บทที่ 1 วันโลกถล่ม
สายฝนที่เทกระหน่ำลงมาในค่ำคืนนี้ ราวกับจะตอกย้ำความมืดมิด ในหัวใจของ ‘ยลลดา’ หรือ ‘แยม’
หญิงสาวในชุดเดรสสีดำสนิทนั่งคุกเข่าอยู่หน้าป้ายอัฐิของผู้เป็นบุพการีภายในศาลาวัดอันเงียบสงัด
ใบหน้าหวานที่เคยสดใส ตอนนี้กับซีดเซียวและเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ที่แยกไม่ออกว่าเป็นสายฝนหรือหยดน้ำตาของเธอเอง
วันนี้เป็นวันครบรอบสิบห้าปีของการจากไปของพ่อและแม่ และมันยังเป็นวันที่ตอกย้ำว่า เธอไม่เหลือใครในโลกใบนี้อีกแล้ว
“พ่อคะ แม่คะ หนูคิดถึงพ่อกับแม่เหลือเกิน” เรียวมือเล็กที่สั่นเทาเอื้อมไปแตะรูปภาพของใบหน้าที่คุ้นเคย
เหตุการณ์อุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสิบห้าปีก่อน ไม่เพียงแต่พรากชีวิตคนที่เธอรักที่สุดไป แต่มันยังพรากเอาความทรงจำในช่วงวัยเด็กของเธอไปด้วย
แยมตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลพร้อมกับสมองที่ว่างเปล่า จำไม่ได้แม้กระทั่งว่าตัวเองเคยหัวเราะอย่างไร หรือเคยมีความสุขแค่ไหนก่อนหน้านั้น สิ่งเดียวที่เยียวยาเธอมาตลอดคือความฝันเลือนรางเกี่ยวกับ ‘พี่ชายข้างบ้าน’
คนหนึ่งในวัยเด็กของเธอ... พี่ชายที่เธอจำหน้าไม่ได้ จำชื่อไม่ได้ รู้เพียงแค่ว่า อ้อมกอดของเขานั้นอบอุ่นและปลอดภัยเหลือเกิน
แต่ความอบอุ่นนั้นมันก็เป็นแค่เรื่องเพ้อฝันในอดีตเท่านั้น
หญิงสาวก้มหน้าร้องไห้จนตัวโยน ความโดดเดี่ยวบีบคั้นหัวใจจนแทบหายใจไม่ออก
ทว่าสิ่งที่ทำให้โลกของเธอถล่มทลายลงมาอย่างสิ้นเชิงในวันนี้ กลับไม่ใช่แค่ความเหงาจากการเป็นกำพร้า แต่เป็นข้อความและรูปภาพที่ส่งเข้ามาในโทรศัพท์มือถือเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้
รูปถ่ายของ ‘นนท์’ แฟนหนุ่มที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแรกๆ ผู้ชายที่สัญญาว่าจะสร้างอนาคตด้วยกัน และบอกว่าจะอยู่เคียงข้างเธอในวันที่โลกใจร้าย
แต่ตอนนี้เขากำลังนอนกอดก่ายอยู่บนเตียงอย่างเริงร่ากับผู้หญิงอีกคน และผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่แยมไว้ใจที่สุด
‘คนรักของเธอ ฉันขอแล้วกันนะแยม ถือว่าเป็นของขวัญวันเรียนจบให้กับฉันนะเพื่อนรัก’
ข้อความเย้ยหยันจากอดีตเพื่อนรักยังคงกรีดลึกอยู่ในหัวใจ เธอแค่นยิ้มทั้งน้ำตาด้วยความสมเพชตัวเอง วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของพ่อแม่...
วันนี้เป็นวันที่รู้ว่าแฟนนอกใจ...
วันนี้เป็นวันที่เพื่อนสนิทหักหลัง...
ชีวิตของนักศึกษาจบใหม่อย่างเธอในวัยยี่สิบห้าปีดิ่งลงเหวอย่างไร้ชิ้นดี
“รอดชีวิตจากอุบัติเหตุวันนั้นมาทำไม... รอดมาให้โลกมันใจร้ายใส่แบบนี้เหรอ?” เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ตัดพ้อให้กับชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้
หญิงสาวพยุงร่างอันไร้เรี่ยวแรงของตัวเองลุกขึ้น เธอเดินฝ่าสายฝนที่ตกหนักออกมาถนนใหญ่โดยไม่มีร่มสักคันช่วยบัง
แสงไฟจากหน้าร้านอาหารและสถานบันเทิงหรูย่านใจกลางเมืองสะท้อนผ่านม่านน้ำตา ร่างเล็กเดินอย่างไร้จุดหมายจนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าคลับหรูแห่งหนึ่ง ป้ายไฟนีออนสลัวสีแดงก่ำส่องประกายท่ามกลางความมืด
แยมเดินตากฝนจนเนื้อตัวเปียกปอน เธอเดินเข้าไปข้างในทันที เสียงดนตรีและกลิ่นอายของน้ำเมาผสมน้ำหอมราคาแพงอบอวลไปทั่วชั้นล่าง หญิงสาวเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์บาร์ สั่งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์แรงที่สุดมาดื่มประชดชีวิต แก้วแล้วแก้วเล่า...
ความขมของน้ำเมาไหลผ่านลำคอ แต่มันยังเทียบไม่ได้กับความขมขื่นในใจของเธอ รสชาติของความทรยศมันเจ็บปวดจนเธออยากจะลืมทิ้งไปให้หมด
ในเวลาเดียวกัน ณ ชั้นบนสุดของคลับหรู ห้องวีไอพีส่วนตัวที่ผนังเป็นกระจกนิรภัยด้านเดียวสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวทั้งหมดด้านล่างได้อย่างชัดเจน
ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิทนั่งอยู่บนโซฟาหนังท่ามกลางความมืด บรรยากาศรอบตัวเขาเต็มไปด้วยความกดดันและน่าเกรงขาม จนลูกน้องชุดดำที่ยืนเฝ้าอยู่รอบห้อง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ภาคิรันย์’ หรือ ‘รันย์’ มาเฟียหนุ่มทรงอิทธิพลวัยสามสิบแปดปี เจ้าของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์และสถานบันเทิงมูลค่าหมื่นล้าน
ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาราวกับรูปปั้น ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นมองลงไปยังเบื้องล่างด้วยความเบื่อหน่าย
สายตาของเขาจับจ้องไปยังผู้คนนับร้อยที่กำลังโยกย้ายส่ายสะโพกเหมือนพวกไร้สติ สำหรับภาคิรันย์แล้ว ผู้หญิงก็เป็นเพียงแค่สิ่งมีชีวิตที่น่ารำคาญและเข้าหาเขาเพื่อหวังเงินทองหรืออำนาจ
ไม่เคยมีใครสะดุดสายตาหรือเฉียดเข้าใกล้หัวใจของซาตานตนนี้ได้เลย ยกเว้นเพียงแค่ ‘เด็กหญิงตัวน้อย’ ในความทรงจำเมื่อสิบกว่าปีก่อน
เด็กผู้หญิงที่เคยวิ่งเล่นกับเขา แล้วก็ให้คำหมั้นสัญญาไว้ ว่าโตขึ้นมา เขาจะมาขอเธอแต่งงานให้ได้
สิบกว่าปีที่เขาพลิกแผ่นดินตามหาเธอ หลังจากที่ครอบครัวของเธอประสบอุบัติเหตุและหายสาบสูญไป
แต่โชคชะตากลับเล่นตลกเมื่อเขาเพิ่งได้เบาะแสว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ แถมเธอยังเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลอีกตั้งหาก
แล้วจู่ๆ สายตาคมเข้มของมาเฟียหนุ่มก็สะดุดกึกอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ทันที ร่างเล็กเปียกปอนในชุดเดรสสีดำกำลังยกแก้วเครื่องดื่มเข้าปากด้วยท่าทางไม่สู้ดีนัก
ใบหน้าหวานที่ซบลงกับท่อนแขนร้องไห้อย่างโดดเดี่ยว ทำให้หัวใจของภาคิรันย์กระตุกฮวบอย่างแรง
ร่างกายหนาแข็งค้าง ยืนนิ่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ แล้วก็ไม่คิดไม่ว่าจะเจอเธอ
เพราะตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เขาตามหาเธอมาตลอด ทว่าตามหายังไงก็ตามหาไม่เจอสักที
“แยม...” ภาคิรันย์เอ่ยพูดเสียงพึมพำออกมาแผ่วเบา แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกมหาศาลที่กักเก็บมาสิบกว่าปี
เขาจำใบหน้านั้นได้ดี... แม้เธอจะโตขึ้นเป็นสาวสวยสะพรั่งจนผิดหูผิดตา แต่นัยน์ตากลมโตและดวงหน้าหวานละมุนที่เขาเคยจดจำไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจไม่มีวันเลือนหายไปไหนได้เลย
