บทที่ 6 อยากได้ก็ต้องได้
สิงหาเดินลงมาจากชั้นสอง ชายหนุ่มเดินเข้าไปหลังร้านตอนนี้หญิงสาวคนที่เพื่อนสนใจกำลังเตรียมตัวจะเลิกงาน
“นาราผมขอคุยด้วยหน่อย” เขาเรียกหญิงสาวเป้าหมายของเพื่อน
“คุณสิงมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ผมมีงานเสริมมาเสนอให้คุณน่ะ”
“งานอะไรคะ”
“ผมไม่รู้จะพูดดีไหม มันเหมือนไม่ให้เกียรติคุณเท่าไหร่” สิงหาค่อนข้างหนักใจเพราะพลอยนาราไม่เคยรับงานแบบนี้มาก่อน
“คุณสิงไม่ต้องพูดก็ได้ค่ะ ฉันพอจะเข้าใจแล้วว่างานที่คุณพูดหมายถึงอะไร แต่ขอปฏิเสธนะคะ” พลอยนาราปฏิเสธเพราะถึงจะมาทำงานกลางคืนแต่เธอก็ไม่คิดจะทำงานขายบริการ
“คุณไม่ลองเก็บไปคิดหน่อยเหรอ เพื่อนผมคนนี้กระเป๋าหนัก อย่างน้อยคุณก็ได้ไม่ต่ำกว่าห้าหมื่น ลองคิดดูสิว่าคุณต้องมาทำงานอีกกี่คืนถึงจะได้เงินจำนวนนั้น” สิงหาพยายามเสนอเพราะรู้ว่าเพื่อนคนนี้กระเป๋านักและยอมจ่ายมากขึ้นถ้าเขาพอใจ
“ไม่ดีกว่าค่ะ ขอบคุณนะคะคุณสิง”
แม้เธอจะต้องการเงินแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยอมทำขายศักดิ์ศรี เหตุผลที่เธอมาทำงานเสิร์ฟก็เพราะอยากมีรายได้เพิ่ม และก็มาทำแค่คืนวันศุกร์ เสาร์เท่านั้น เรื่องที่เจ้านายบอกไม่ได้อยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย
“ผมไม่บังคับ แต่ถ้าเปลี่ยนใจก็บอกเจ๊เพ็ญนะ”
“ค่ะ”
หญิงสาวยังพอมีความรู้สึกดีๆ เหลืออยู่บ้าง อย่างน้อยเจ้านายก็ไม่ได้บังคับให้เธอทำในสิ่งที่ไม่เต็มใจ
“ถึงจะไม่รับงาน ผมก็ไม่โกรธ ศุกร์หน้ามาทำงานอย่างเดิมนะ” เขาบอกอย่างเห็นใจเพราะรู้มาว่าหยิงสาวเป็นแม่เลี้ยงเดี๋ยว
“ขอบคุณค่ะคุณสิง ฉันขอตัวก่อนนะคะ”
พอลูกจ้างสาวกลับไปแล้วสิงหาก็ได้แต่ถอนหายใจ เขาไม่น่าไปรับปากเพื่อนเลยว่าจะจัดการให้ ไม่คิดมาก่อนว่าจะได้รับการปฏิเสธ จำนวนเงินที่มากขนาดนั้น ถ้าเป็นคนอื่นคงรีบตอบตกลงทันที เขารีบโทรศัพท์ไปหาวายุเพราะคิดว่าชายหนุ่มน่าจะรอฟังข่าวอยู่
“ว่าไงสิง เธอตกลงไหม” วายุที่รอสายของเพื่อนอยู่รีบถาม
“กูขอโทษว่ะ เธอไม่ยอมตกลง”
“มึงบอกเธอไปหรือเปล่าว่าฉันจ่ายเท่าไหร่”
“อือ กูบอกแล้ว แต่เอไม่สนใจเลย”
“แปลกนะ งานดีเงินดีขนาดนี้ทำเธอถึงไม่สนใจหรือว่าเธอกำลังประวิงเวลาเพื่อเรียกค่าตัวเพิ่ม” วายุตั้งข้อสังเกต
“ไม่หรอกมั้ง ปกติแล้วเธอก็ไม่เคยรับงานมาก่อน คงไม่อยากทำจริงๆ นั่นแหละ แต่ไม่ต้องห่วงนะ กูบอกแล้วว่าจะให้เธอได้คิดเพราะเงินมากขนาดนั้นใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ มึงรอก่อนก็แล้วกันไม่แน่ว่าถ้าคิดได้เธออาจจะติดต่อไป หรือนานสนใจคนอื่นล่ะ กูหาให้ได้นะ”
“ไม่เป็นไร ขอบใจมากนะ”
หลังจากวางสายจากเพื่อนแล้ววายุรู้สึกเหมือนโดนตบหน้า ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าปฏิเสธเขามาก่อน บางคนถึงขั้นมาเสนอตัวให้เขาด้วยซ้ำ ผู้หญิงคนนี้ทำให้สัญชาตญาณนักล่าของชายหนุ่มถูกปลุกขึ้น
ยิ่งได้มายากเขาก็ยิ่งสนใจเธอมากขึ้น และเขาจะทำให้เธอรู้ว่าผู้ชายอย่างเขาอยากได้อะไรก็ต้องได้ แม้จะจ่ายมากแค่ไหนก็ตาม
.....
เช้าวันอาทิตย์เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของสองแม่ลูก พลอยนาราวางมือจากงานทุกอย่างเพื่อใช้เวลาร่วมกับลูกสาวสุดที่รัก เสียงหัวเราะของเด็กหญิงพิมพ์พิชาดังไปทั้งบริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน
บ้านหลังเล็กนี้เป็นบ้านที่พ่อของเด็กหญิงตัวน้อยซื้อไว้ให้เธออาศัยตั้งแต่เริ่มตั้งท้อง พลอยนาราเลยไม่ต้องกังวลเรื่องที่อยู่อาศัย
แต่ที่ต้องทำงานมากขึ้นเพราะไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้า เธอและลูกยังจะได้รับการซัพพอร์ตจากเขาแบบนี้หรือเปล่า การมีเงินเก็บสำรองไว้ในมือจึงเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนเป็นแม่
“คุณแม่ขา เล่นกันต่อนะคะ” พิมพ์พิชาส่งเสียงเจื้อยแจ้ว แก้มยุ้ยขึ้นสีแดงระเรื่อ เด็กหญิงโยนลูกบอลพลาสติกสีสดใสขึ้นฟ้าจนสุดแขน แล้วตัวเองก็วิ่งไปรับมันไว้อย่างสนุกสนานระเบิดอารมณ์ขัน
“น้องพราวเล่นอยู่ตรงนี้นะคะ อย่าวิ่งออกไหน แม่จะเข้าไปเอาน้ำมาให้ค่ะ” เพราะเธอกับลูกสาวเล่นกันมาเกินครึ่งชั่วโมงแล้ว เธอกลัวว่าลูกจะเหนื่อยจนหมดแรงไปเสียก่อน
“ค่ะแม่ น้องพราวจะรอตรงนี้ค่ะ” เด็กหญิงรับคำเสียงใส
พลอยนาราเดินเข้ามาในบ้านรินน้ำใส่แก้วและกำลังจะเดินออกมาหน้าบ้านแต่เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเสียก่อน
เอี๊ยดดด!!!
โครม!!!
เสียงดังมาจากหน้าบ้านทำให้พลอยนาราตกใจจนแก้วน้ำในมือเกือบจะร่วง
หญิงสาววิ่งออกมาหน้าบ้าน สนามหญ้าว่างเปล่า เธอเข่าอ่อนยวบ เมื่อได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ดังมาจากถนนหน้าบ้าน
ความโกลาหลตรงหน้าทำให้คนเป็นแม่อย่างพลอยนาราทำอะไรแทบไม่ถูก เธอรีบวิ่งตรงไปยังลูกสาวที่ล้มอยู่บนพื้นอย่างรวดเร็ว
“น้องพราว!....เจ็บตรงไหนหรือเปล่าลูก ไม่ต้องร้องนะคะแม่มาแล้ว”
“ฮือ....ฮือ....แม่ขา น้องพราวกลัว” พิมพ์พิชาร้องไห้สะอึกสะอื้น โผเข้ากอดคอผู้เป็นแม่แน่น ร่างกายเล็ก ๆ สั่นสะท้านด้วยความขวัญเสีย
เสียงเอะอะโวยวายและเสียงเบรกเมื่อครู่ ส่งผลให้ชาวบ้านในละแวกนั้นเริ่มเปิดประตูและพากันเดินออกจากบ้านมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเยอะขึ้นเรื่อยๆ
“เจ็บตรงไหนคะลูก ไหนแม่ขอดูซิ” พลอยนาราลูบไปตามลำตัวลูกสาวเพื่อมองหาบาดแผลหรือร่องรอยฟกช้ำ
“น้องพราวไม่ได้เจ็บ แต่น้องพราวตกใจ ฮือ...ฮือ....” เด็กหญิงตอบเสียงสั่นซุกหน้าลงกับอกอุ่นของมารดา
“คนเจ็บอยู่ทางนี้ ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลหน่อย” เสียงผู้ชายวัยกลางคนตะโกน
พลอยนาราหันไปมองตามเสียงตะโกนนั้น แล้วเธอก็เห็นว่า ตอนนี้เห็นรถเก๋งกลางเก่ากลางใหม่คันหนึ่งจอดอยู่ริมถนน และห่างออกไปเล็กน้อยก็มีรถจักรยานยนต์ ล้มทับร่างของผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ เธอกำลังร้องโอดโอยเพราะความเจ็บปวดทรมานจากแรงกระแทก
