บทที่ 5 EP 1/5 ฉากนี้มีตบ

โรงพยาบาล BHH

ภายในห้องพักฟื้นอันเงียบงัน ร่างอันไร้ลมหายใจของบิดาถูกเข็นออกไปช้าๆ รอเวลาออกจากโรงพยาบาล กฤติกานั่งนิ่งอยู่มุมหนึ่งเนิ่นนาน ไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปาก ไม่รับรู้แม้ว่าหมอหรือพยาบาลกำลังพูดอะไรกับเธอ พวกเขาให้เธอเซ็นเอกสาร เอกสารอะไรบ้างนั้นเธอก็ไม่เข้าใจ รู้แค่ว่า เธอต้องเซ็นหากอยากพาพ่อออกจากโรงพยาบาล เธอต้องพาพ่อไปวัด

สองมือของเธอเย็นเฉียบ ในอกนั้นว่างเปล่าเหมือนใครมาควักเอาหัวใจออกไป น้ำตาเธอไหล ไม่ใช่แค่เสียใจเพียงอย่างเดียว แต่มันแค้นใจ แค้นใจอย่างที่สุด ที่แม้ว่าลมหายใจเฮือกสุดท้าย บิดาที่เคารพก็ยังเอ่ยถึงผู้หญิงคนนั้นอยู่ดี

‘กุ๊ก...บอกแม่เรา...ให้พ่อที พ่อ...ขอโทษ...’

นั่นคือประโยคสุดท้ายที่หลุดออกจากปากซีดเซียวของบิดา ท่านเสียแล้ว ลมหายใจสุดท้ายเพิ่งหมดลงเมื่อชั่วโมงก่อน อันที่จริงเธอก็ยังงงอยู่ ความรู้สึกของการสูญเสียมันเป็นเช่นนี้หรือ มันมากกว่าความเศร้าเสียใจ รู้สึกเหมือนร่างกายเป็นปุยนุ่น มันเบาโหวงไปหมด เหมือนว่าเธออีกคนกำลังจะหลุดออกจากร่างอย่างไรอย่างนั้น

“ผู้หญิงคนนั้น ไม่ใช่...แม่หนู เธอ...ไม่ใช่แม่ของหนูอีกต่อไป...” บอกกล่าวกับความว่างเปล่าภายในห้อง ริมฝีปากสั่นระริก ก่อนที่หยดน้ำตาจะพรั่งพรู เธอเริ่มร้องไห้ฟูมฟาย หนักเข้าก็กรีดร้องออกมาดังๆ พ่อไม่อยู่กับเธออีกแล้ว ต่อไปนี้ชีวิตของเธอ คงเหลือเธอแค่คนเดียวจริงๆ

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ข่าวที่บิดาของกฤติกาเสียชีวิต ก็ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากความเศร้าเสียใจที่ชาวเน็ตมีต่อกฤติกาแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นประเด็นขึ้นมาก็คือ ไหมขวัญ...นางเอกรุ่นใหญ่ดาวค้างฟ้า หล่อนจะไปร่วมงานศพหรือไม่

ข่าวที่กฤติกาเป็นลูกสาวของไหมขวัญเริ่มมีคนพูดถึงหนักขึ้นเพียงข้ามวัน กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ฟันธงว่าทั้งสองเป็นแม่ลูกกันแน่ๆ รอแค่ให้ไหมขวัญกับกฤติกาออกมายอมรับเท่านั้น

ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา กฤติกาโชคดีที่ไม่ได้พกโทรศัพท์มือถือ งานสวดอภิธรรมที่ต้องจัดการ รวมถึงความเศร้าเสียใจทำให้หญิงสาวไม่มีกะจิตกะใจทำอย่างอื่น เจ๊หวีอยู่กับกฤติกาตั้งแต่งานวันแรกจนถึงวันสุดท้าย แขกเหรื่อไม่ได้มากมายเพราะกฤติกาไม่ใช่คนที่มีเพื่อนมากนัก ส่วนคนที่รู้จักบิดา หญิงสาวตัดพวกเขาออกจากชีวิตตั้งแต่ตอนที่ธุรกิจบิดาล้มแล้วไม่มีใครยอมช่วยเหลือนั่นแล้ว

“หนูกุ๊ก...ทำใจให้สบายนะคะ วันนี้วันสุดท้ายแล้วนะ” เจ๊หวีปลอบประโลม ใบหน้าของกะเทยร่างหมีไร้ซึ่งรอยยิ้ม กฤติการ้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหล ใบหน้าหล่อนหม่นหมอง ดวงตาทั้งสองบวมแดง น่าสงสารนัก

“หนูไม่เหลือใครแล้วเจ๊”

“มีเจ๊ตั้งคนหนึ่ง” เจ๊หวีว่า เฝ้ามองแขกเหรื่อแสนบางตาแล้วสงสารกฤติกายิ่งนัก หากเป็นดาราคนอื่น แขกเหรื่อคงได้มากจนล้นศาลา ตอนนี้นอกจากตัวเธอกับกฤติกา ก็เหลือเพียงนักข่าวไม่กี่คนเท่านั้น

“ขอบคุณนะเจ๊ หนูดีใจที่อย่างน้อยเจ๊ก็มา”

“มาสิ กุ๊กเสียใจอย่างนี้ เจ๊จะไม่มาได้ยังไง”

กฤติกาน้ำตาร่วงริน ริมฝีปากสั่นระริก พิงร่างอ่อนแรงกับร่างใหญ่โตของเจ๊หวีคนดี ในขณะสองตาเฝ้ามองกลุ่มควันที่กำลังพวยพุ่งออกจากปากปล่องเมรุ

เจ๊หวีได้แต่ทอดถอนใจ คนอื่นจะมองกฤติกาอย่างไรเจ๊ไม่รู้ แต่สำหรับเจ๊ กฤติกาก็เป็นเพียงเด็กน้อยแสนดื้อที่ต้องการความรักความเอาใจใส่ ต้องการความอบอุ่นที่ใครสักคนจะหยิบยื่นให้เท่านั้น

เจ๊คิดอย่างนั้นแล้วกวาดตามองไปรอบด้าน ไม่มีญาติผู้ใหญ่พอจะให้กฤติกาพึ่งพิงได้เลย ทว่าเพียงแค่คิด ยังไม่ได้พูดออกมา ร่างสองร่างก็ปรากฏที่ทางขึ้นศาลา เวหานั้นมาร่วมงานในวันแรกๆ ทว่าสตรีอีกคนที่มาด้วยกันนี่สิ เพิ่งปรากฏกายในวันนี้

“กุ๊ก...น้องกุ๊ก”

“คะ?”

“พี่ไหมมา”

เหมือนว่าร่างที่ตายไปแล้วกำลังฟื้นคืนชีวิต กฤติกาพรวดพราดลุกยืน สองตาแลหาร่างของไหมขวัญ ผู้หญิงคนนั้นมาทำไม มีสิทธิ์อะไรมาที่นี่ มีสิทธิ์อะไร!?

บทก่อนหน้า
บทถัดไป