บทที่ 8 ชื้อมาแพง
ผู้เป็นเจ้าของจวนส่งสายตาเชิงตำหนิไปให้บุตรสาวคนรองหนึ่งที ฟู่เหยาเหยาเห็นบิดาดุ นางก็ทำหน้าสลดนิ่งเงียบ หันไปขออภัยแขกของบิดาจากนั้นก็หมุนกายออกไปจากเรือนต้อนรับในทันที
เมื่อได้กลับมาอยู่กันตามลำพังอีกครั้ง ฟู่ซิ่งจึงเริ่มสนทนากับลู่เจียงต่อ
“สตรีเมื่อครู่คือบุตรสาวคนรองของข้า ตอนที่นางเดินเข้ามาตราหยกประจำกายยังคงเหน็บเอาไว้ที่เอว ผู้ที่เกิดเรื่องในเวลานี้ย่อมไม่ใช่เหยาเหยา” เห็นว่าบุตรสาวคนรองปลอดภัยเขาก็คลายกังวล
“งั้นก็แสดงว่าเป็น บุตรสาวคนโตของท่าน...” ลู่เจียงรู้สึกประหลาดใจ เพราะได้ยินชื่อเสียงในด้านไม่ดีของนางมาบ้างไม่มากก็น้อย นางไม่น่าจะเป็นคนดีเช่นนั้น
กลับกันเมื่อฟู่ซิ่งรู้ว่าเป็นบุตรสาวคนโต ก็ยิ่งร้อนใจมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่ว่านางไปก่อเรื่องอะไรหรอกใช่ไหม
“อิ๋งอิ๋งไปก่อเรื่องอะไรให้ท่านอ๋องไม่สบายใจหรือไม่” เขาทั้งเป็นห่วง ทั้งกังวลเนื่องด้วยรู้นิสัยของบุตรสาวดีกว่าใคร
“ไม่ ๆ ท่านโหวอย่าเพิ่งคิดในแง่ร้าย คุณหนูไม่ได้ไปก่อเรื่องไม่ดี นางทำสิ่งที่ดีต่างหาก” จากนั้นลู่เจียงจึงเริ่มเล่าความเป็นไปความเป็นมาที่เกิดขึ้นให้กับผู้เป็นเจ้าของเรือนฟังทันที “เรื่องมีอยู่ว่า นางได้ช่วยเหลืออ๋องน้อย เว่ยเจี้ยนไคโอรสเพียงองค์เดียวของเว่ยอ๋องเอาไว้ จนได้รับบาดเจ็บ เวลานี้นางนอนสลบไม่ได้สติอยู่ที่จวนพักร้อนของท่านอ๋อง”
สิ่งที่องครักษ์หนุ่มเล่าออกมา ยิ่งฟังฟู่ซิ่งยิ่งไม่เข้าใจ สตรีอย่างบุตรสาวเขานั่นหรือ จะมีน้ำใจยื่นมือไปช่วยผู้อื่น
“นางทำเช่นนั้นจริง ๆ หรือ?” ผู้เป็นบิดาถามให้แน่ใจอีกครั้งเพราะเกรงว่าตัวเองจะได้ยินผิดไป ด้วยเพราะบุตรสาวไม่ได้มีนิสัยเช่นนั้น
“เป็นจริงขอรับ โชคดีที่เว่ยอ๋องไปช่วยนางออกมาได้ทัน ไม่เช่นนั้นคุณหนูคงถูกพวกสารเลวพวกนั้นจับไปขายหอนางโลมนางโลม” ลู่เจียงเล่าความจริงทั้งหมดโดยมิได้ปิดบัง
สีหน้าของผู้เป็นบิดาซีดเผือด เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไรกัน สองมือกำหมัดแน่น โชคดีที่นางได้เว่ยอ๋องเข้าไปช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้นเขาจะไปสู้หน้าภรรยาในปรโลกได้อย่างไรกันหากปล่อยให้อิ๋งอิ๋งเกิดเรื่อง
“พ่อบ้านฟู่ สั่งคนไปตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ส่วนข้าจะไปกับองครักษ์ลู่เพื่อไปรับนางกลับบ้าน”
------------------------
ความรู้ทางการแพทย์ของเว่ยอ๋องไม่เป็นรองใคร เขาตรวจอาการของนางดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน พบว่าร่างกายนางไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ก็จะมีแต่เพียงร่างกายอ่อนแอเกินไปก็เท่านั้น ที่สลบไปแล้วยังไม่ฟื้นก็คงจะเป็นเพราะเหนื่อยและอ่อนแรง สตรีตัวเล็กที่ดูไร้พิษสงยามหลับก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูดีไม่น้อย
ร่างสูงเผลอจ้องมองนาง ตาไม่กะพริบ เส้นผมดำขลับ ผิวกายขาวเนียนละเอียดประดุจหยกขาว ที่บุตรชายบอกเอาไว้ ว่านางงดงามเกินกว่าสตรีชาววังนับว่าไม่เกินจริง
จ้องมองนางอย่างเพลิดเพลินอยู่ครู่ใหญ่ สตรีขี้เซาผู้นี้ก็ดูคล้ายกับกำลังจะตื่น แพรขนตากะพริบถี่ ๆ ผู้เป็นเจ้าของดวงตากลมโตสีดำสนิทก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นอย่างช้า ๆ
สตรีตัวเล็กบิดขี้เกียจอยู่บนที่นอนสองสามครั้ง จมูกของนางยังคงได้กลิ่นน้ำหมักอยู่จาง ๆ คงเป็นเพราะนางถูกจับเอาไปขังไว้ในห้องสกปรกโสโครกนั่นอยู่นาน ทำให้มีกลิ่นพวกนั้นติดตัวมาบ้าง เมื่อรับรู้ได้ถึงความนุ่มนิ่มของฟูกนอน ก็ทำให้นางเบาใจไปได้เปลาะหนึ่ง แสดงว่าบิดาของนางคงไปช่วยเหลือนางออกมาแล้ว
แต่เมื่อลืมตาขึ้นกลับพบบุรุษผู้หนึ่งกำลังนั่งจ้องใบหน้าของนางตาไม่กะพริบ คนตัวเล็กตกใจจนตัวสั่น
“เจ้าเป็นใคร” ฟู่ลี่อิ๋งดีดตัวขึ้นมานั่งพร้อมกับขยับเข้าไปด้านในสุดของเตียง
“ข้าเป็นใครงั้นหรือ” บุรุษตัวสูงทวนคำถามของนาง ท่าทางยียวนกวนประสาท
“ใช่!! ข้าถามว่าเจ้าเป็นใคร” เจ้าตัวน้อยบอบบางเชิดใบหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่งแต่ก็แฝงไปด้วยความหวั่นเกรง
ท่าทางของนางดูหวาดกลัว เนื้อตัวสั่นเทาประดุจกระต่ายน้อยที่กำลังถูกล่า เว่ยเจิ้งหยางจึงคิดเรื่องสนุกออก
“ข้าก็เป็นว่าที่สามีเจ้าอย่างไรล่ะ ข้าซื้อเจ้ามาจากหอนางโลมในราคาแพงลิบลิ่ว” เขากอดอกขยับตัวเข้าไปใกล้นางขึ้นเรื่อย ๆ
“ไม่ ข้าไม่ใช่ภรรยาเจ้า” ร่างเล็กแบบบางน้ำตาไหลริน “ข้า...ข้าเป็นคุณหนูใหญ่จวนโหว ข้าจะไม่แต่งกับคนธรรมเช่นเจ้าหรอกนะ” นางกอดตัวเอง น้ำตาก็ยังคงไหลพรากไม่หยุด
“ข้านี่นะหรือคนธรรมดา” เขานึกขันในหล้านี้มีแค่เพียงสองคนเท่านั้นที่อยู่เหนือเขา สีหน้าของเว่ยเจิ้งหยางเริ่มขุ่นมัว
“ใช่...” นางพินิจพิจารณาใบหน้าของบุรุษตรงหน้าให้ถ้วนถี่ ในหัวก็คิดต่อรอง ไม่ได้สิอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ นางจะอวดดีเย่อหยิ่งไม่ได้ “ขะ...ข้า ไม่สิ คุณชาย ปล่อยข้ากลับบ้านเถิด ข้าเป็นแค่สตรีธรรมดา” ฟู่ลี่อิ๋งพยายามสะกดเสียงสะอื้นของตัวเองเอาไว้และต่อรองกับบุรุษตรงหน้าด้วยเหตุผล
“ข้าซื้อเจ้ามาตั้งแพง ปล่อยไปง่าย ๆ ได้อย่างไรกัน”
“แพงเหรอ แพงขนาดไหนกันเชียว ที่บ้านข้ามีเงินเยอะ....” นางรีบเอามือปิดปากตัวเองไม่ให้บุรุษตรงหน้ารู้ว่าบ้านนางร่ำรวยแค่ไหน
“ที่บ้านเจ้ามีเงินเยอะแค่ไหนกันเชียว” เขาขยับเข้าไปประชิดตัวนางเรื่อย ๆ ชายหนุ่มทำจมูกฟุดฟิด “แต่เจ้าตัวเหม็นมากเลย น่าเสียดายจริงๆ ซื้อมาแพงเกินไป”
“ใช่ไหมล่ะ ข้าตัวเหม็นมาก งั้นก็ปล่อยข้ากลับบ้าน จากนั้นข้าจะไปขอเงินท่านพ่อมาคืนเจ้า” ฟู่ลี่อิ๋งเจรจาพาที ริมฝีปากเล็กพูดจาเจื้อยแจ้วในขณะที่ขอบตาก็เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งคราบน้ำตา
ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ ให้เว่ยเจิ้งหยางขยับเข้าไปใกล้ชิดนางมากขึ้น ยิ่งเห็นนางตัวสั่นยิ่งสนุก ตอนที่กำลังจะยื่นหน้าเข้าไปจุมพิต กลับถูกเสียงเล็ก ๆ อันคุ้นเคยห้ามปราม
“ท่านพ่อ ท่านจะทำอะไรพี่สาว” เด็กชายวิ่งเข้ามาผลักบิดาออกไปได้ทันก่อนที่เขาจะทำอะไรกับพี่สาวคนสวย
“ไคไค” เมื่อเห็นว่าเป็นเด็กชายตัวน้อยที่นางเพิ่งช่วยเหลือ ฟู่ลี่อิ๋งก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นอีกครา “เจ้าปลอดภัย”
“ใช่แล้วข้าปลอดภัย” เด็กชายซุกใบหน้าแนบกับอกของพี่สาว ท่าทางสนิทสนมชิดเชื้อ
ส่วนเว่ยเจิ้งหยางก็รู้สึกโล่งอกที่เขายังไม่ได้ล่วงเกินนาง แต่ก็รู้สึกเสียดายอยู่ลึก ๆ
