บทที่ 2 EP2 กูไม่ได้ป้องกัน

หญิงสาวทำท่าจะเดินกระแทกส้นเท้าไปรื้อตู้เสื้อผ้าบานใหญ่ของเขาอย่างที่พูดจริงๆ ปรินทร์เห็นท่าไม่ดีจึงรีบกระโจนลงจากเตียงเข้ามารวบเอวคอดกิ่วไว้จากด้านหลัง สัมผัสอุ่นวาบที่แนบชิดแผ่นหลังเปลือยเปล่าทำให้คนในอ้อมกอดชะงักกึก เธอสัมผัสได้ถึงความแข็งขึงบางอย่างที่ดุนดันอยู่บริเวณสะโพก ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ข้างแก้มพร้อมกับเสียงกระซิบที่เปลี่ยนจากน้ำเสียงกวนประสาทเป็นเสียงทุ้มต่ำนุ่มลึกที่ชวนให้ใจสั่นไหวอย่างรุนแรง

“โอ๋ ไม่งอนนะครับคนสวย แค่หยอกเล่นนิดเดียวเอง อยู่กับกูทีไรมึงชอบทำหน้าเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ ยิ้มหน่อยสิวะ เวลายิ้มมึงสวยกว่าตอนทำหน้ายักษ์ตั้งเยอะ รู้ตัวบ้างไหม”

ประโยคสั้นๆ ที่แฝงไปด้วยความห่วงใยในแบบฉบับของปรินทร์ทำให้กัญญาภัคเผลอใจเต้นแรงอีกครั้ง ทั้งที่พร่ำบอกตัวเองเสมอว่าห้ามหวั่นไหว ห้ามคิดเกินเลย และห้ามเผลอใจไปรักคนอย่างเขาเด็ดขาด เพราะกฎเหล็กของการมีความสัมพันธ์ทางกายคือห้ามเอาความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ดูเหมือนว่าทั้งเธอและเขากำลังเล่นตลกกับความรู้สึกของตัวเองอยู่โดยไม่รู้ตัว

ชายหนุ่มยอมปล่อยท่อนแขนออกจากเอวบางแล้วเดินไปเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน เขาหยิบชุดชั้นในและมินิเดรสตัวสวยที่แอบเอาไปซ่อนไว้ออกมาส่งคืนให้หญิงสาวด้วยท่าทางเก๊กขรึมกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่าง คนตัวเล็กกระชากเสื้อผ้ามาถือไว้แน่นแล้วรีบจ้ำอ้าวหนีเข้าห้องน้ำไปทันทีเพื่อหลบซ่อนใบหน้าที่เริ่มร้อนผ่าว เธอไม่อยากให้เขาเห็นว่าคำพูดเพียงไม่กี่คำของเขานั้นมีอิทธิพลต่อหัวใจที่บอบช้ำของเธอมากแค่ไหน

หยาดน้ำเย็นฉ่ำจากฝักบัวไหลชโลมร่างระหงเพื่อชำระล้างคราบเหงื่อไคลและความเหนื่อยล้า กัญญาภัคยืนเหม่อมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกเงาบานใหญ่ รอยจูบสีแดงช้ำที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วลำคอและเนินอกตอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ถลำลึกจนยากจะถอนตัว เธอปล่อยให้น้ำตาเม็ดเล็กไหลรินปะปนไปกับสายน้ำ พร้อมทั้งตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าทำไมถึงยอมลดทอนคุณค่าของตัวเองมาเป็นเพียงแค่คู่นอนของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิท ทั้งที่รู้เต็มอกว่าปรินทร์ไม่เคยคิดจะหยุดอยู่ที่ใคร เขาเป็นดั่งสายลมที่ไร้จุดหมาย เป็นไฟที่พร้อมจะแผดเผาทุกคนที่เข้าใกล้ แต่เธอก็ยังโง่ยอมกระโดดเข้ากองไฟนั้นเพียงเพราะคำว่ารักที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งของหัวใจ

รอยร้าวในความสัมพันธ์ฉันมิตรเริ่มต้นขึ้นเมื่อคืนวันฉลองสอบเสร็จเมื่อหลายเดือนก่อน คืนนั้นแอลกอฮอล์เปลี่ยนสายตาที่เคยมองกันอย่างบริสุทธิ์ใจ ให้กลายเป็นความปรารถนาอันเร่าร้อน ปรินทร์พังทลายเส้นกั้นบางๆ นั้นลงด้วยจูบที่เปี่ยมไปด้วยความเมามายและความหิวกระหาย และเธอก็โง่เขลาเกินกว่าจะผลักไสสัมผัสจาบจ้วงนั้นออกไป นับจากคืนนั้นสถานะของพวกเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล กลายเป็นความลับที่ต้องซ่อนเร้น กลายเป็นความผูกพันทางกายที่ปราศจากความชัดเจนทางใจ ยิ่งนานวันเข้ากัญญาภัคก็ยิ่งตระหนักว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่ถลำลึกตกลงไปในหลุมรักที่ไม่มีทางออก

ในขณะที่อีกฝ่ายยังคงทำตัวเป็นเพลย์บอยลอยชาย ใช้ชีวิตอย่างอิสระโดยไม่เคยแยแสว่าการกระทำหวงก้างของเขาจะทำให้ใครบางคนต้องทรมานกับความหวังลมๆ แล้งๆ มากเพียงใด

หลังจากจัดการธุระส่วนตัวและลบร่องรอยความอ่อนแอทิ้งไปจนหมดสิ้น หญิงสาวเดินออกมาจากห้องน้ำก็พบว่าเจ้าของห้องแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วเช่นกัน เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวสวมทับด้วยเสื้อช็อปวิศวะสีกรมท่าและกางเกงยีนส์ขาดเข่าสุดเท่ ผมเผ้าที่เคยยุ่งเหยิงถูกเซ็ตทรงอย่างดีเผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาที่ทำให้สาวๆ ทั้งมหาวิทยาลัยต่างพากันพร้อมใจถวายตัวให้ เธออดไม่ได้ที่จะแอบชื่นชมความดูดีของเพื่อนสนิทคนนี้ในใจ แม้ว่าสันดานดิบของเขาจะน่ามันไส้และเห็นแก่ตัวแค่ไหนก็ตาม

“เดี๋ยวกูไปส่งหน้าคณะ มึงแวะซื้อข้าวเช้าให้กูด้วยนะ หิวจนไส้จะกิ่วแล้วเนี่ย”

ปรินทร์พูดพลางควงกุญแจรถสปอร์ตในมือเล่นแล้วเดินนำออกไปโดยไม่รอฟังคำตอบ กัญญาภัคได้แต่กลอกตามองเพดานด้วยความระอาใจ ก่อนจะเดินตามหลังร่างสูงโปร่งนั้นไปอย่างเงียบๆ ตลอดทางเดินไปยังลานจอดรถส่วนตัวของเพนต์เฮาส์ ทั้งคู่ต่างตกอยู่ในความเงียบที่ไม่ได้น่าอึดอัดแต่กลับเต็มไปด้วยความคุ้นเคยที่บาดลึกอยู่ในความสัมพันธ์อันคลุมเครือ

ถนนสายหลักที่มุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัยคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์หลากหลายยี่ห้อ ที่ขยับเขยื้อนไปได้อย่างเชื่องช้าตามสภาพการจราจรในเช้าวันหยุด กัญญาภัคทอดสายตามองทิวทัศน์สองข้างทางอย่างไร้จุดหมาย

บรรยากาศภายในรถสปอร์ตคันหรูเงียบสงบ มีเพียงเสียงเพลงสากลจังหวะหนักหน่วงที่เปิดคลอเบาๆ ปรินทร์ขับรถด้วยท่าทางผ่อนคลาย มือข้างหนึ่งจับพวงมาลัยส่วนมืออีกข้างวางพาดไว้บนเกียร์ตามความเคยชิน ส่วนหญิงสาวเอาแต่นั่งคิดวนเวียนอยู่กับความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียกนี้ เธอรู้ดีว่าตัวเองกำลังเล่นกับไฟ และไฟกองนี้มันพร้อมที่จะเผาไหม้หัวใจของเธอให้เป็นจุณได้ทุกเมื่อหากเธอยังไม่รีบก้าวถอยออกมา

“เมื่อคืนกูไม่ได้ป้องกันนะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป