บทที่ 18 EP 4/4 จูบนั้นทำฉันติดใจ
ยามสายของวันเดียวกัน
แสงพร้อม ฉากพร้อม ภายในห้องรับรองของบ้านหรู กล้องตัวใหญ่จับอยู่ที่ร่างของไหมขวัญ ทีมงานที่ทำหน้าที่ตีสเลทขยับไปยืนหน้ากล้อง
“เอื้อมดาว ซีนสิบเจ็ด เทคหนึ่ง!”
แป้ก!
สเลทถูกตีดังๆ ก่อนที่กฤติกาจะก้าวเข้าไปในฉาก กล้องจับอยู่ที่แผ่นหลังนวลเนียนของดาราสาวในชุดแสนเซ็กซี่ ในขณะที่ไหมขวัญ หันหน้ามาหากฤติกา
“ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ นั่งสิ”
กฤติกานั่งลงบนโซฟาตรงข้ามกัน ไหมขวัญกวาดตามองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“เธอต้องการเท่าไหร่”
น้ำเสียงอย่างผู้ดีขนานแท้ถูกเปล่งออกมาอย่างมีมาด
คนถูกถามยิ้มเยาะ “ไม่เอาเงิน จะเอาคู่หมั้นของเอื้อมดาว” นางร้ายคนสวยประกาศ มองสตรีตรงหน้าอย่างท้าทาย เธอรับบทเป็นลูกสาวของไหมขวัญ ลูกสาวที่ถูกทอดทิ้ง ช่างเหมาะเจาะนัก เพราะชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครเสียอีก
“มากไปแล้ว! ลูกสาวฉันไปทำอะไรให้เธอ ทำไมต้องตามราวีกันด้วย!”
ไหมขวัญร้องออกมาอย่างอดใจไม่ไหว สื่อให้รู้ว่าเอื้อมดาวมีค่ากับตนมากเพียงไร
“เพราะแม่รักนังนั่นไง แม่รักแต่นังนั่นกับผัวใหม่ แม่ไม่เคยรักหนู แม่ลืมหรือเปล่าว่าหนูก็เป็นลูกแม่!”
“เธอไม่ใช่ลูกฉัน! เด็กจากสลัมอย่างเธออย่ามาแอบอ้าง ฉันมีลูกคือเอื้อมดาวคนเดียวเท่านั้น!” อดีตที่ต้องการลืมกับเงินทองที่สามีใหม่มอบให้ ทำให้ตัวละครที่รับบทโดยไหมขวัญ เลือกที่จะทอดทิ้งคนที่อยู่ข้างหลัง รวมถึงลูกสาวคนแรก ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ลูกสาวคนนั้นกลับมาตามทวงในสิ่งที่หล่อนควรได้
เวหากับผู้ช่วยผู้กำกับเฝ้ามองสองดาราอยู่หลังจอมอนิเตอร์ กฤติกาควรจะลุกขึ้นสิ หล่อนต้องลุกขึ้นได้แล้ว
ไหมขวัญมองคนที่เอาแต่นิ่งงัน พยายามส่งอารมณ์ให้กฤติกา แต่เหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่อยู่ในอารมณ์นั้น เหมือนว่ากฤติกากำลังอึ้งกับคำพูดของเธอ
ความเงียบงันดังกระหึ่มขึ้นในเสี้ยวนาที ไหมขวัญลุกยืน จำต้องเล่นนอกบท
“กลับไปซะ อยากได้เท่าไหร่ก็พูดมา ฉันจะให้” เธอเดินไปหาอีกฝ่าย เอื้อมมือไปหมายจะจับที่บ่าของดาราสาว แต่เจ้าหล่อนปัดมือเธอออกอย่างแรง
กฤติกาลุกพรวดขึ้น กล้องอีกตัวซูมเข้าที่ใบหน้าของนางร้าย เวหามองบทในมือ รออยู่ว่าเจ้าตัวจะพูดออกมาเมื่อไหร่ แต่แล้วบางอย่างก็เกิดขึ้น ‘น้ำตา’
กฤติกากำลังร้องไห้!
“เอ๊ะ? คุณเวย์ ทำไมน้องกุ๊ก?” ทิว ผู้ช่วยผู้กำกับท้วงขึ้น ก็ในบทไม่ใช่แบบนี้ ตัวละครที่กฤติกาเล่นจะต้องด่ากลับด้วยความเข้มแข็ง ต้องอาละวาดบ้านแตกตามแบบฉบับนางร้ายที่ไม่ยอมคนนี่นา
“ชู่ว์...ดูไปก่อน ไม่ดีค่อยตัด” เวหาบอกแล้วจ้องมอนิเตอร์ไม่วางตา
ไหมขวัญตกใจนิดๆ ที่เห็นน้ำตาของสาวเจ้า บทพูดในละครคงสะเทือนใจกฤติกากระมัง
“หนูไม่เอาเงิน หนูไม่อยากได้ แม่ไม่เคยรู้ว่าหนูรู้สึกยังไง! หนูแค่อยากกอดแม่...อยากมีแม่เหมือนคนอื่นเขา แต่แม่...ไม่เคยมาหา ไม่เคยโทรหาหนูสักครั้ง! แม่ไม่เคยคิดว่าหนูเป็นลูก แล้ววันนี้จะมาเรียกร้องอะไร! วันที่หนูต้องการแม่แม่อยู่ไหน เขาจัดงานวันแม่ที่โรงเรียน หนูต้องแอบหนีกลับบ้าน เพราะอะไรรู้ไหม เพราะหนูไม่มีแม่ไง! หนูมันเด็กเหลือขอที่ถูกแม่ทิ้ง! แม่รู้บ้างไหม! เคยรับรู้บ้างไหม!!”
กฤติกาพรั่งพรูถ้อยวาจา ก่อนจะวิ่งออกจากฉากทั้งที่ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ ไหมขวัญยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น น้ำตาเม็ดใสร่วงหล่นไม่แพ้กฤติกา
“คะ...คัท! คัท!”
ไม่ใช่เสียงของเวหา แต่เป็นเสียงทิว ผู้ช่วยผู้กำกับ ที่ช่วยขานคำสั่ง ส่วนเวหานั้น วิ่งตามกฤติกาไปแล้ว
ไหมขวัญทรุดนั่งยังเก้าอี้ตัวเดิม บางอย่างในร่างกายหมุนวนจนไม่อาจลุกยืน เธอรู้สึกอ่อนเพลียขึ้นมาดื้อๆ เหมือนว่าเรี่ยวแรงมันหดหาย ก่อนที่...ทุกอย่างจะมืดไปหมด
“กรี๊ดดด!!! พี่ไหม พี่ไหมคะ!!”
ทั้งผู้จัดการส่วนตัวและทีมงานที่ดูอยู่ กรูเข้าไปหาไหมขวัญเมื่ออีกฝ่ายเป็นลมล้มพับ ก่อนที่ความโกลาหลจะเกิดขึ้นตามมา ไหมขวัญที่สิ้นสติ ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาแต่อย่างใด
กฤติกาวิ่งหนีออกจากฉาก เธอผลักประตูห้องห้องหนึ่งเข้าไป มันเป็นห้องเก็บของที่พอจะซ่อนตัวได้ ความเจ็บปวดในอกทำให้เผลอพูดความลับออกมา เธอเก็บมันไว้นานจนอึดอัดเหลือเกิน ทว่าพอได้พูด แทนที่จะสบายใจขึ้นกลับเจ็บปวดกว่าเดิม เธออ่อนแอเกินไป เธอแสดงความอ่อนแอให้ผู้หญิงคนนั้นเห็น ไม่น่าเลย
“คนใจร้าย...ฮึกๆ ใจร้ายที่สุดเลย...ฮือออ...”
เสียงร้องไห้โฮดังก้องอยู่ในห้องน้อย แว่วเสียงกรีดร้องอยู่ไม่ไกล แต่กฤติกาคร้านจะใส่ใจ เธอแค่อยากร้องไห้ ร้องให้สาสมกับอดีตที่เจ็บปวดของตัวเอง
“กุ๊ก”
เสียงนั้นดังขึ้นก่อนที่ประตูจะถูกผลักเข้ามา เขามาทำไมอีก จะมาด่าที่เธอเล่นนอกบทเหรอ เดี๋ยวค่อยถ่ายใหม่ได้ไหม ขอร้อง...
“เธอ...ไม่เป็นไรใช่ไหม”
“เป็น...ฉันเป็น เป็นมากด้วย มาด่าเหรอ เดี๋ยวค่อยด่าได้ไหม ขอฉันร้องไห้ก่อน...ได้หรือเปล่า...ฮึกๆๆ”
เสียงสะอื้นทำเอาเวหาต้องพ่นลมออกจากปากแรงๆ เขาไม่ชอบน้ำตาของกฤติกา ด้วยว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการแสดง มันออกมาจากใจ จากหัวใจของเด็กคนหนึ่งที่ถูกทอดทิ้ง
“งั้นก็...ร้องสิ ร้องเลย เผื่อจะ...สบายใจขึ้น”
กฤติกาพรั่งพรูหยดน้ำตา ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาร้องไห้ต่อหน้าเขา ตอนนี้มันอดไม่ได้ ภาพความทรงจำครั้งเก่ากำลังตามหลอกหลอนเธอ เธอเกลียดโรงเรียน เกลียดที่ทุกปีมีวันแม่ แม่ของเธอไม่เคยไป เก้าอี้ที่แม่ควรนั่งนั้นว่างเปล่า บิดาของเธอก็ด้วย ท่านงานยุ่งเกินกว่าจะไปงานโรงเรียนลูก ทุกปีจะมีแค่เธอ ตอนเด็กเธอถูกปลอบด้วยบรรดาแม่ๆ ของเพื่อน ยิ่งปลอบเธอก็ยิ่งร้อง เธอไม่ต้องการ พอโตขึ้นมาหน่อย เธอเลือกที่จะหนีกลับบ้านแทนการอยู่ร่วมงานให้ช้ำใจ
