บทที่ 10 ตราบาปพิศวาส EP10

วินาทีที่ปานดาวสบตากับผู้ชายคนนั้น ลมหายใจของเธอสะดุดกึก ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าหล่อเหลาที่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและสายตาดูแคลนแบบนี้ เธอจำได้แม่นยำ ผู้ชายไร้มารยาทที่เกือบขับรถชนเธอเมื่อสองปีก่อน คนที่พยายามจะยัดเยียดเงินให้เธอราวกับเห็นเธอเป็นขอทาน

โลกใบนี้ช่างเล่นตลกร้าย ผู้ชายที่เธอเกลียดขี้หน้าตั้งแต่แรกพบกลับกลายมาเป็นผู้บริหารระดับสูงของโรงแรมที่เธอใฝ่ฝันอยากจะทำงานด้วย

“เชิญนั่งสิคุณปานดาว” อชิรวิทธิ์เอ่ยเชื้อเชิญด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าแฝงความคุกคามอยู่ในที เขาลอบมองสำรวจเรือนร่างอรชรในชุดทำงานที่เข้ารูปกำลังดี หญิงสาวตรงหน้าสวยสะพรั่งขึ้นกว่าเมื่อสองปีก่อนมาก ผิวพรรณเปล่งปลั่งและใบหน้าหวานซึ้งที่ถูกแต่งแต้มอย่างประณีตยิ่งทำให้เธอเย้ายวนใจจนเขาแทบละสายตาไม่ได้

“ขอบคุณค่ะ” ปานดาวข่มความประหม่าและอาการสั่นเทาเอาไว้ หญิงสาวค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม พยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดแม้ในใจจะสับสนวุ่นวาย

“ทำไมคุณถึงอยากทำงานตำแหน่งเลขานุการที่นี่” อชิรวิทธิ์เริ่มตั้งคำถามทันทีโดยไม่อ้อมค้อม

“ดิฉันเชื่อมั่นว่าความรู้และความสามารถที่ดิฉันศึกษามาจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระและจัดการงานของผู้บริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ อีกทั้งปรินซ์สตาร์พาเลซก็เป็นโรงแรมชั้นนำระดับประเทศ ดิฉันจึงอยากมีโอกาสร่วมงานกับองค์กรที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลค่ะ” ปานดาวตอบคำถามอย่างฉะฉานและเป็นมืออาชีพ

อชิรวิทธิ์แค่นหัวเราะในลำคอ ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ทำงานแล้วเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหญิงสาว ร่างสูงใหญ่ค้ำคอจนปานดาวต้องเอนหลังหนีด้วยความอึดอัด

“คำตอบสวยหรูดีนี่ แต่ตอนแรกผมก็นึกว่าคุณตั้งใจแต่งตัวสวยๆ มารัดรูปโชว์สัดส่วนเพื่อหวังจะใกล้ชิดผู้บริหารเสียอีก ผู้หญิงสมัยนี้มักจะใช้ทางลัดเพื่อความก้าวหน้ากันทั้งนั้นแหละ ยิ่งเราเคยเจอกันมาก่อนคุณคงไม่ได้ตั้งใจจะมาสานต่อเรื่องคืนนั้นหรอกใช่ไหม” วาจาดูถูกเหยียดหยามหลุดออกจากปากชายหนุ่มอย่างจงใจยั่วโทสะ

ปานดาวหน้าตึงด้วยความโกรธจัด คำพูดหมิ่นเกียรติของเขาทำลายความอดทนของเธอจนหมดสิ้น หญิงสาวผุดลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับคนตัวโตโดยไม่เกรงกลัว

“ดิฉันคิดว่าคุณคงเข้าใจอะไรผิดไปมาก ดิฉันมาสมัครงานด้วยความรู้ความสามารถ ไม่ได้มาขายตัวหรือใช้เต้าไต่เหมือนที่คุณกำลังใส่ร้าย และถ้าการทำงานที่นี่จะต้องทนรับฟังคำพูดทรามๆ จากผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์คับแคบแบบคุณ ดิฉันก็ขอสละสิทธิ์ค่ะ”

พูดจบปานดาวก็คว้ากระเป๋าสะพายเตรียมจะเดินหนีออกจากห้อง ทว่ามือหนาของอชิรวิทธิ์กลับคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวและกระชากร่างบางเข้าหาตัวอย่างแรงจนหน้าอกของเธอปะทะเข้ากับแผงอกแกร่ง

“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะคุณอชิรวิทธิ์” ปานดาวตวาดลั่น พยายามสะบัดแขนให้หลุดจากพันธนาการ

“ปากดีไม่เปลี่ยนเลยนะ เมื่อสองปีก่อนเธอก็อวดดีทำหยิ่งใส่ฉัน มาวันนี้เธอก็ยังกล้าด่าฉันฉอดๆ อยู่ในห้องทำงานของฉันอีก คิดว่าฉันจะปล่อยเธอเดินออกไปง่ายๆ หรือไง” นัยน์ตาคมดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่กำลังสั่นไหว

“คนสารเลว ปล่อยฉันนะ”

เพียะ

ฝ่ามือเรียวตวัดตบลงบนแก้มสากของชายหนุ่มเต็มแรงจนใบหน้าหล่อเหลาหันไปตามแรงกระแทก ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องทำงานทันที อชิรวิทธิ์ค่อยๆ หันใบหน้ากลับมา นัยน์ตาสีนิลวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ เขาไม่เคยถูกใครกล้าทำร้ายร่างกายแบบนี้มาก่อน

“เธอรนหาที่เองนะปานดาว”

สิ้นคำรามกร้าว มือหนาก็กระชากท้ายทอยของหญิงสาวเข้าหาตัวก่อนจะบดขยี้ริมฝีปากหยักลึกลงบนกลีบปากอิ่มอย่างดุดันและป่าเถื่อน ปานดาวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง สองมือเล็กยกขึ้นผลักไสและทุบตีแผงอกกว้างอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าชายหนุ่มกลับไม่สะทกสะท้าน วงแขนแกร่งรัดเอวคอดกิ่วแน่นขึ้นจนร่างสองร่างแนบชิดแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน

ความหยาบกระด้างในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเร่าร้อนเมื่อเขาดุนดันเรียวลิ้นแทรกซึมเข้าไปในโพรงปากหวานล้ำ กวาดต้อนความหอมหวานอย่างเอาแต่ใจ สัมผัสที่จาบจ้วงและไม่คุ้นเคยทำเอาคนด้อยประสบการณ์ถึงกับเข่าอ่อน หัวสมองขาวโพลนไปหมด ร่างกายเริ่มสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่อยู่

กลิ่นน้ำหอมผู้ชายผสมผสานกับกลิ่นอายบุรุษเพศมอมเมาสติสัมปชัญญะของปานดาวให้เลือนราง ฝ่ามือร้อนผ่าวของอชิรวิทธิ์ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังบอบบางก่อนจะเลื่อนลงมาบีบเค้นสะโพกกลมกลึงอย่างหนักมือ สัมผัสวาบหวามนั้นเรียกสติของหญิงสาวให้กลับคืนมา เธอรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้ายผลักร่างแกร่งออกห่างอย่างสุดแรง

เพียะ

ฝ่ามือเล็กตวัดฟาดลงบนซีกแก้มอีกข้างของชายหนุ่มอย่างไม่ออมแรง ปานดาวยกมือขึ้นเช็ดริมฝีปากตัวเองด้วยความขยะแขยง หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นใจไหลอาบสองแก้ม

“ตบนี้สำหรับความมักมากและสันดานต่ำๆ ของคุณ ฉันขยะแขยงคุณที่สุด และฉันจะไม่มีวันลดตัวลงมาทำงานกับคนสารเลวแบบคุณเด็ดขาด”

ปานดาวตวาดใส่หน้าเขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหลังวิ่งหนีออกจากห้องทำงานไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้อชิรวิทธิ์ยืนลูบแก้มตัวเองที่ขึ้นรอยนิ้วมือสีแดงจางๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป