวขโมยเหมือนแม่มึงไม่มีผิด” คนสุดท้ายคือแม่เลี้ยงของเกศแก้ว หล่อนปรี่เข้ามาจิกทึ้งผม เกศแก้วถูกพี่สาวและแม่เลี้ยงรุมทุบตีจนน่วมไปทั้งตัว เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เคยใฝ่ฝันอยากจะสวมใส่ บัดนี้กลับถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่นไม่เหลือชิ้นดี
“ไม่เอาแล้วพี่... ฉันว่าเอามันไปขายเถอะ!”
คำพูดนั้นหลุดออกมาจากปากหญิงใจร้ายพร้อมกับนิ้วที่ชี้หน้าเกศแก้ว คนถูกชี้ถึงกับเย็นวาบหน้าชาไปหนึ่งแถบ หล่อนขยับเข้าไปกระซิบข้างหูคนพ่ออย่างยุยง
“เลี้ยงไว้ก็รกบ้านพี่ เปลืองข้าวสุกไปวัน ๆ ดูสิ... ขนาดเสื้อผ้านังผกามันยังกล้าขโมยมาใส่ ต่อไปมันจะไม่ขโมยเงินพี่ไปใช้รึ สู้ส่งมันไปอยู่ในที่ที่มันควรอยู่ อย่างพวกคลับในเมืองหรือซ่องแถวนี้ เงินทองที่ได้มาพี่จะได้เอามาตั้งตัว ซื้อเหล้าซื้อยาแก้ปวดเมื่อยไม่ดีกว่ารึ”
ความคิดอำมหิตนั้นแล่นเข้ามาในหัวหล่อนอีกครั้ง เหมือนเมื่อคราวที่หล่อนเคยสั่งให้พวกโจรมาฉุดแม่ของเกศแก้วไปขายเหมือนกัน
“แต่แม่... คราวก่อนแม่ก็จะเอามันไปขาย แต่ทางนั้นเขาไม่เอาไม่ใช่หรือจ๊ะ” ผกาแทรกขึ้นโดยไม่ลืมที่จะปรายตามองเกศแก้วอย่างเหยียดหยาม “สภาพเน่า ๆ แบบนี้ ใครเขาจะตาบอดควักเงินซื้อไป”
“ก็ตอนนั้นที่เขาไม่รับเพราะมันยังเด็ก แต่ตอนนี้มันยี่สิบเอ็ดแล้วนี่นา” หล่อนว่าเสียงเขียว “หรือมึงอยากให้มันอยู่ขวางหูขวางตาแบบนี้ไปตลอดล่ะนังผกา สู้เอาเงินค่าตัวมันมาปรนเปรอความสุขให้พวกเราไม่ดีกว่าหรือยังไง”
“ฮึก อย่านะจ๊ะแม่... อย่าขายเกศเลยนะจ๊ะพ่อ เกศจะทำงานให้หนักกว่าเดิม พ่อจ๋า... เกศจะไม่ทำตัวให้ขวางหูขวางตาอีกแล้ว ฮือ”
เกศแก้วละล่ำละลักอ้อนวอนทั้งน้ำตา ทว่าไม่มีใครแยแสเสียงนกเสียงกา พ่อขี้เมาเมื่อได้ยินคำว่าเงินแววตาก็วาวโรจน์ขึ้นมาอย่างน่ากลัว เขาหันไปสบตากับเมียด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายที่ทำเอาเกศแก้วเย็นวาบไปถึงสันหลัง
“เออ... ท่าจะจริงของมึงนังจำปา เงินก้อนนี้คงพอให้ข้าได้ซื้อเหล้ากินไปอีกหลายเดือน!”
