บทที่ 1 ดอกไม้ที่แอบบานในใจ

ดอกไม้ที่แอบบานในใจ

เสียงเครื่องยนต์ของยุโรปคันหรูที่แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าคณะมนุษยศาสตร์ ดึงสายตาเหล่านักศึกษาใหม่และผู้ปกครองที่อยู่แถวนั้นให้หันไปมองเป็นตาเดียว แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนโดยเฉพาะสาวๆ ต้องหยุดมองสบตาซ้ำ คือร่างสูงของผู้ชายในชุดสูทสากลสีเข้มที่กำลังก้าวลงมาจากเบาะคนขับ

ภวินท์ในวัยยี่สิบแปดปีเป็นผู้ชายประเภทที่เดินไปไหนก็เป็นจุดสนใจได้ง่ายๆ รูปร่างของเขากำยำและสูงโปร่งแบบคนออกกำลังกายสม่ำเสมอ ใบหน้าคมคายติดจะนิ่งสนิทและดุดันตามนิสัยของคนบ้างานที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบของธุรกิจตระกูลตั้งแต่อายุยังน้อย

ทว่าทันทีที่สายตาคมกริบมองไปเห็นเด็กสาวที่นั่งรออยู่ตรงม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ ความเย็นชาบนใบหน้าของเขาก็มลายหายไปจนหมดสิ้น

“พี่วิน”

มินตราในวัยสิบแปดปีลุกขึ้นยืนทันที ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราตามวัยแรกรุ่นเบิกบานด้วยรอยยิ้มกว้าง เธออยู่ในชุดนักศึกษาใหม่เอี่ยม เสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวกับกระโปรงพลีทยาวคลุมเข่า รูปร่างของเธอค่อนข้างเล็กและบอบบางเมื่อเทียบกับโครงสร้างใหญ่โตของเขา

ดวงตากลมโตฉายแววเทิดทูนและดีใจอย่างปิดไม่มิด นิสัยของมินตราเป็นคนมองโลกในแง่ดี อ่อนโยน และมักจะเกรงใจคนอื่นเสมอ แต่ในขณะเดียวกันเธอก็มีความตั้งใจจริงและซ่อนความดื้อรั้นเอาไว้ข้างในหากเป็นเรื่องที่เธอตัดสินใจแล้ว

“รอนานไหมมิน พี่ขอโทษที พอดีประชุมลากยาวไปหน่อย กว่าจะปลีกตัวออกมาได้ก็เลทไปครึ่งชั่วโมงเลย” ภวินท์เดินเข้ามาใกล้ มือหนายกขึ้นลูบหัวเด็กสาวด้วยความเอ็นดูเหมือนที่เคยทำมาตลอดสิบปีที่ผ่านมา

“ไม่นานเลยค่ะพี่วิน มินเพิ่งเคลียร์เรื่องเอกสารรายงานตัวเสร็จแล้วก็นั่งตรวจทานดูอีกรอบพอดี” มินตรายิ้มตาหยิบพลางยื่นใบประกาศผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการให้เขาดู

“นี่ค่ะ มินทำได้แล้วนะ”

ภวินท์รับกระดาษแผ่นนั้นมาดู สายตาของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด มินตราเป็นลูกสาวของอดีตคนขับรถเก่าแก่ของตระกูลที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ไปพร้อมกับภรรยา ตั้งแต่มินตราอายุได้เพียงแปดขวบ ภวินท์ที่เห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ นั่งร้องไห้กอดตุ๊กตาผ้าเน่าๆ ในวันงานศพวันนั้นก็เกิดความสงสารจับใจ

เขาจึงขออนุญาตผู้เป็นแม่รับเธอเข้ามาอุปการะ คอยส่งเสียเลี้ยงดู มอบทุนการศึกษา และให้ที่พักอาศัยในเรือนหลังเล็กท้ายสวนของอาณาจักรตระกูลเตชะพิพัฒน์ตลอดมา

สำหรับมินตราแล้ว ภวินท์ไม่ใช่แค่ผู้มีพระคุณที่ให้ชีวิตใหม่ แต่เขาคือโลกทั้งใบ คืออากาศหายใจ และคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอมีและอยากจะรักษาไว้ให้ดีที่สุด

“เก่งมาก มินของพี่เก่งที่สุดเลย” ภวินท์คืนกระดาษให้พร้อมกับเปิดประตูรถให้เธอ

“ไปเถอะ พี่จองร้านอาหารที่มินชอบไว้แล้ว วันนี้พี่จะเลี้ยงฉลองให้เต็มที่ อยากกินอะไรสั่งได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

มินตราก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังนุ่มของรถยนต์คันหรูด้วยหัวใจที่พองโต ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาของเขาที่เพิ่งสัมผัสเส้นผมเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่จนเธอรู้สึกหน้าร้อนผ่าว

ตลอดเวลาสิบปีที่ผ่านมา ภวินท์ไม่เคยปล่อยให้เธอรู้สึกโดดเดี่ยวหรือขาดแคลน แม้ว่าเขาจะงานยุ่งจนแทบไม่มีเวลานอน แต่เรื่องสำคัญของเธอมักจะถูกจัดสรรมาเป็นอันดับแรกเสมอ ความเอาใจใส่และสายตาที่มองมาอย่างอ่อนโยนเหล่านั้น หล่อหลอมให้เด็กหญิงขี้แยในวันวานกลายมาเป็นเด็กสาวที่แอบหลงรักผู้ปกครองของตัวเองจนหมดหัวใจ

ภายในร้านอาหารหรูใจกลางเมืองที่มีความเป็นส่วนตัวสูง แสงไฟสีวอร์มไลท์ขับให้บรรยากาศดูอบอุ่น

ภวินท์คอยตักอาหารคาวหวานให้มินตราไม่ขาดสาย สายตาคู่นั้นที่มองมามีแต่ความเอ็นดู ซึ่งเป็นสายตาที่เขาใช้กับมินตราเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะในสายตาของคนนอกหรือแวดวงธุรกิจ ภวินท์คือทายาทนักบริหารที่เด็ดขาด เย็นชา และน่ากลัวจนไม่มีใครกล้าสบตาตรงๆ แต่สำหรับมินตรา เขาคือพี่วินที่แสนดีคนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

“เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ต้องเจอคนเยอะขึ้น สังคมก็กว้างขึ้น มินต้องดูแลตัวเองดีๆ นะรู้ไหม มีอะไรไม่สบายใจหรือใครมาแกล้งต้องรีบบอกพี่ทันที” ภวินท์พูดขึ้นขณะมองเด็กสาวที่กำลังเคี้ยวอาหารจนแก้มตุ่ย นิสัยกินเก่งแต่ตัวเล็กนิดเดียวของเธอเป็นสิ่งที่เขามองว่าน่ารักและน่าเอ็นดูมาตลอด

“มินดูแลตัวเองได้ค่ะพี่วิน ไม่ต้องห่วงเลย มินจะตั้งใจเรียน จะไม่ทำให้พี่วินต้องผิดหวังหรืออายคนอื่นแน่นอนค่ะ”

“พี่รู้ว่ามินตั้งใจเรียนและเป็นเด็กดีมาตลอด แต่พี่ก็ยังห่วงอยู่ดีนั่นแหละ” ภวินท์วางช้อนลง สายตาคมกริบจริงจังขึ้นเล็กน้อย

“ตอนนี้มินโตเป็นสาวแล้ว หน้าตาก็สะสวยขึ้นทุกวัน ต่อไปเข้ากิจกรรมคณะ คงมีพวกหนุ่มๆ รุ่นพี่รุ่นน้องเข้ามาจีบเยอะแน่ๆ”

คำพูดของเขาทำให้มินตราที่กำลังกลืนน้ำแกงถึงกับสำลักออกมาเล็กน้อย เธอรีบหยิบผ้าเช็ดปากมาซับที่ริมฝีปากพลางส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน ใบหน้าเนียนขึ้นสีระเรื่อ

“ไม่มีหรอกค่ะ มินไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นเลยสักนิด”

“จริงหรือเปล่า แอบมีคนที่ชอบแล้วไม่บอกพี่หรือเปล่า” ภวินท์หัวเราะในลำคอ เสียงทุ้มต่ำที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาทำให้ใจของคนฟังเต้นผิดจังหวะไปหลายครั้ง

“จริงๆ ค่ะ มินอยากเรียนให้จบไวๆ จะได้รีบมาช่วยงานในบริษัทของพี่วิน มินอยากอยู่ช่วยงานใกล้ๆ พี่วินมากกว่าไปสนใจเรื่องไร้สาระพวกนั้นอีกค่ะ” มินตราพูดความในใจออกไปกึ่งหนึ่ง แววตาของเธอใสซื่อทว่ามั่นคงและจริงจังจนคนมองสัมผัสได้

ภวินท์นิ่งไปครู่หนึ่ง เขามองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตคู่สวยที่สะท้อนภาพของเขาอยู่แต่เพียงผู้เดียว ก่อนจะยื่นมือหนาข้ามโต๊ะอาหารไปกุมมือเล็กที่วางอยู่บนตักของเธอไว้เบาๆ กระแสความอบอุ่นแล่นพล่านจากฝ่ามือของเขาเข้าสู่หัวใจของเด็กสาวจนเธอแทบจะลืมวิธีหายใจ

“มินไม่ต้องรีบโตขนาดนั้นก็ได้ ชีวิตของมินทั้งชีวิต พี่ดูแลได้สบายอยู่แล้ว” ภวินท์พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่นอย่างที่เขาชอบทำ

“พี่เคยสัญญาไว้ตั้งแต่วันแรกที่พามินเข้ามาอยู่ในบ้าน ว่าพี่จะดูแลมิน และพี่ก็จะดูแลแบบนี้ไปตลอดชีวิตของพี่นั่นแหละ ไม่ต้องกังวลเรื่องอนาคตหรือเรื่องเงินทองอะไรทั้งนั้น ขอแค่เป็นมินที่น่ารักและเป็นเด็กดีของพี่แบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็พอแล้ว”

คำว่าดูแลไปตลอดชีวิตจากปากของชายหนุ่มที่เป็นดั่งโลกทั้งใบ ทำให้นักศึกษาใหม่อย่างมินตราเก็บเอาไปคิดลึกซึ้งและปักใจเชื่อจนกู่ไม่กลับ

หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความหวังอันแสนหวานที่แอบซ่อนไว้ลึกที่สุด เธอยิ้มตอบเขาด้วยความตื้นตัน โดยที่ไม่รู้เลยว่าคำสัญญาในวันนี้ มันเป็นเพียงความรักความเอ็นดูของผู้ใหญ่ที่มอบให้เด็กในปกครองตามหน้าที่ หรือมีความรู้สึกอื่นใดแอบแฝงอยู่กันแน่ แต่สำหรับมินตรามันคือพันธนาการทางใจที่ผูกมัดเธอไว้กับเขาอย่างสมบูรณ์แบบและไม่มีวันแกะออก

หลังจากมื้ออาหารค่ำอันแสนสุขผ่านพ้นไป ภวินท์ขับรถพามินตรากลับมาส่งที่คฤหาสน์ตระกูลเตชะพิพัฒน์ รถยนต์คันหรูแล่นผ่านประตูรั้วเหล็กดัดขนาดใหญ่ที่มียามเฝ้าตลอดสี่สิบแปดชั่วโมง เข้ามาตามแนวต้นไม้ร่มรื่นที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีต ก่อนจะจอดสนิทที่หน้าตึกใหญ่ทรงยุโรปอันโอ่อ่า

“ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้นะคะพี่วิน แล้วก็ขอบคุณมากๆ ที่สละเวลาไปรับมินด้วยค่ะ” มินตรายกมือไหว้เขาอย่างนอบน้อมพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ

“อืม ฝันดีนะมิน พักผ่อนเยอะๆ พรุ่งนี้เรียนวันแรกอย่าไปสายล่ะ” ภวินท์ยิ้มให้พร้อมกับเอื้อมมือมาโยกหัวเธอเบาๆ อีกครั้งด้วยความเคยชิน

มินตราเปิดประตูลงจากรถ เธอยืนนิ่งอยู่ข้างทางเดิน ส่งสายตามองตามจนกระทั่งภวินท์เดินเปิดประตูเข้าตึกใหญ่ไป แผ่นหลังกว้างที่ดูมั่นคงและปลอดภัยของเขาคือสิ่งที่เธอมองตามและโหยหาอยู่เสมอ มินตรารวบกระเป๋าหนังสือเข้าหาตัวพลางตั้งปณิธานในใจอย่างแน่วแน่

ความแตกต่างเรื่องฐานะและหัวนอนปลายเท้าระหว่างเธอกับเขาเป็นสิ่งที่ใครในบ้านนี้ก็รู้ดี เธอเป็นแค่ลูกคนใช้ที่เขาชุบเลี้ยงด้วยความสมเพชและเมตตา แต่เธอจะไม่ยอมหยุดอยู่แค่จุดนี้ เธอจะตั้งใจเรียนให้เก่งที่สุด จะทำงานให้ดีที่สุด เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อม มีศักดิ์ศรี และคู่ควรที่จะยืนเคียงข้างเขาในฐานะผู้ใหญ่เต็มตัวในอนาคตให้ได้

แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจะหันหลังเพื่อเดินกลับไปยังเรือนพักคนงานหลังเล็กท้ายสวน สัญชาตญาณบางอย่างก็ทำให้มินตราต้องเงยหน้าขึ้นมองไปยังชั้นสองของตึกใหญ่โดยไม่ตั้งใจ

ที่ระเบียงห้องโถงกว้างซึ่งเปิดไฟสว่างไสว แสงไฟจากด้านในส่องให้เห็นร่างระหงของคุณหญิงประภาสิริในชุดผ้าไหมสีเข้มภูมิฐาน ยืนกอดอกมองตรงลงมาที่เธอด้วยสายตาเรียบนิ่ง เย็นชา และว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเมตตาหรือความเป็นมิตรใดๆ สายตาคู่นั้นดั่งน้ำแข็งจัดที่ราดรดลงบนความฝันอันแสนหวานของเด็กสาวในค่ำคืนนี้จนมินตรารู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง

เธอรีบก้มหัวทำความเคารพผู้เป็นเจ้าของบ้านอย่างรวดเร็วก่อนจะรีบสาวเท้าเดินเลี่ยงออกไปในความมืด ความเป็นจริงอันโหดร้ายกำลังตอกย้ำให้มินตราบอกตัวเองทันทีว่า เส้นทางและฝันกลางวันทีเธอวาดเอาไว้ มันไม่ได้ง่ายดายและสวยงามอย่างที่คิดเลยสักนิด ตราบใดที่คุณหญิงประภาสิริยังคงเป็นผู้เป็นใหญ่ของบ้านหลังนี้อยู่

บทถัดไป