บทที่ 5 บทที่ ๒ ชีวิตในคลับ

บทที่ ๒

ชีวิตในคลับ

พุทธศักราช ๒๕๐๓

ย่านบันเทิงใจกลางเมืองกาญจนบุรี 

เมืองที่ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองหน้าด่าน สถานที่ที่แสงไฟนีออนดัดเป็นตัวอักษรสีชมพูและเขียวดึงดูดสายตาผู้สัญจรไปมาให้หยุดดู คลับที่ศิวิไลซ์ที่สุดและขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์บนดินบริการตั้งแต่นักเลงเจ้าถิ่น พ่อค้าไม้เถื่อน เจ้าพ่อเหมืองแร่ ไปจนถึงพวกเสือโจรที่ทางการตามล่า

กลิ่นแป้งร่ำน้ำอบไทยผสมปนเปไปกับกลิ่นบุหรี่ต่างประเทศฉุนกึก แสงไฟสลัวจากโคมระย้าสาดส่องลงบนโต๊ะไม้ขัดมันที่มีขวดเหล้านอกราคาแพงตั้งอยู่ให้เลือกหลายยี่ห้อ

ที่ด้านในสุดคือเวทีครึ่งวงกลมที่ปูด้วยพรมสีชาด บนเวทีมีร่างของนักร้องสาวสวยในชุดราตรี หล่อนขยับกายอย่างอ้อยอิ่งอยู่หน้าไมโครโฟนทรงสี่เหลี่ยมสีเงินวาววับ 

รอบเวทีเตร็ดเตร่ไปด้วยบรรดาชายหนุ่มแน่งน้อยหรือสาวงามประจำคลับ คอยเดินเยื้องกรายปรนนิบัติพัดวีให้เหล่าบุรุษผู้มีอันจะกิน

คลับแห่งนี้มีเจ้าของคือ ‘เฮียเม้ง’ ผู้มีอิทธิพลกว้างขวางที่ใครในเมืองกาญจน์ต่างก็รู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันดี เบื้องหน้าอาจดูเป็นเพียงสถานบันเทิงหรูหรา

ทว่าชั้นบนของตัวตึกกลับถูกแบ่งซอยเป็นห้องลับเกือบสิบห้อง สำหรับรองรับแขกกระเป๋าหนักที่ต้องการหาความสำราญที่มากกว่าการนั่งดื่มกินหรือฟังเพลง

“เฮียเม้ง... เห็นแก่ฉันที่เป็นคนรู้จักกันมาแต่นมนาน เฮียช่วยซื้อมันไปหน่อยเถอะจ้ะ”

แม่เลี้ยงใจร้ายละล่ำละลักบอกพลางดึงแขนเสื้อของเกศแก้วให้ถลันเข้ามาข้างหน้า ร่างเล็กสั่นเทาน้ำตาคลอเบ้าเงยหน้ามองเจ้าของคลับผู้น่าเกรงขามด้วยความหวาดหวั่น เฮียเม้งหรี่ตาปรายมองคนตัวเล็กที่ยืนตัวลีบมอมแมมก่อนจะพ่นควันบุหรี่ออกจากปากอย่างนึกรำคาญ

“อั๊วซื้อมันมาจะเอามันไปทำอะไร! สภาพเนื้อตัวสกปรก ผอมแห้งแรงน้อยแบบนี้... ลื้อจะเอามาขายก็ไม่รู้จักหัดขัดสีเลี้ยงดูมันให้อิ่มหนำก่อน มาเป็นภาระอั๊วต้องคอยประคบประหงมให้โตพอรับแขกได้อีก ลื้อเห็นว่าอั๊วเปิดสถานสงเคราะห์คนอนาถารึไง”

เฮียเม้งสบถอย่างหัวเสีย หากไม่เห็นแก่หน้าว่านังจำปาคนนี้เคยจัดหาของดีจากสุพรรณบุรีมาป้อนคลับแห่งนี้บ่อยครั้ง เขาคงสั่งให้ลูกน้องหิ้วปีกโยนออกไปตั้งแต่นาทีแรกแล้ว

“โธ่เฮียจ๊ะ... อย่าใจจืดใจดำนักเลย ฉันนั่งรถกะป๊อต่อรถเมล์มาตั้งไกลไม่อยากให้เสียเที่ยว เห็นแก่หน้าแม่จำปาคนนี้เถอะนะเฮีย รับมันไว้หน่อยเถอะ ฉันขายให้ราคาพิเศษเลยจ้ะ เอาไว้ปัดกวาดเช็ดถูหลังร้าน ล้างจานเช็ดแก้วไปวัน ๆ ก็ยังดี” 

หล่อนว่าพลางจิกนิ้วลงบนแขนของเกศแก้วให้ขยับเข้าไปใกล้เฮียเม้งมากขึ้นอีก

เจ้าของคลับขยับแว่นสายตา มองร่างผอมแห้งที่พยายามก้มหน้าซ่อนน้ำตาอย่างชั่งใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“เฮ้อ! คนทำงานจิปาถะอั๊วมีเยอะแยะถมเถไป ถ้าลื้อจะให้ซื้อจริง ๆ อั๊วให้ราคาแค่หนึ่งส่วนสี่จากที่เสนอมาเท่านั้น ขายก็ขาย ไม่ขายก็เอามันกลับไป!”

คำว่าหนึ่งส่วนสี่ทำเอาจำปาชะงักไปครู่หนึ่ง ทว่าเมื่อหันไปมองสภาพลูกเลี้ยงที่นอกจากจะขวางตาแล้วยังทำเงินให้ได้ไม่มากเท่าที่หวัง หล่อนก็รีบตะครุบข้อเสนอนั้นทันทีราวกับกลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ 


“ช่วงนี้ก็ช่วยงานในครัวไปก่อนแล้วกัน ล้างจาน เช็ดแก้ว ทำความสะอาดอะไรพวกนั้น เอ็งทำได้ใช่ไหม?”

เสียงแหบพร่าดังมาจากหญิงสูงวัยอายุราวหกสิบปี ‘ป้าระย้า’ แม่ครัวใหญ่ผู้ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มานานเกินครึ่งชีวิต หล่อนกอดอกปรายตามองเด็กมอมแมมที่เฮียเม้งเพิ่งโยนภาระมาให้ดูแลด้วยสายตาพินิจพิจารณา ถึงสภาพภายนอกของเจ้าเด็กคนนี้จะดูซูบซีดหาดีไม่ได้ แต่แววตาซื่อ ๆ ที่ไม่ได้ดูดื้อรั้นก้าวร้าว ก็ทำให้คนผ่านโลกมามากอย่างหล่อนพอจะวางใจได้ว่าคงสั่งสอนกันได้อยู่

“จ๊ะป้า... ฉันทำงานได้ทุกอย่างจ๊ะ ป้าสั่งมาได้เลย”

เกศแก้วรับคำหนักแน่น ขณะที่สายตาหวาดหวั่นค่อย ๆ สำรวจไปทั่วห้องหับที่กว้างขวางและสว่างไสว ป้าระย้าพยักหน้าพอใจก่อนจะชี้มือไปยังมุมหนึ่งของตึก

“นั่นห้องเอ็ง... ถึงจะแคบไปหน่อย แต่ถ้าปัดกวาดเช็ดถูสักนิดมันก็พอจะซุกหัวนอนได้”

“จ๊ะป้า ขอบคุณป้ามากนะจ๊ะที่เมตตา”

ร่างเล็กยกมือไหว้ขอบคุณจากใจจริง อันที่จริงเขากลัวมาตลอดตั้งแต่ได้ยินคำว่า ‘ถูกขาย’ ทำเอาจินตนาการไปไกลในทางที่ไม่ดี ทว่าพอเอาเข้าจริง ๆ หากการถูกขายในครั้งนี้หมายถึงการมาอยู่ในคลับที่ศิวิไลซ์ที่สุดในฐานะคนงานจิปาถะ มีข้าวให้กินอิ่มท้องทุกมื้อ แถมยังมีห้องหับเป็นส่วนตัวให้ซุกหัวนอนโดยไม่ต้องคอยหลบหลีกตีนและมือของใคร ชีวิตใหม่ที่นี่... มันอาจจะดีกว่าการจมปรักอยู่ในบ้านนรกที่สุพรรณบุรีหลังนั้นเสียอีก

ยามบ่ายที่คลับยังไม่เปิดให้บริการ 

เวลาผ่านไปนับเดือนหลังจากถูกขายมา เกศแก้วในชุดเสื้อผ้าเก่าปะชุนกำลังก้มหน้าก้มตาใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดถูขาโต๊ะไม้มะฮอกกานีอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าซูบซีดยังคงมีคราบเขม่าดินและฝุ่นจับจนมอมแมม 

"อุ๊ย! ไอ้เด็กใหม่ มึงถอยไปไกล ๆ หน่อยได้ไหม กลิ่นสาบโคลนมึงมันจะติดเสื้อผ้ากูหมดแล้ว"

เสียงแหลมสะบัดดังขึ้นพร้อมกับร่างอรชรในชุดกี่เพ้าสีแดงเพลิงที่เดินนวยนาดเข้ามา หล่อนคือ 'ราตรี' ดาวเด่นฝ่ายหญิงที่สวยที่สุดในคลับ ทว่าข้างกายหล่อนนั้นกลับแวดล้อมไปด้วยกลุ่มชายหนุ่มรูปงามในชุดผ้าแพรเนื้อดี ผิวพรรณสะอาดสะอ้านพวกเขาคือ 'เหล่าชายหนุ่มแน่งน้อย' ที่เฮียเม้งคัดมาเพื่อเอาใจแขกผู้มีรสนิยมหลากหลายรูปแบบ

"ขอโทษจ๊ะพี่ราตรี ฉันจะรีบเช็ดให้เสร็จจ๊ะ" เกศแก้วรีบก้มหน้าก้มตาถอยกรูด

"พี่ราตรีอย่าไปถือสามันเลยจ้ะ คนมันสันดานไพร่ ต่อให้มาอยู่ในคลับในบาร์ มันก็ยังทำตัวมอมแมมเป็นหมาข้างถนนอยู่วันยังค่ำ" 'บุหงัน' หนึ่งในกลุ่มแน่งน้อยผู้มีใบหน้าหวานหยดย้อยเอ่ยขึ้นพลางใช้พัดขนนกปัดป้องจมูกอย่างจีบปากจีบคอ

"นั่นสิ... ดูสิมือไม้ดำปิ๊ดปี๋ ขนาดจานมันยังล้างไม่สะอาด แล้วนี่จะมาเดินวนเวียนข้างโต๊ะที่พวกเราต้องนั่งรับแขกคืนนี้ เดี๋ยวแขกเขาก็พาลนึกว่าคลับเฮียเม้งเลี้ยงดูพวกกุ๊ยไว้ใช้งานเสียเปล่า ๆ" 'วาดจันทร์' แน่งน้อยอีกคนเสริมขึ้นพลางจิกตามองเกศแก้วอย่างรังเกียจ

"ไป๊! ไปล้างส้วมหลังร้านนู้นไป้ อย่ามาเสนอหน้าแถวนี้ให้เสียเสน่ห์พวกกู คืนหนึ่งพวกกูหาเงินเข้าคลับได้เป็นร้อยเป็นพัน ไม่ใช่พวกขี้ข้าได้แค่กินข้าวกรอกหม้อไปวัน ๆ อย่างมึง!" ราตรีสบถพลางใช้ปลายเท้าเขี่ยขันน้ำของเกศแก้วจนหกเลอะเทอะ

พวกแน่งน้อยและหญิงงามต่างพากันหัวเราะร่าอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะเหล่านั้นราวเข็มที่ทิ่มแทงหัวใจคนฟัง เกศแก้วทำได้เพียงนิ่งเงียบ ก้มลงเก็บถังน้ำและผ้าขี้ริ้วด้วยมือที่สั่นเทา

นึกสมเพชตัวเองที่แม้จะหนีมาไกลถึงเมืองกาญจน์ ก็ยังมิวายต้องถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงสัตว์เทียมล้อที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ท่ามกลางความหรูหราของคลับแห่งนี้ เขาเป็นเพียงฝุ่นผงที่ถูกแสงสีนวลตาของเหล่าดาวเด่นกลบฝังไว้จนมิดเนื้อ

ค่ำคืนนั้น 

บรรยากาศภายในคลับคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อประตูบานใหญ่ถูกผลักเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบชีวิตที่ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าคุกคามแต่ก็น่าเกรงขามไปในที

ผู้นำกลุ่มคือชายหนุ่มร่างสูงสง่าในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้ม เขาใช้ผ้าแพรผืนบางมัดปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง ทิ้งไว้เพียงดวงตาคมกริบที่เปิดเปลือยให้เห็น ทว่าเพียงแค่ดวงตาคู่นั้น... ก็เพียงพอที่จะสะกดทุกสายตาให้เหลียวหลังมองตามด้วยความหลงใหล

"อุ๊ย! มึงดูคนนั้นสิ ดวงตาคมเข้มปานจะบาดใจ แขกใครกันน่ะ ทำไมบารมีถึงได้ล้นหลามขนาดนี้" ราตรีดาวเด่นประจำคลับถึงกับอุทานออกมาพลางจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่

"ฮึ่ย! จะแขกใครก็ช่างเถอะ แต่คนนี้แหละที่จะทำเงินให้พวกเรามหาศาล พวกมึงดูสมุนที่เดินตามหลังสิ มีแต่คนเกรงขามทั้งนั้น" บุหงันและเหล่าแน่งน้อยคนอื่น ๆ ตาโตเป็นมัน ต่างคนต่างพยายามสะบัดพัดกรีดกราย แย่งชิงกันเสนอหน้าเพื่อหวังจะได้เข้าไปปรนนิบัติชายหนุ่มนิรนามคนนั้น

เสียงเอะอะตื่นเต้นและกิริยาที่ผิดแผกของเหล่าดาวเด่นทำให้เกศแก้วที่กำลังก้มหน้าใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดถูพื้นไม้หลังเคาน์เตอร์ต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัย ใบหน้ามอมแมมที่อาบไปด้วยเหงื่อไคลและดวงตาคู่โศกจ้องมองไปยังต้นตอของความวุ่นวาย

จริงอย่างที่ใครต่อใครว่า... แม้จะเห็นเพียงดวงตา แต่ชายคนนั้นกลับดูสง่างามเหลือเกิน ความลึกลับที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าปิดหน้ายิ่งขับเน้นให้ดูน่าค้นหา จนเกศแก้วเผลอหยุดมือที่กำลังทำงานไปชั่วขณะ

"ฉันเอง! ฉันจะไปรับแขกโต๊ะนี้ พวกเอ็งหลีกไป!" 

"หลีกไปเถอะพี่วาดจันทร์ แขกหล่อ ๆ แบบนี้ต้องคนอย่างฉันถึงจะสมน้ำสมเนื้อ"

ยังไม่ทันที่พวกดาวเด่นจะตกลงกันได้ลงตัว ทั้งหมดก็พากันกรูเข้าไปหาบุคคลนิรนามทันที เกศแก้วมองตามหลังกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ

ลึก ๆ ในใจที่บอบช้ำ เผลอนึกคิดไปชั่ววูบ... หากว่าคนที่ได้เข้าไปนั่งเคียงข้างและคอยบริการชายหนุ่มดวงตาคมคู่คนนั้นเป็นเขาได้จริง ๆ ก็คงจะเป็นการแก้เผ็ดพวกดาวเด่นจองหองพวกนั้นให้หน้าหงายได้อย่างสะใจไม่น้อย แต่เพียงครู่เดียวเขาก็ต้องลอบถอนหายใจออกมาอย่างขื่นขม

สภาพของเขาในยามนี้... อย่าว่าแต่จะไปแย่งหน้าที่บริการเพื่อให้พวกนั้นอิจฉาเล่นเลย แค่จะขยับกายเข้าไปเฉียดใกล้ใคร ก็คงไม่มีใครยอมให้เขาเข้าใกล้ให้เสียราศีด้วยซ้ำไป

"เอ้าเกศ! งานข้างนอกเสร็จแล้วหรือ ไวจริงเชียว เดี๋ยวนี้เข้าที่เข้าทางแล้วสินะ"

ป้าระย้า เอ่ยทักพลางส่งยิ้มให้ด้วยความเอ็นดู ตั้งแต่ไอ้เด็กคนนี้ก้าวเข้ามาช่วยงาน มันก็แบ่งเบาภาระหล่อนไปได้มากโข ทั้งขยันทั้งรู้งานจนป้าอดใจดีด้วยไม่ได้

"เสร็จแล้วจ้ะป้า กำลังว่าจะไปช่วยป้าในครัวพอดีจ้ะ" คนตัวเล็กยิ้มแกน ๆ ตอบกลับ พร้อมกับทำท่าจะเดินเข้าครัวตามความเคยชินแบบทุกวัน

"เออนี่เกศ... เดี๋ยวเอ็งเอาตะกร้านี่ไปวางไว้ที่ห้องชั้นบนหน่อยนะ วางไว้ห้องละชุดให้ครบทุกห้อง" หญิงชราว่าพลางยกตะกร้าใบย่อมขึ้นวางบนโต๊ะไม้เสียงดังปึก

"อะไรหรือจ๊ะป้า?" เกศแก้วถามด้วยความสงสัยพลางชะโงกหน้ามองของข้างใน

"เป็นเด็กเป็นเล็กจะรู้ไปทำไม! สั่งให้ทำก็ทำไปเถอะ" 

"ฉันก็แค่อยากรู้..." 

"เอ็งเนี่ยนะ" 

ป้าระย้าขมวดคิ้วดุเข้าให้ แต่พอเห็นสีหน้าอยากรู้อยากเห็นประหนึ่งเด็กน้อยของเกศแก้วเข้าจริง ๆ หล่อนก็ใจอ่อน ยอมกระซิบไขความลับให้ฟัง

"นี่เป็นขี้ผึ้งสมุนไพรสำหรับพวกแน่งน้อย... มันต้องเอาไว้ใช้เบิกทางเวลาจะรับแขก เอ็งก็น่าจะนึกภาพออกใช่ไหม?"

สิ้นคำพูดของป้า เกศแก้วที่พอจะเดาความหมายได้ก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่พวงแก้มซูบซีดจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อขึ้นมาทันที

"ส่วนไอ้นี่คือเทียนหอมเอาไว้จุดเพิ่มความกำหนัด" ป้าระย้าว่าพลางหยิบเทียนเล่มยาวสีนวลขึ้นมาชูให้ดู "เอาไปวางไว้ในห้องที่พวกนั้นใช้รับแขก เผื่อใครอยากจะหยิบใช้ก็จะได้มีพร้อม"

เกศแก้วพยักหน้าหงึกหงักพลางยื่นมือไปหยิบเทียนเล่มนั้นขึ้นมาพินิจดูอย่างใคร่รู้ 

"ถ้าจุดแล้ว... มันจะกำหนัดเลยหรือจ๊ะป้า?"

"ก็เออสิ! ไม่ว่าผู้ชายหน้าไหนจะแข็งแรงป่าเถื่อน นกเขาไม่ขัน หรือมีปัญหาร่างกายแค่ไหนเจอนี่เข้าไปก็หน้ามืดเป็นช้างกระทืบโรงทุกราย" หญิงชราว่าอวดสรรพคุณอย่างภาคภูมิใจ

"งั้นก็หมายความว่า... ถ้าจุดขึ้นมา ผู้ชายที่อยู่ในห้องนั้น ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร เขาก็หน้ามืดเอาได้หมดเลยหรือจ๊ะ?"

"ก็ใช่สิ... อารมณ์คนหน้ามืดน่ะ คลำดูแล้วไม่มีหางก็เอาหมดนั่นแหละ"

คำตอบของป้าระย้าทำเอาเกศแก้วตาเป็นประกาย ความคิดบางอย่างที่แสนจะบ้าบิ่นผุดขึ้นมาในหัว

ถ้าเป็นเทียนนี่... แม้จะเป็นคนมอมแมมไร้ค่าอย่างเขาก็สามารถมีผัวได้หรือ?


บทก่อนหน้า
บทถัดไป