บทที่ 7 เหตุจำเป็น
“น้องพราว หนูรออยู่กับยายทิพย์ก่อนนะคะ แม่ขอไปดูคนเจ็บตรงนู้นก่อน” พลอยนาราบอกลูกสาวเมื่อเห็นว่ายายสายทิพย์เดินออกมาพอดี
“มา ๆ หนูนารา ส่งน้องพราวมาให้ยาย”
สายทิพย์หรือยายทิพย์คือคุณยายที่อยู่บ้านติดกันและเป็นคนคอยดูแลลูกสาวให้เวลาที่พลอยนาราต้องออกไปทำงานพิเศษตอนกลางคืน
“นาราฝากน้องพราวด้วยนะคะ”
“จ้ะ หนูไปดูจนเจ็บก่อนเถอะลูก”
หญิงสาวส่งลูกให้คุณยายสายทิพย์แล้วรีบเดินไปดูคนเจ็บที่ตอนนี้ยังคงนอนอยู่ที่พื้น ไม่มีใครกล้าเคลื่อนย้ายผู้ป่วย
คนขับรถเก๋งเดินลงมาดูด้วยท่าทางตกใจไม่แพ้กัน
“ขับรถยังไงของแกถึงได้มาชนรถคนอื่นแบบนี้” คนเจ็บกัดฟันตะโกนด่าด้วยความโมโหปนกับความเจ็บปวด
“อ้าวป้า ฉันก็ขับของฉันมาดีๆ แล้วเด็กที่ไหนก็ไม่รู้วิ่งตัดหน้า ถ้าฉันไม่หักหลบก็คงได้ชนเด็กนั่นสิ”
“แกหักหลบเด็ก เลยหักมาชนฉันแทนใช่ไหม” คนเจ็บโวยวาย
“แล้วไอ้เด็กที่ว่านั่นมันอยู่ไหน เรียกพ่อแม่มันมารับผิดชอบค่าเสียหายเลยนะ” ชายคนขับรถเริ่มโวยวายเพราะเขาอยากจะหาคนมารับผิดชอบร่วม
ประโยคนั้นทำให้พลอยนาราตัวชา ในซอยมีแต่บ้านของเธอเท่านั้นที่มีเด็กวัยนี้อาศัยอยู่
“นั่นไง เด็กคนนั้นน่ะที่วิ่งออกมา” คนขับรถเก๋งชี้มือตรงไปยังพิมพ์พิชาที่ยืนเกาะชายผ้าถุงของยายสายทิพย์อยู่ด้วยท่าทางตื่นกลัว
“นั่นลูกสาวฉันเองค่ะ แต่ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเมื่อกี้ก่อนฉันจะเข้าบ้าน น้องพราวยังวิ่งเล่นอยู่ในรั้วบ้านอยู่เลยค่ะ”
“อ๋อ พูดปัดแบบนี้แปลว่าจะไม่รับผิดชอบใช่ไหมคุณ ดีเลย รถฉันมีกล้องหน้ารถบันทึกภาพไว้หมด จะได้เอาเปิดดูให้ตำรวจเห็นกันไปเลยว่าใครที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้” คนขับรถเก๋งพูดเสียงแข็ง
ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปมากกว่านั้น เสียงไซเรนก็ดังแว่วมา รถพยาบาลฉุกเฉินแล่นเข้ามาจอดเพื่อรับตัวคนเจ็บไปโรงพยาบาล ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจเดินทางมาถึงพอดีเพื่อสอบปากคำและไกล่เกลี่ย
อันที่จริงแล้ว พลอยนาราพอมีความรู้ด้านกฎหมายอยู่บ้างจากงานที่เธอทำ เธอรู้ดีว่าตามหลักกฎหมายแล้ว การที่เด็กเล็กวิ่งตัดหน้ารถยนต์บนถนนนั้นไม่ใช่ความผิดของเด็กหรือผู้ปกครองแต่เพียงฝ่ายเดียว รถยนต์ที่วิ่งในเขตชุมชนต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่เธอไม่อยากให้เรื่องราวบานปลายใหญ่โต จนกลายเป็นคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล หญิงสาวจึงยอมตัดใจรับเงื่อนไข โดยตกลงที่จะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดให้แก่หญิงคนขับรถจักรยานยนต์ ส่วนรถยนต์เก๋งคู่กรณีนั้นมีประกันภัยชั้นหนึ่งคุ้มครองอยู่แล้ว พลอยนาราจึงไม่จำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบค่าซ่อมแซมใด ๆ
หลังจากเคลียร์เรื่องราวทุกอย่างที่สถานีตำรวจเสร็จสิ้น พลอยนาราก็พาลูกสาวกลับเข้าบ้านโดยมียายสายทิพย์เดินตามเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“หนูนารา ยายว่าหนูใจดีเกินไปแล้วนะลูก เรื่องนี้เด็กไม่ได้ตั้งใจ แล้วรถเก๋งคันนั้นเขาก็ขับมาเร็วเหมือนกันนะ” สายทิพย์พูดอย่างห่วงใย
“ยายทิพย์คะ นาราไม่อยากให้เรื่องใหญ่โต” เธอกลัวว่าถ้าเรื่องนี้มีคนรู้มากหรือเป็นข่าว คนที่เดือดร้อนจะเป็นเธอกับลูก
“เฮ้อ แล้วนี่ไม่รู้ว่าทางโรงพยาบาลจะเรียกเก็บเงินค่ารักษาฝั่งโน้นอีกเท่าไหร่ ลำพังเงินเดือนหนูจะพอใช้เหรอนารา เอาเงินที่ยายสำรองไปจ่ายก่อนไหมลูก” สายทิพย์ถามพลางยื่นข้อเสนอ
“ก็คงจ่ายเพิ่มไม่เยอะหรอกค่ะ รถมีพรบ.อยู่นาราก็คงต้องจ่ายค่าเสียเวลาและค่าทำขวัญแค่นั้นเองค่ะ”
สายทิพย์มีลูกสาวและลูกชายทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัด ทั้งสองคนส่งเงินมาให้พ่อกับแม่ใช่อย่างไม่ขาดมือ ที่สายทิพย์ช่วยดูแลลูกสาวให้กับพลอยนารานั้นก็ไม่ได้คิดค่าจ้างแพงอะไรเลย เพราะอยากช่วยเหลือสองแม่ลูกเท่านั้น
“ก็คงจ่ายเพิ่มไม่เยอะหรอกค่ะ รถมีพรบ.อยู่นาราก็คงต้องจ่ายค่าเสียเวลาและค่าทำขวัญแค่นั้นเองค่ะ”
“ถ้าไม่พอยังไงก็ต้องบอกยายนะลูก”
“พอค่ะยาย นารายังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง” พลอยนาราไม่อยากรบกวนสายทิพย์ไปมากกว่าที่เป็นอยู่
เธอคำนวณดูแล้วคิดว่าคงช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลกับซ่อมรถจักรยานยนต์ของคนเจ็บได้โดยที่ตัวเองไม่เดือดร้อน
แต่....
โชคชะตามักชอบเล่นตลกกับเธอเสมอ ทุกอย่างที่พลอยนาราวางไว้มันผิดแผนไปหมด เมื่อเย็นวันหนึ่งพิมพ์พิชาก็ปวดท้องอย่างหนัก พลอยนาราตกใจจนหน้าถอดสี เธอรีบพาลูกสาวไปยังโรงพยาบาลเอกชนที่ใกล้ที่สุด
เสียงร้องไห้ของลูกสาวทำให้พลอยนาราไม่อาจทนเห็นได้ ถ้าเลือกเจ็บได้หญิงสาวก็พร้อมที่จะแลก แต่ในเมื่อมันทำไม่ได้เธอก็ได้แต่ปลอบใจและคอยอยู่ข้างกายลูกสาวเพียงเท่านั้น
หลังจากใช้เวลาตรวจไม่นานแพทย์ประจำห้องฉุกเฉินก็แจ้งว่าพิมพ์พิชานั้นพิมพ์พิชานั้นมีอาการของโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน และต้องได้รับการผ่าตัดด่วนที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ไส้ติ่งแตก
“น้องมีประกันสุขภาพไหมคะคุณแม่” เจ้าหน้าที่แผนกเวชระเบียนเอ่ยถามขึ้นอย่างสุภาพ ขณะเตรียมคีย์ข้อมูลเพื่อกรอกเอกสารทั้งหมดให้ครบถ้วนก่อนจะส่งตัวเด็กหญิงเข้าห้องผ่าตัด
“ไม่มีค่ะ ถ้าไม่มีจะผ่าไม่ได้เหรอคะ” ที่ผ่านมาเธอเคยคิดที่จะทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพให้ลูกสาวแต่ก็ผัดวันประกันพรุ่ง จนเวลาล่วงเลยผ่านไปเรื่อยมาจนเกิดเรื่อง
“เปล่าค่ะคุณแม่ ทางเราไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น โรงพยาบาลเราผ่าตัดให้ได้ค่ะ เราแค่ต้องการข้อมูลสิทธิการรักษาเท่านั้น ถ้าเกิดว่าน้องมีประกัน ทางเราจะได้ช่วยเลือกประเภทห้องพักฟื้นให้ตรงกับจำนวนวงเงินที่ทำไว้ แต่ในกรณีที่ไม่มีประกัน คุณแม่ก็สามารถเลือกเองได้เลยค่ะว่าจะให้น้องออกมาอยู่ห้องพักฟื้นรูปแบบไหนหลังจากผ่าตัดเสร็จ”
เจ้าหน้าที่ยื่นใบเสนอราคาค่าประเมินการผ่าตัดและการนอนพักฟื้นในโรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ให้พลอยนาราดู
