บทที่ 1 ตราบาปพิศวาส EP1
บทนำ
“คุณแม่ต้องไม่เป็นอะไรนะคะ ถ้าไม่มีคุณแม่แล้วน้องดาวจะอยู่ได้ยังไง”
เสียงร่ำไห้ปิ่มจะขาดใจยามร้องเรียกผู้เป็นมารดาซึ่งกำลังนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงกว้าง ภายในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์วิวัฒนานนท์ สร้างความสงสารและเวทนาให้แก่บรรดาแม่บ้านคนรับใช้ที่ยืนรอฟังอาการอยู่ด้านนอกเป็นอย่างมาก
“น้องดาวอย่าร้องไห้เลยลูก จากนี้ไปน้องดาวจะต้องเข้มแข็งนะ เพราะแม่คงอยู่ดูแลหนูไม่ได้อีกแล้ว” พิมแขพยายามเค้นเสียงที่แหบพร่าและโรยแรงเอ่ยกับบุตรสาวอันเป็นที่รักดั่งแก้วตาดวงใจ มือบางที่ซูบผอมจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกเอื้อมไปสัมผัสและลูบไล้ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาอย่างแสนรัก “แม่ฝากหนูดูแลคุณพ่อด้วยนะ แม่รักน้องดาวมาก น้องดาวคือหัวใจของแม่ จำเอาไว้นะลูก”
นั่นคือคำสั่งเสียสุดท้ายของพิมแข วิวัฒนานนท์ ก่อนที่ลมหายใจอันแผ่วเบาจะขาดห้วง มือที่เคยวางทาบอยู่บนแก้มของบุตรสาวตกลงบนที่นอนอย่างร่วงหล่น พร้อมกับดวงตาที่ปิดสนิทลงอย่างไม่มีวันหวนกลับ
การจากไปของพิมแขในครั้งนี้เกิดจากการตรอมใจอย่างหนัก เมื่อสามีคู่ทุกข์คู่ยากปันใจให้ผู้หญิงคนอื่น มิหนำซ้ำยังยกย่องเชิดชูออกหน้าออกตาราวกับภรรยาหลวงอย่างนางไม่มีตัวตนบนโลกใบนี้ ครั้นพอขอร้องอ้อนวอนให้สามีเห็นแก่ลูกและชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการเมินเฉยและเย็นชาตลอดสองปีเต็ม นางต้องทนเจ็บปวดทรมานทั้งทางกายและจิตใจเพียงลำพัง กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต นางก็ยังต้องจากไปอย่างเดียวดาย ไร้เงาสามีที่ควรจะอยู่เคียงข้างกายในวินาทีสุดท้าย
“คุณแม่ อย่าทิ้งน้องดาวไป คุณแม่ตื่นมาพูดกับน้องดาวก่อน น้องดาวรักคุณแม่นะคะ” ปานดาวเขย่าร่างไร้วิญญาณของผู้เป็นมารดา เสียงร้องเรียกดังก้องไปทั่วบริเวณ ทว่ากลับไร้การตอบรับจากคนที่เธอรักที่สุดในชีวิต
“คุณหนูคะ คุณหญิงท่านไปสบายแล้วนะคะ คุณหนูอย่าร้องไห้เลย เดี๋ยวจะทำให้คุณหญิงจากไปอย่างมีห่วงเปล่าๆ” หญิงสูงวัยพ่วงตำแหน่งแม่นมผู้ทะนุถนอมหญิงสาวมาตั้งแต่แบเบาะเอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือที่เหี่ยวย่นตามกาลเวลาลูบแผ่นหลังบอบบางที่กำลังสั่นสะท้านอย่างน่าสงสาร
“นมคะ คุณแม่จากน้องดาวไปแล้ว” ปานดาวหันมาซบอกอุ่นซึ่งเป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวในเวลานี้ ดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตามองร่างของมารดาด้วยความรวดร้าว
“นมว่าคุณหนูรีบโทรศัพท์แจ้งคุณท่านเถอะค่ะ” แม่นมประคองร่างของหญิงสาวให้ทรงตัว ก่อนจะเดินไปหยิบโทรศัพท์ส่งให้ปานดาวเพื่อแจ้งข่าวร้ายแก่ประมุขของบ้าน
ปานดาวยื่นมือที่สั่นเทาออกไปรับโทรศัพท์ หญิงสาวกดหมายเลขของบิดาผิดๆ ถูกๆ ด้วยสติที่แทบจะไม่หลงเหลืออยู่
“มีอะไรน้องดาว พ่อกำลังยุ่งอยู่” น้ำเสียงร้อนรนและเจือความหงุดหงิดดังแทรกขึ้นมาทันทีที่ปลายสายกดรับ
“คุณพ่อคะ” ปานดาวเอ่ยเรียกด้วยความสะอื้น ทว่ายังไม่ทันจะได้พูดประโยคถัดไป เสียงหวานหยดย้อยของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาในสาย
“พี่ภพขารีบตามภามาเร็วๆ สิคะ”
“แค่นี้ก่อนนะน้องดาว แล้วพ่อจะรีบโทรกลับ”
สัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดไปทันที ปานดาวกำโทรศัพท์ในมือแน่นจนข้อขาว ความเสียใจแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นที่สุมแน่นในอก บิดาของเธอกำลังเสพสุขอยู่กับผู้หญิงอื่นโดยไม่เคยสนใจไยดีมารดาที่นอนป่วยหนักมาแรมปี ไม่เคยเลยสักครั้งที่เขาจะกลับมาเหลียวแล รสสัมผัสและเพลิงราคะของผู้หญิงไร้ยางอายคนนั้นพรากบิดาไปจากครอบครัวอย่างสมบูรณ์
“เพราะคุณพ่อคนเดียว คุณพ่อทำให้คุณแม่ต้องตรอมใจจนตาย น้องดาวเกลียดคุณพ่อ” หญิงสาวกรีดร้องออกมาอย่างสุดจะกลั้น ระบายความเจ็บปวดที่อัดอั้นจนแทบจะทานทนไม่ไหว
ในเวลาเดียวกัน พิภพ วิวัฒนานนท์ ชายวัยห้าสิบปีเจ้าของโรงแรมหรูใจกลางเมือง ผู้ยังคงความหล่อเหลาและหลงใหลในกามารมณ์ กำลังก้าวเท้าเข้ามาในคฤหาสน์ด้วยอาการมึนเมา ใบหน้าของเขาแดงก่ำจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ นัยน์ตาดุดันกวาดมองไปรอบห้องโถงใหญ่เพื่อหาคนรับใช้ ทว่าทุกอย่างกลับเงียบสงัด
“หายหัวไปไหนกันหมด อยากโดนไล่ออกกันมากใช่ไหม เจ้าของบ้านกลับมาทั้งทีไม่มีใครเสนอหน้ามารับ หาน้ำมาให้ดื่มสักคน” พิภพตะโกนลั่นบ้านก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวใหญ่ สภาพเสื้อเชิ้ตสีขาวของเขาหลุดลุ่ยยับย่น รอยลิปสติกสีแดงสดประทับหราอยู่บนปกคอเสื้อราวกับเจ้าของรอยจงใจประกาศความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
“คุณผู้ชายคะ ตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้านหรอกค่ะ” แม่นมเดินออกมาจากมุมห้อง ใบหน้าของหญิงชราเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด
“แล้วหายหัวไปไหนกันหมด” พิภพตวาดซ้ำโดยไม่ได้สังเกตความผิดปกติของคนตรงหน้า
“ตอนนี้คุณหนูและทุกคนอยู่ที่วัดกันหมดค่ะ”
“ไปทำอะไรกันที่วัด มีใครตายหรือไงถึงได้แห่กันไปหมดบ้านแบบนี้”
คำพูดที่หลุดออกจากปากประมุขของบ้านทำให้แม่นมจ้องมองเขาด้วยแววตาผิดหวังอย่างรุนแรง “ค่ะ มีคนตาย แล้วคุณผู้ชายอยากทราบไหมคะว่าใครตาย”
“ญาติโกโหติกาของใครตายก็ช่างเถอะ ฉันจะได้ช่วยใส่ซอง” พิภพล้วงกระเป๋าสตางค์แล้วหยิบธนบัตรสีเทาจำนวนห้าใบยื่นให้แม่นมอย่างรำคาญใจ
“เก็บเงินของคุณผู้ชายไว้เถอะค่ะ เพราะคุณผู้หญิงคงไม่ต้องการ”
