บทที่ 9 บทที่ ๖ ใบหน้าที่แท้จริงของไอ้เสือ
บทที่ ๖
ใบหน้าที่แท้จริงของไอ้เสือ
“เสียงเอะอะอะไรกันวะ” เสือโชคถามพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หลังจากไปเข้าห้องน้ำมา อดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าพวกนี้มันกำลังวุ่นวายอะไรกัน
“ลูกพี่ดูนู่นสิ” ไอ้จุกชี้มือชี้ไม้ไปยังทิศทางของแสงไฟส่องสว่าง
ดวงตาคู่คมปรายมองตามนิ้วของลูกน้อง ก่อนจะชะงักกึก... ภาพเบื้องหน้าคือร่างโปร่งบางในชุดกี่เพ้าสีแดงเพลิงที่นั่งอยู่ภายในตู้กระจกใส แสงไฟสีส้มสลัวขับเน้นให้ผิวขาวจัดของเด็กล้างส้วมดูผุดผ่องจนน่าตกใจ
แต่สิ่งที่สะดุดตาเสือโชคที่สุดกลับไม่ใช่ความงามหยาดเยิ้มนั้น แต่มันคือแววตาที่สั่นไหวราวลูกแกะหลงฝูง มือเรียวเล็กที่วางอยู่บนตักจิกเข้าหากันจนเกร็งแน่น แม้จะถูกแต่งแต้มจนพริ้มเพรา แต่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเจ้าตัวไม่ได้เต็มใจจะไปนั่งให้คนทั้งร้านแทะโลมด้วยสายตาเลยสักนิด
“แล้วมันไปทำอะไรอยู่ในตู้นั่น?”
“เจ้าของคลับเขากำลังจะประมูลค่าตัวมันน่ะลูกพี่ เห็นว่าแขกแย่งกันให้มันไปดูแลโต๊ะ เฮียเม้งเลยตัดบทเอาขึ้นตู้ประมูลเสียเลย ใครจ่ายหนักสุดคืนนี้ก็ได้นางฟ้าชุดแดงไปนอนกอด เอ๊ย! ไปนั่งปรนนิบัติ” ไอ้ปื้ดอธิบายพลางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
เสือโชคพ่นควันบุหรี่สีขาวหม่นออกมาอย่างอ้อยอิ่ง
“หากินกันง่าย ๆ แบบนี้เลยรึ”
“อย่างว่าแหละลูกพี่ พวกพ่อค้าเห็นอะไรเป็นเงินเป็นทองมันก็เอาหมด ติดเป็นสันดานแก้ไม่หาย” ไอ้จุกเสริมพลางชะเง้อคอมองอย่างลุ้นระทึก
“เมื่อกี้ฉันได้ยินผู้จัดการมันโฆษณาป่าวประกาศว่าเด็กคนนี้ยังสดใหม่ ยังไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อน เหมือนผ้าขาวที่เพิ่งแกะพับ ฉันว่าคืนนี้ราคาคงพุ่งสูงทะลุเพดานแน่ ๆ”
กึด!
เสียงขบกรามของเสือโชคดังกรอด ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเด็กคนนั้นมามีจุดจบที่นี่ได้อย่างไร...
คงหนีไม่พ้นถูกพ่อแม่แท้ ๆ ขายต่อมาเป็นแน่ สมัยเขาอยู่พระนคร เรื่องพรรค์นี้มีให้เห็นเกลื่อนตามตรอกซอกซอย บ้างก็เด็กมันเต็มใจมาเอง บ้างก็ถูกบังคับมา กับไอ้เด็กขัดส้วมคนนี้... ท่าทางของมันบอกชัดเจนว่าเป็นประเภทหลัง
“เอาล่ะครับท่านผู้มีเกียรติ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาสำหรับนางฟ้าคนนี้... เฮียเม้งสั่งเปิดราคาประมูลที่ หนึ่งร้อยบาทครับผม”
สิ้นเสียงประกาศ โต๊ะของพวกสมุนเสือโชคถึงกับวงแตก ไอ้ปื้ดตบโต๊ะเสียงดังปัง
“ไอ้เหี้ย! เปิดร้อยหนึ่งเลยเรอะ มึงจะบ้าหรือไง ใครมันจะยอมจ่ายวะนั่น”
“เออ! จ่ายก็โง่แล้วมั้ง” ไอ้ดำสมทบพลางแค่นหัวเราะ
“เงินร้อยหนึ่งนี่กูเอาไปซื้อข้าวสารส่งกลับไปให้พ่อให้แม่ที่บ้านนอกได้เป็นหลายกระสอบเลยนะโว้ย”
“หนึ่งร้อยยี่สิบบาท!” เสียงทุ้มแหบขานขึ้น ทำเอาพวกไอ้ดำถึงกับอ้าปากค้าง
ทางฝั่งโต๊ะแถวหน้าที่ปูด้วยผ้าลูกไม้ขาวสะอาด มือที่มีนิ้วสวมแหวนทองหัวกระบะของท่านขุนนิรันดร์ ข้าราชการระดับสูงก็ชูขึ้น
“หนึ่งร้อยห้าสิบ!”
เสียงตวาดกร้าวตามมาทันควันจากทางมุมขวา คราวนี้เป็นเสี่ยเซ่งเจ้าของโรงสีรายใหญ่ที่พุงกระเพื่อม สายตาจาบจ้วงจ้องขาขาว ๆ ของเกศแก้วตาเป็นมัน
“อั๊วสู้โว้ย! วันนี้จะขอเชยชมของดีให้หายยากหน่อย!”
“หนึ่งร้อยแปดสิบ!”
“สองร้อยบาท!”
การไล่ราคาเริ่มดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ จนคนทั้งคลับเริ่มนั่งไม่ติดที่ แขกเหรื่อรอบนอกต่างพากันลุกขึ้นยืนชะเง้อคอมองความมั่งคั่งที่ทุกคนกำลังเอ่ยขานราวกับต้องการประกาศบารมีไปในตัว ขณะที่พวกดาวเด่นแต่ละคนนั่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ตรงมุมมืด
“ดูมันสิ... ไอ้เด็กนั่นมันมีดีอะไรนักหนา ถึงได้ทำเอาพวกผู้ดีหน้ามืดตามัวกันไปหมด” วาดจันทร์พึมพำลอดไรฟัน แววตาริษยาจิกมองขึ้นไปบนเวที อยากจะเดินไปกระชากชุดแดงนั่นให้ขาดวิ่นคามือ
“ใช่จ้ะพี่วาดจันทร์ สองร้อยบาทนั่น... กินเหล้าได้เป็นเดือน ๆ เลยนะจ๊ะ” บุหงันเสริมพลางสะบัดหน้าอย่างเสียขวัญ เพราะไม่เคยมีใครยอมทุ่มเงินขนาดนี้เพื่อพวกหล่อนเลยสักครั้ง
เกศแก้วที่นั่งอยู่ในตู้กระจกบีบมือตัวเองแน่น ยามที่ได้ยินตัวเลขราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกครั้งที่มีคนขานราคาเพิ่มขึ้น กลับทำให้เขารู้สึกต่ำต้อยลงไปในทุกครา
“สองร้อยห้าสิบบาท!” ท่านขุนนิรันดร์ขยับราคาขึ้นไปอีกขั้นพลางยืดอกอย่างผู้มีชัย ท่ามกลางเสียงตั้งคำถามที่เริ่มดังกระหึ่มไปทั่วคลับว่าค่ำคืนนี้ ราคาของเด็กขัดส้วมคนนี้จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหนกันแน่
"ไอ้จุก มึงไปที่รถ นับเงินที่พวกเราพึ่งปล้นมาได้รวมมาให้กู"
โชคกระซิบสั่งเสียงเรียบ แววตาคมกริบยังคงจับจ้องไปที่ร่างในตู้กระจกอย่างไม่วางตา อันที่จริงวันนี้เขาแค่กะจะพาลูกน้องแวะพักแก้เหนื่อยหลังเสร็จงานปล้นไอ้หลวงวิศัญข้าราชการกังฉิน ไม่นึกเลยว่าจะต้องมาเจอการประมูลเนื้อสดแบบนี้
"ลูกพี่ เอ่อ... คือ..." ไอ้จุกอ้ำอึ้ง แต่มองตาอีกฝ่ายแล้วก็รู้ว่าขัดไม่ได้ มันรีบวิ่งไปเอาห่อผ้าที่เบาะหลังรถมาให้ทันที
"กูให้พันหนึ่ง"
เสือโชคโยนปึกเงินที่มีคราบเลือดติดแห้งกรังลงบนโต๊ะ ทำเอาทุกคนในร้านที่กำลังประมูลกันหลักสิบหลักร้อยถึงกับเงียบกริบ สายตาทุกคู่เหลียวมามองที่โต๊ะมุมร้านเป็นจุดเดียว
"พะ... พันหนึ่งรึ!" เฮียเม้งอุทานอย่างลืมตัว
"เออ พันหนึ่ง มีใครจะสู้กูอีกไหม"
เกศแก้วที่นั่งอยู่ในตู้กระจกอ้าปากค้าง นัยน์ตาสั่นไหวมองเงินสลับกับใบหน้าของชายที่เคยช่วยเขาไว้ถึงสองครั้ง เงินพันบาทมันมหาศาลพอจะซื้อชีวิตคนได้ทั้งชีวิต ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองยังถูกขายมาในราคาไม่ถึงร้อยบาทด้วยซ้ำ
“ถ้าไม่มีใครสู้... มึงก็ส่งเด็กนั่นมาที่โต๊ะกูได้แล้ว”
ร้านทั้งร้านพลันเงียบกริบ มีเพียงเสียงซุบซิบแผ่ว ๆ ที่ดังมาจากมุมมืด แขกเหรื่อต่างพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความสงสัยว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นใครมาจากไหน ถึงได้กล้าควักเงินหนึ่งพันบาทเพื่อเด็กเพียงคนเดียว
ไอ้แดงรีบกุลีกุจอไปเปิดตู้กระจก เกศแก้วก้าวออกมาด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ บนส้นสูงสีแดงคู่เดิมที่แทบจะทำให้เขาล้มพับลงไปทุกก้าว ร่างเล็กพยายามทรงตัวเดินเข้าไปหาโต๊ะของชายคนนั้น ทว่าความตื่นกลัวบวกกับความไม่ถนัดทำให้ก้าวเดินดูง่อนแง่นจนน่าหวาดเสียว
ไอ้โชคที่ยืนมองอยู่ขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ เขาเห็นความลำบากของคนตัวเล็กแล้วทนดูต่อไม่ได้ จึงเดินจ้ำอ้าวเข้าไปหาเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงตัว ก่อนจะช้อนร่างของเกศแก้วขึ้นแนบอกในอ้อมกอดอุ่นหนาในพริบตา
“ว้าย!” เกศแก้วอุทานด้วยความตกใจ รีบยกแขนขึ้นกอดคออีกฝ่ายไว้แน่นเพราะกลัวตก
ใบหน้าพริ้มเพราที่เพิ่งแต่งมาใหม่ซบลงใกล้แผงอกกว้างจนได้กลิ่นยาสูบ ไอ้โชคไม่แม้แต่จะมองหน้าแขกคนอื่นในร้าน เขาหันไปสั่งผู้จัดการร้านด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“มึงพากูไปบนห้องเลย”
“จ้ะ! จ้ะลูกพี่ เชิญทางนี้เลยจ้ะ!”
“ลูกพี่ ลูกพี่จ๊ะ... ปล่อยฉันลงก่อนได้ไหมจ๊ะ”
เกศแก้วละล่ำละลักบอก เสียงสั่นพร่าอยู่ใกล้ใบหูของชายหนุ่ม เขาถูกอุ้มรวดเดียวขึ้นมาถึงชั้นสองโดยที่คนอุ้มไม่ยอมปริปากพูดสักคำ พอถึงหน้าห้องแล้วแขนแกร่งนั่นก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะวางเขาลงเสียที
“มึงก็สลัดรองเท้าโง่ ๆ นี่ออกเสียก่อน ปล่อยไปแบบนี้มึงจะเดินถึงเตียงได้รึ” โชคบอกเสียงเข้ม
เกศแก้วรีบทำตามทันที ขาเรียวสะบัดเท้าแรง ๆ สองสามที รองเท้าส้นสูงสีแดงเจ้าปัญหาก็หลุดกระเด็นตกพื้นดังตุบ
“ฉะ ฉันถอดแล้วจ้ะ ปล่อยฉันลงเดินเองนะลูกพี่ อุ้มอยู่แบบนี้หนักลูกพี่เสียเปล่า ๆ”
“ตัวเบาเสียยิ่งกว่าลูกหมา ดูถูกกูรึ ว่ากูจะไม่มีแรงอุ้มมึง”
โชคแค่นเสียงในลำคอโดยไม่หยุดสืบเท้า ฝ่ายเกศแก้วใจคอไม่ดี รีบปฏิเสธพัลวัน
“เปล่าจ๊ะ ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น ฉันเพียงแต่... อุ๊ย!”
พูดยังไม่ทันจบประโยค ร่างโปร่งบางในชุดกี่เพ้าสีแดงก็ถูกโยนลงบนเตียงไม้ แม้จะไม่ได้แรงจนเจ็บ แต่ก็น่าใจหายจนเกศแก้วต้องรีบยันตัวลุกขึ้นนั่งถอยกรูดไปจนชิดหัวเตียง
“กลัวอะไร?” โชคยืนค้ำหัวพลางจ้องมองร่างที่สั่นระริกอยู่บนเตียง สายตาคมกริบกวาดมองเครื่องหน้าที่ถูกแต่งแต้มมาอย่างดี “ขัดสีฉวีวรรณเสียจนจำแทบไม่ได้ แบบนี้มึงยังจำได้ไหมว่ามึงเป็นใคร”
เกศแก้วเงยหน้าสบตา จู่ ๆ ก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นที่ขอบตา
“จ๊ะ... ฉันมันเป็นแค่เด็กล้างส้วม ฉันไม่เคยลืมจ๊ะ”
พูดจบก็เม้มปากแน่นจนห้อเลือด มือน้อยควานหาผ้าห่มผืนบางที่ปลายเตียงมาคลุมกายไว้ หวังจะใช้มันปกปิดชุดกี่เพ้าสีแดงแปร๊ดที่ทำให้เขารู้สึกน่าอัปยศมากกว่าสวยงาม
ในหัวของคนตัวเล็กพยายามขบคิดอย่างหนักว่าคนตรงหน้าต้องการอะไรจากตนกันแน่? เงินหนึ่งพันบาทนั่นมันเยอะเกินกว่าจะเอามาทิ้งขว้างกับเด็กขัดส้วมมอมแมมคนหนึ่ง ถึงจะพยายามนึกเข้าข้างตัวเองว่าอีกฝ่ายอาจจะชื่นชอบในตัวเขาอยู่บ้าง แต่พอได้ยินคำพูดถากถางที่ขยันพ่นออกมาแต่ละคำ มันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกแบบนั้นเลยสักนิด
“แล้วจะนั่งบื้ออยู่ตรงนั้นอีกนานไหม กูซื้อมึงมาตั้งพันหนึ่งไม่ใช่ให้มึงมานั่งตัวสั่นอยู่บนเตียง”
เสียงตวาดของเสือโชคทำเอาคนตัวเล็กสะดุ้งเฮือก ร่างเล็กได้สติว่าสถานการณ์นี้ไม่ใช่ที่ที่จะมานั่งบีบมือตัวเอง ถึงจะไม่เคยทำเรื่องอย่างว่า แต่เขาก็ไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่าเงินพันบาทนั่นซื้ออะไรในตัวเขาไปบ้าง
“ขะ... ขอโทษจ๊ะลูกพี่ ฉันจะดูแลเดี๋ยวนี้แหละจ๊ะ”
ด้วยความลนลานบวกกับความเป็นมือใหม่ที่อยากจะรีบทำหน้าที่ให้จบ ๆ ไป เกศแก้วถลันเข้าหาคนตัวโตทันที ก่อนอื่นต้องเริ่มจากถอดเสื้อผ้า มือน้อยสั่นเทาจึงเอื้อมไปคว้าหมับเข้าที่ผ้าแพรผูกหน้าแล้วกระชากออก
“เฮ้ย! ทำเหี้ยไรวะ!”
ไอ้โชคตะเบ็งเสียงพลางปัดมือเล็กออกอย่างแรง ทันทีที่ใบหน้าเปิดเปลือยไร้สิ่งบดบัง แสงไฟก็อาบไล้ไปบนโครงหน้าคมสัน
จมูกโด่งรับกับริมฝีปากหยักลึกและไรหนวดจาง ๆ มันเป็นใบหน้าที่หล่อเหลาบาดใจเสียจนคนตัวเล็กลืมหายใจ สายตาจ้องค้างอยู่อย่างนั้นไม่ละไปไหน แถมใบหน้าหล่อเหลานี่ยังคุ้นตาเสียยังกับว่าเคยเห็นที่ไหน
“กูไม่ได้บอกให้มึงแกะผ้าปิดปาก!”
“ขอโทษจ๊ะลูกพี่ คือฉันไม่รู้... คือฉันคิดว่าลูกพี่อาจจะอยากใช้ปาก...”
“ใช้ปาก? ใช้ทำอะไร จูบมึงงั้นรึ? มึงฝันเฟื่องไปไหมไอ้เด็กมอมแมม!”
โชคตะคอกกลับด้วยความหงุดหงิดที่ความลับบนใบหน้าถูกเปิดเผยง่าย ๆ คำพูดถากถางนั้นทำให้เกศแก้วหน้าเสีย ใบหน้าที่นวลเนียนด้วยแป้งพลันเห่อแดงด้วยความอับอาย
“ฉัน... ฉันขอโทษจ๊ะ”
เกศแก้วก้มหน้าจ๋อย มือเรียวที่ยังถือผ้าแพรผืนนั้นอยู่สั่นเทา เขาไม่ได้หมายถึงจูบเสียหน่อย แต่พอถูกดักคอ แถมยังโดนหาว่าฝันเฟื่อง มันก็ยิ่งทำให้เขาทำตัวไม่ถูกจนอยากจะมุดเตียงหนีไปเสียเดี๋ยวนี้
