บทที่ 3 ตราบาปพิศวาส EP3

“หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะ น้องดาวต้องเข้าใจว่าพ่อก็ต้องการคนดูแล และน้าภาก็พร้อมจะมาทำหน้าที่แม่คนใหม่ให้ครอบครัวเรา”

“น้องดาวไม่ต้องการแม่ใหม่ ไม่ต้องการนังผู้หญิงร้อยมารยาคนนี้ ถ้าคุณพ่อเลือกมัน ดาวก็จะไปจากบ้านหลังนี้เอง”

“ตายแล้ว ดูลูกสาวคุณพี่สิคะ เรียกภาว่าเป็นผู้หญิงแพศยา ภารับไม่ได้จริงๆ ค่ะ” วัลภาแสร้งบีบน้ำตาซบลงบนอกพิภพ ซ่อนรอยยิ้มเย้ยหยันไว้มิดชิด ทว่าปานดาวมองเห็นธาตุแท้ของหล่อนอย่างทะลุปรุโปร่ง

“ขอโทษน้าภาเดี๋ยวนี้นะน้องดาว” พิภพตวาดใส่บุตรสาวด้วยความโกรธ ที่ใช้วาจาก้าวร้าวกับภรรยาคนใหม่ของเขา

“น้องดาวไม่ขอโทษ น้องดาวไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะผู้หญิงคนนี้ ทำให้คุณพ่อทอดทิ้งคุณแม่ ผู้หญิงแบบนี้น้องดาวไม่มีวันยอมรับ ถ้าคุณพ่อเลือกผู้หญิงคนนี้ ดาวก็จะไม่อยู่ที่นี่”

“คุณพี่คะ ถ้าลูกสาวคนพี่ไม่ยอมรับภา ไม่อยากอยู่ที่นี่ ก็ปล่อยไปเถอะค่ะ”

“อย่ามาสอดเรื่องของคนในครอบครัว”

เพียะ

ฝ่ามือหนาของพิภพฟาดลงบนแก้มใสของบุตรสาวอย่างแรงจนใบหน้าสวยหันไปตามแรงตบ รอยนิ้วมือสีแดงปรากฏชัดบนผิวขาวจัด ปานดาวค่อยๆ หันกลับมามองผู้เป็นพ่อด้วยดวงตาที่เอ่อท้นไปด้วยน้ำตาแห่งความผิดหวัง

“คุณพ่อตีดาวเพราะนังผู้หญิงคนนี้ ดาวเกลียดคุณพ่อ เกลียดบ้านหลังนี้ ดาวจะไม่ขอกลับมาเหยียบที่นี่อีก”

พูดจบปานดาวก็หันหลังวิ่งออกไปจากคฤหาสน์โดยไม่สนใจเสียงเรียกของบิดาที่ตะโกนไล่หลัง

“กลับมาเดี๋ยวนี้นะ ถ้าน้องดาวก้าวออกไปพ้นรั้วบ้าน เราขาดกัน”

หญิงสาววิ่งฝ่าความมืดของยามค่ำคืนออกมายังถนนใหญ่ด้านนอก หยาดน้ำตาบดบังทัศนวิสัยจนภาพเบื้องหน้าพร่ามัว สองเท้าก้าวไปตามริมฟุตพาทอย่างไร้จุดหมาย ภายในใจแตกสลายไม่มีชิ้นดี เธอไม่เหลือใครอีกแล้วบนโลกใบนี้

เพราะมัวแต่ก้มหน้าร้องไห้และเดินสะเปะสะปะ หญิงสาวจึงไม่ทันสังเกตเห็นรถสปอร์ตยุโรปสีดำสนิทที่กำลังแล่นเลี้ยวเข้ามาในซอยด้วยความเร็วสูง

เอี๊ยด

เสียงเบรกดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับตัวรถที่หักหลบเฉียดร่างของเธอไปเพียงไม่กี่คืบ ปานดาวตกใจจนล้มพับลงไปกองกับพื้นถนน หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว

ประตูรถสปอร์ตถูกกระชากเปิดออก ร่างสูงสง่าของ อชิรวิทธิ์ อัศวนนท์ ก้าวลงมาจากรถด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธ ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาคมคายในชุดสูทปลดกระดุมเดินตรงดิ่งเข้ามาหาต้นเหตุที่ทำให้เขาเกือบเกิดอุบัติเหตุ

“เดินประสาอะไรของเธอ อยากตายนักหรือไงถึงได้มาเดินตัดหน้ารถคนอื่นแบบนี้” น้ำเสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าว นัยน์ตาคมดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองร่างที่นั่งสั่นเทาอยู่บนพื้น

ปานดาวค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผู้ชายแปลกหน้าที่ยืนตระหง่านค้ำหัวเธอ แสงไฟจากถนนสาดส่องให้เห็นใบหน้านวลเนียนที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ดวงตากลมโตที่บวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักช้อนมองเขาด้วยความรวดร้าวผสมกับความดื้อรั้น

วินาทีที่สายตาคมกริบของอชิรวิทธิ์สบเข้ากับดวงตาคู่นั้น ริมฝีปากที่กำลังจะเอ่ยปากด่าทอพลันชะงักค้างไปชั่วขณะ ราวกับมีกระแสไฟฟ้าบางอย่างวิ่งปราดเข้าชนกลางอก ผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้แต่งหน้าแต่งตาจัดจ้าน สภาพดูไม่ได้ราวกับลูกนกตกน้ำ ทว่าความงามตามธรรมชาติที่แฝงความหยิ่งทะนงในแววตากลับดึงดูดสายตาเขาไว้อย่างประหลาด

“ฉันไม่ได้อยากตาย และฉันก็เดินอยู่บนริมถนน รถของคุณต่างหากที่ขับเร็วเกินไป” ปานดาวตอกกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่พยายามเชิดหน้าขึ้นเพื่อปกปิดความอ่อนแอ

อชิรวิทธิ์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รู้สึกประหลาดใจที่ผู้หญิงท่าทางอมทุกข์คนนี้กล้าเถียงเขากลับ ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท หยิบนามบัตรและธนบัตรสีเทาปึกหนึ่งออกมาส่งให้

“รับไปสิ ถือว่าเป็นค่าทำขวัญแล้วก็ค่าเสียเวลา ถ้าบาดเจ็บตรงไหนก็โทรไปเบอร์ตามนามบัตร เลขาฯ ของฉันจะจัดการให้” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดจะเย่อหยิ่งตามประสาคนรวยที่ใช้เงินแก้ปัญหาทุกอย่าง

ปานดาวมองเงินในมือของชายแปลกหน้าสลับกับใบหน้าหล่อเหลาที่ดูแคลนเธอ หญิงสาวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า ก่อนจะผลักมือหนาของเขาออกไปอย่างไม่ไยดี

“เก็บเงินของคุณไว้เถอะค่ะ ฉันไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร และฉันก็ไม่ได้ต้องการเศษเงินจากคนที่ไร้มารยาทแบบคุณ”

พูดจบหญิงสาวก็หมุนตัวเดินหนีไปอีกทาง ทิ้งให้อชิรวิทธิ์ยืนถือเงินค้างอยู่กลางอากาศ ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังบอบบางที่เดินฝ่าความมืดออกไปด้วยสายตาที่คาดเดาไม่ออก

ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนกล้าปฏิเสธเงินของเขา ไม่เคยมีใครกล้าด่าว่าเขาไร้มารยาทแล้วเดินหนีไปแบบนี้

“อวดดีเหลือเกินนะ” อชิรวิทธิ์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมเข้มทอดมองจนร่างของเธอหายลับไปในความมืด ใบหน้าหวานซึ้งที่อาบไปด้วยน้ำตาและสายตาดื้อรั้นคู่นั้นถูกสลักลึกลงไปในความทรงจำของมัจจุราชหนุ่มโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป