บทที่ 8 บทที่ ๕ ไม่เข้ากับมึงสักนิด

บทที่ ๕

ไม่เข้ากับมึงสักนิด

"เฮ้ย นั่นใครวะ ไม่ยักเคยเห็นในร้าน"

เสียงประหลาดใจของพ่อค้าไม้รายใหญ่ที่มาอุดหนุนคลับแห่งนี้เป็นประจำดังแทรกผ่านความครึกครื้นขึ้นมา สายตาของเขาจับจ้องไปยังราวบันไดไม้ขัดมันที่ทอดตัวลงมาจากชั้นบน อดแปลกใจไม่ได้ที่เห็นร่างหนึ่งกำลังเยื้องกรายลงมาด้วยท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ

"เออ... อั้วก็ไม่เคยเห็นหน้า หรือว่าเฮียเม้งแอบไปได้ของดีที่ไหนมาวะ" พ่อค้าชาวจีนอีกคนขยับแว่นสายตามองตาม

"ไอ้เหี้ย... สวยหยาดฟ้ามาดินขนาดนี้ ค่าตัวเท่าไหร่กูก็สู้!"

เสียงแก้วที่เคยกระทบกันและเสียงสรวลเสเฮฮาพลันเงียบกริบ แม้แต่วงดนตรีชะชะช่าบนเวทีก็ยังบรรเลงเพี้ยนจังหวะไปชั่วขณะ เพราะมัวแต่มองตะลึงไปยังร่างที่ปรากฏกาย

เกศแก้วในชุดกี่เพ้าสีแดงทับทิมปรากฏโฉมเด่นหราอยู่กลางขั้นบันได ผ้าไหมสีแดงสดปลั่งขับเน้นผิวขาวละเอียดที่ผ่านการขัดสีฉวีวรรณจนผุดผ่องนวลใย ตัวชุดเข้ารูปเน้นช่วงเอวคอดกิ่ว บนหัวประดับไว้ด้วยดอกไม้สีแดงดอกโต แต่ที่ทำเอาชายฉกรรจ์ทั่วทั้งโถงคลับต้องลอบกลืนน้ำลาย คือรอยแหวกข้างที่สูงขึ้นมาถึงโคนขาอ่อน ทุกย่างเท้าลงตามขั้นบันได ผ้าไหมจะไหวพะเยิบเผยให้เห็นขาเรียวขาววับ ๆ แวม ๆ ท้าทายสายตา

ไอ้สิงห์ที่กำลังถือถาดเครื่องดื่มถึงกับยืนค้าง เขาขยี้ตาตัวเองแรง ๆ อยู่หลายรอบประหนึ่งไม่เชื่อสายตา ส่วนป้าระย้าที่เพิ่งเดินเช็ดมือออกมาจากครัวถึงกับอ้าปากพะงาบ

"ไอ้เกศ... นี่มันไอ้เกศจริง ๆ หรือวะนั่น!" หญิงชราพึมพำออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ

ใบหน้าพริ้มเพราที่เคยถูกบดบังด้วยคราบฝุ่นและเส้นผมพะรุงพะรัง บัดนี้ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอาง ริมฝีปากสีชาดรับกับดวงตาคู่โศกที่ช้อนมองผู้คนอย่างขัดเขิน ทว่าเสน่ห์ที่ส่งออกมานั้นกลับรุนแรงจนสามารถสยบดาวเด่นทุกคนในคลับให้หมองหม่นลงในพริบตา

วาดจันทร์ ราตรี และบุหงัน ที่ยืนอยู่มุมร้านถึงกับหน้าถอดสี พวกหล่อนมองร่างเล็กในชุดสีแดงตรงหน้าด้วยความริษยาที่จุกอก

ความสวยที่พวกหล่อนเคยโอ้อวดบัดนี้กลายเป็นเพียงกรวดทรายเมื่อเทียบกับเพชรเม็ดงามที่เพิ่งถูกเจียระไน

แต่หัวใจของเกศแก้วกลับหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม สิ่งที่เขาเห็นเบื้องล่างไม่ใช่แค่แสงสีหรือความครึกครื้นอย่างที่เคยเห็นผ่านตา แต่มันคือดงเสือที่พร้อมจะรุมทึ้งร่างของเขา สายตาของชายฉกรรจ์ทั้งร้านที่มองมาด้วยความหิวกระหายทำเอาเขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงชิ้นเนื้อสดที่ถูกวางเป็นเหยื่อล่อ

นี่หรือ... คือสิ่งที่เขาต้องแลกกับการกินอิ่มนอนหลับ?

มือเรียวที่วางอยู่บนราวบันไดสั่นระริกจนต้องเลื่อนลงมาจิกเข้าที่ต้นแขนตัวเองแน่นจน ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านขึ้นมาช่วยรั้งไม่ให้น้ำตาที่คลอหน่วยเบ้าไหลออกมาประจานความอ่อนแอ เขากล้ำกลืนความสะอื้นลงคอ... บัดนี้เขารู้ซึ้งแล้วว่าตนเองกำลังก้าวขาเข้าสู่เส้นทาง ‘คณิกา’ ไปแล้วครึ่งค่อนตัว 

“เฮ้ย! ไอ้แดง ส้นสูงน่ะ มึงจะให้มันเดินเท้าเปล่าออกไปดูแลแขกหรือไงวะ!”

เสียงตะโกนสั่งสำทับของเฮียเม้งดังขึ้นทำลายความเงียบ แม้แต่เจ้าของร้านเองที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็ยังอึ้งจนตาค้างไม่ต่างจากคนอื่น ทว่ายังรู้สึกเหมือนมันยังขาดอะไรบางอย่างไป

“มาแล้วเฮีย! มาแล้ว... เอ้า ใส่สิ!”

ผู้จัดการร้านหน้าดุรีบกุลีกุจอวิ่งมาพร้อมกับรองเท้าส้นสูงสีแดงเข้าชุด ก่อนจะวางมันไว้ตรงหน้าเกศแก้ว คนตัวเล็กที่เดิมทีก็ใจคอหวั่นไหวกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้อยู่แล้ว พอเห็นความสูงของส้นรองเท้าก็ยิ่งเลิ่กลั่ก ใบหน้าพริ้มเพราซีดเผือดลงทันที

“ฉัน... ฉันใส่ไม่เป็นหรอกจ้ะลุงแดง เอ่อ คือ... ให้ฉันเดินเท้าเปล่าได้ไหมจ๊ะลุง?”

“จะบ้ารึไง! มึงแต่งชุดกี่เพ้าไหมราคาเป็นพัน จะให้เดินตีนเปล่ารับแขกเนี่ยนะ ใครเขาทำกัน ไปรับแขกก็ต้องใส่รองเท้าให้มันดูดีสิ เสียราศีร้านหมด!” เสียงผู้จัดการตวาดจนเกศแก้วคอหด

“ไอ้สิงห์! มึงมานี่ มาช่วยมันหน่อยสิโว้ย ยืนบื้ออยู่ได้!” ลุงแดงหันไปเรียกตัวช่วย

สิงห์ที่ยังยืนตะลึงในความงามของน้องชายคนสนิทรีบได้สติ แล้วสาวเท้าเข้ามาหาเกศแก้วทันที เขาส่งยิ้มให้กำลังใจพร้อมกับยื่นไหล่กว้างไปตรงหน้า

“มาเกศ... เกาะไหล่พี่ไว้แล้วค่อย ๆ ยกเท้าสวมทีละข้าง”

เกศแก้วเม้มริมฝีปากแน่น มือเรียวสั่นเทาเอื้อมไปเกาะไหล่สิงห์ไว้เป็นหลักยึด เขาค่อย ๆ ยกเท้าขาวเนียนที่เพิ่งผ่านการขัดจนสะอาดสะอ้านสวมลงไปในรองเท้าสีแดงคู่นั้นทีละข้าง ทันทีที่ส้นเข็มกดลงบนพื้นไม้ ร่างของเกศแก้วก็ถูกยกระดับให้สูงสง่างามอย่างผิดตา

“ใจเย็น ๆ เกศ ค่อย ๆ ทรงตัว...” สิงห์กระซิบปลอบ

"จะใจเย็นยังไงพี่ ฉันเดินไม่เป็นหรอกจ้ะ" 

เกศแก้วกระซิบตอบเสียงสั่น นัยน์ตาคู่โศกส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปให้สิงห์อย่างน่าสงสาร

"แหม... ถึงกับต้องประคบประหงมกันขนาดนั้นเชียวหรือ?"

เสียงแหลมสูงด้วยความริษยาแผดดังมาจากกลุ่มดาวเด่นที่นั่งรวมตัวกันอยู่มุมหนึ่ง

ตั้งแต่วินาทีแรกที่เกศแก้วปรากฏกายในชุดกี่เพ้าสีแดงเพลิง พวกนั้นต่างก็รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ ความสวยที่เคยภาคภูมิใจถูกบดบังด้วยรัศมีของเด็กขี้ครอกที่พวกตนเคยกลั่นแกล้ง

"ขนาดนั้นมึงไม่อุ้มมันออกไปส่งให้ถึงตักแขกเลยล่ะไอ้สิงห์!" 

วาดจันทร์เบะปากพลางจิกตามองด้วยความเหยียดหยาม 

"แต่งตัวเสียโก้หรู แต่เดินเป็นควายหัดใส่เกือก เอาพวกไพร่มาขัดสีก็แบบนี้ ถึงตัวจะสะอาดแต่สันดานก็ยังสกปรก"

"จริงจ้ะพี่วาดจันทร์... ของปลอมขัดสียังไงสันดานไพร่ก็ยังอยู่ เดินเขย่งเก่งกังแบบนั้นระวังจะหัวทิ่มลงไปนับฝุ่นที่พื้นเหมือนตอนล้างส้วมนะ" บุหงันเสริมทัพพลางหัวเราะร่าสะใจกับพวกพ้อง

คำด่าทอถากถางเหล่านั้นทิ่มแทงใจเกศแก้วจนเจ็บแปลบ เขาไม่อยากกลายเป็นต้นเหตุให้สิงห์ต้องโดนเพ่งเล็งหรือถูกพวกดาวเด่นเขม่นไปมากกว่านี้ ร่างเล็กจึงค่อย ๆ ปล่อยมือออกจากไหล่กว้างของสิงห์อย่างช้า ๆ แม้ในใจจะหวาดหวั่นเหลือเกิน

"เกศ... ไหวไหม?"

"ไหวจ้ะพี่"

เกศแก้วเม้มปากแน่นจนสีชาดบนริมฝีปากดูจัดจ้านขึ้น พยายามทรงตัวอยู่บนส้นเข็มสีแดงด้วยท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ ร่างกายบอบบางโอนเอนไปมาเล็กน้อยยามที่ต้องรับน้ำหนักบนรองเท้าที่ไม่คุ้นชิน 

“เอ้า ๆ พวกลื้อก็อย่าไปรังแกเด็กใหม่ ต่างคนต่างทำงานสิวะ” เฮียเม้งปรามออกมาเสียงดังพลางสะบัดมือไปมาด้วยความรำคาญใจ 

“ลื้อน่ะ... ชื่ออะไรวะ?” เขาหันมาถามคนตัวเล็กที่ยืนตัวเกร็ง

“เกศแก้วครับเฮีย” ลุงแดงเป็นคนชิงตอบแทนเสร็จสรรพ

“เออ อาเกศแก้ว... ลื้อไปดูแลแขกฝั่งนู้นไป ให้นังพวกนี้มันอยู่ฝั่งนี้ อย่ามาตีกันให้อั๊วปวดหัวรำคาญล่ะ”

เฮียเม้งออกคำสั่งแบ่งเขตชัดเจน ทว่าสายตากลับชำเลืองปรามกลุ่มดาวเด่นที่ทำท่าเหมือนอยากจะถลันเข้ามาขยุ้มหัวเด็กใหม่เสียให้เข็ด เกศแก้วรีบรับคำเสียงสั่น 

“จ๊ะ... เฮีย เดี๋ยวฉัน... โอ๊ย!”

พูดยังไม่ทันจบประโยคดี ร่างโปร่งบางที่กำลังหมุนตัวจะเดินไปตามคำสั่งเฮียเม้งก็เซถลาเสียหลัก เพราะความไม่คุ้นชินกับส้นเข็มที่สูงปรี๊ดกอปรกับความประหม่า วินาทีนั้นเกศแก้วหลับตาปี๋ ร่ำร้องในใจว่าย่ำแย่แล้ว! เขาเตรียมตัวรับแรงกระแทกกับพื้นไม้แข็ง ๆ ต่อหน้าคนทั้งคลับ

ทว่า... ความเจ็บปวดกลับไม่มาถึง

คนตัวเล็กรู้สึกเหมือนมีความแข็งแกร่งอันอุ่นร้อนมารองรับร่างเอาไว้ 

“ใส่ไม่เป็นแล้วยังจะสะเออะใส่”

น้ำเสียงนิ่งลึกนั้นไม่ได้มีความเหน่ออย่างคนสุพรรณบุรีบ้านเกิดของเขา หรือสำเนียงชาวกาญจนบุรีที่เขาได้ยินมาตลอดหลายเดือน ทำให้เกศแก้วจำได้ทันที

พอลืมตาขึ้น สายตาก็ปะทะเข้ากับดวงตาพยัคฆ์คู่เดิม ชายหนุ่มนิรนามในผ้าแพรปิดหน้าใช้ท่อนแขนกำยำโอบรัดเอวคอดของเขาไว้มั่น 

นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว... ที่เขาถูกช่วยไว้ด้วยมือของผู้ชายคนนี้

“เอ้า! จะยืนบื้ออยู่อีกนานไหม?” 

ชายหนุ่มถามเสียงเรียบแต่ดวงตายังคงจับจ้องใบหน้าพริ้มเพราที่ผ่านการขัดสีมาอย่างไม่วางตา 

“ถ้ามันลำบากมากนักก็ถอดออกซะ รองเท้านี่มันไม่เข้ากับมึงสักนิด”

“ขะ... ขอโทษจ้ะลูกพี่”

เกศแก้วละล่ำละลักบอกพลางหยัดกายทรงตัวให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร่างอรชรกระถดกายถอยห่างออกมาจากอ้อมแขนแกร่งนั้นด้วยความประหม่า

เขาเหลือบมองตามแผ่นหลังกว้างที่กำลังจะเดินมุ่งหน้าไปทางหลังร้าน... ดูท่าอีกฝ่ายคงกำลังจะไปที่ห้องน้ำ ก่อนหน้านี้เกศแก้วไม่ยักจะสังเกตเห็นชายคนนี้อยู่ในร้านเลยสักนิด หรืออาจเป็นเพราะมัวแต่พะว้าพะวังกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตัวเองจนมองไม่เห็น

‘ไม่เข้ากับมึงสักนิด’

เกศแก้วเม้มริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมันพลุ่งพล่านขึ้นมาจนขอบตาร้อนผ่าว

เขารู้ดี... รู้ตัวดีอยู่เสมอว่าไอ้เด็กมอมแมมที่เคยล้างส้วมเช็ดพื้นอย่างเขา มันไม่ได้เข้ากับชุดราคาแพงพวกนี้นัก แต่พอได้ยินจากปากคนคนนั้น... มันกลับทำให้เกศแก้วรู้สึกเจ็บใจอย่างบอกไม่ถูก

“เฮ้ย! ไอ้แดง เด็กคนนั้นน่ะ มึงส่งมันมาดูแลโต๊ะกู เดี๋ยวกูตกรางวัลให้งาม ๆ!”

เสียงตะโกนของเจ้าของโรงเลื่อยไม้ดังแทรกอากาศขึ้นมาเป็นคนแรก ก่อนจะตามมาด้วยเสียงขานรับอื้ออึงจากทุกสารทิศราวผึ้งแตกรัง เมื่อของที่ทั้งสวยและสดใหม่ปรากฏกายอยู่กลางร้าน มีหรือที่พวกเสือสิงห์กระทิงแรดที่จ้องจะตะครุบเหยื่ออยู่แล้วจะนิ่งเฉยได้

“จะบ้ารึไง! โต๊ะกูมาก่อน ส่งแม่กี่เพ้าแดงมาทางนี้โว้ย กูใจป้ำกว่าใครมึงก็รู้!” พ่อค้ากระเป๋าหนาอีกคนกวักมือเรียกเป็นพัลวัน

ภายในคลับวุ่นวายโกลาหลขึ้นมาทันตา แขกเหรื่อต่างลุกขึ้นยืนชะเง้อคอมอง บางคนถึงกับเดินมาดึงแขนผู้จัดการร้านเพื่อติดสินบนขอตัวเด็กใหม่ จนลุงแดงต้องคอยโบกไม้โบกมือพัลวัน

และโต๊ะที่ดูจะคึกคะนองและส่งเสียงดังที่สุด เห็นจะเป็นโต๊ะของเหล่าลูกสมุนพระนครที่ตอนนี้เริ่มเมามายได้ที่

“เฮ้ยมึงดูนั่น! แม่ยอดขมิ้นชุดแดงคนนั้น สวยหยาดเยิ้มเลยว่ะ!” ไอ้ปื้ดตบโต๊ะปังพลางชี้ไม้ชี้มือ

“สวยจริงโว้ย! อย่างกับดาราในพระนครที่พวกเราเคยเห็นเลย” ไอ้ดำเสริมพลางกวักมือเรียกหย็อย ๆ 

“เฮ้ย! แม่หนู! มาทางนี้หน่อยจ้ะ มานิ่งตรงนี้มารินเหล้าให้พวกพี่หน่อย”

ไอ้จุกที่ปกติจะขี้ระแวง คราวนี้กลับตาลุกวาวไม่แพ้กัน เขาโบกผ้าเช็ดหน้าเรียกพลางแผดเสียงแข่งกับเสียงดนตรี 

“มาโต๊ะนี้เลยมา ๆ ลูกพี่พวกกูเงินหนา มาเร็ว ๆ เข้า”

เกศแก้วที่ยืนอยู่กลางวงล้อมของเสียงเรียกตะโกนถึงกับทำตัวไม่ถูก ร่างอรชรบนส้นสูงสีแดงที่ยังทรงตัวได้ไม่มั่นคงนัก เขาหันรีหันขวาง ใบหน้าพริ้มเพราซีดเผือดด้วยความตกใจที่อยู่ ๆ ก็กลายเป็นเป้าสายตาและเป้าหมายการชิงตัวของคนทั้งร้าน

“เฮีย! แขกแม่งแย่งเด็กกันใหญ่แล้ว ทำยังไงดี”

ไอ้แดงผู้จัดการร้านวิ่งหน้าตั้งมาหาเฮียเม้งที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ ใบหน้าของมันตื่นตระหนกเพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์ชุลมุนขนาดนี้มาก่อน 

“ขนาดฉันบอกให้ดาวเด่นคนอื่นเข้าไปดูแลแทนก่อน พวกลูกค้าก็ไม่ยอม จะเอาแต่เด็กใหม่ท่าเดียวเลยจ้ะ!”

เฮียเม้งชะเง้อคอมองความวุ่นวายกลางร้านพลางยกมือขึ้นลูบคาง นัยน์ตาหยีเล็กลุกวาวด้วยความพึงพอใจ นานมากแล้วที่คลับไม่คึกคักเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนี้ ยิ่งเห็นแขกเหรื่อควักเงินออกมาอวดอ้างบารมีเพื่อแย่งชิงแม่กี่เพ้าแดงคนนั้น เขาก็ยิ่งมองเห็นลาภลอยอยู่ตรงหน้า

“หากมันอยากได้กันขนาดนั้น อั๊วก็จัดให้ได้...” เฮียเม้งแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะหันมาสั่งผู้จัดการเสียงเข้ม 

“ไอ้แดง! ลื้อไปประกาศเลย ให้เอาเด็กนั่นขึ้นตู้ประมูล ใครจ่ายหนักสุดคืนนี้ได้ตัวไปนั่งดูแลที่โต๊ะ! แล้วอย่าลืมนะ... ถ้าใครคิดจะหิ้วพาขึ้นชั้นสอง มึงโก่งราคาเข้าไปให้ยับ!”


บทก่อนหน้า
บทถัดไป