บทที่ 10 หัวใจแหลกสลาย 1

หัวใจแหลกสลาย

สายฝนยามค่ำคืนพัดกระหน่ำลงมาจากฟากฟ้าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง หยดน้ำเย็นเยือกปะทะกับผิวกายจนมินตรายืนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ร่างบางในชุดลำลองเปียกโชกแนบชิดไปกับลำตัว 

เรือนผมยาวสลวยลีบติดแก้มเนียนที่บัดนี้ไร้สีเลือด หยดน้ำฝนที่ไหลผ่านโหนกแก้มผสมกลมกลืนไปกับสายน้ำตาที่พรั่งพรูลงมาอย่างไม่อาจแยกแยะ

ภวินท์ก้าวลงมาจากรถหรูด้วยความรีบร้อน สูทสากลเนื้อดีเปียกปอนสายฝนในทันที ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูสง่างามและไร้รอยตำหนิ 

ตอนนี้เต็มไปด้วยเคร่งเครียด ตระนก และเต็มไปด้วยความกังวล ชายหนุ่มก้าวเท้าขายาวๆ เดินตรงเข้ามาหาหญิงสาวที่ยืนตากฝนอยู่กลางลานกว้างหน้าคฤหาสน์

"มิน ทำไมมายืนตากฝนแบบนี้" ภวินท์ตะโกนแข่งกับเสียงสายฝนและเสียงฟ้าร้องที่คำรามกึกก้อง 

ชายหนุ่มเอื้อมมือหนาที่สั่นเทาเล็กน้อยออกไปหวังจะจับไหล่บางเพื่อประคองเธอเข้าไปหลบฝนด้านในบ้าน 

"เข้าบ้านก่อนมิน เดี๋ยวจะไม่สบายเอา"

แต่ว่าทันทีที่ฝ่ามืออบอุ่นของเขาแตะถูกผิวกาย มินตรากลับก้าวถอยหลังหนีสัมผัสของเขาในทันที ร่างบางสะบัดตัวออกจากการจับกุมของชายหนุ่มอย่างแรง 

แววตาที่เคยฉายแววเทิดทูนและแสนรักบัดนี้เต็มไปด้วยความบอบช้ำ เจ็บปวด และสับสนอย่างถึงที่สุด

"อย่ามาแตะตัวมิน" มินตราเค้นเสียงตะโกนตอบกลับไป น้ำเสียงสั่นเครือแหบแห้งแข่งกับเสียงพายุฝน

ภวินท์ชะงักมือค้างกลางอากาศ ชายหนุ่มมองหน้าหญิงสาวด้วยความประหลาดใจและไม่เข้าใจ ท่าทีต่อต้านอย่างรุนแรงแบบนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในตัวของเด็กสาวที่เคยเชื่อฟังและยอมเขาทุกอย่างตลอดสิบปีที่ผ่านมา

"มินเป็นอะไรไป ตั้งสติหน่อยสิมิน มีอะไรเข้าไปคุยกันข้างใน ตากฝนแบบนี้มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยนะ" ภวินท์พยายามปรับน้ำเสียงให้นุ่มนวล เอ่ยปลอบประโลมพร้อมกับก้าวขยับเข้าหาเธออีกครั้ง

"ไม่ค่ะ!!! มินจะไม่ไปไหนทั้งนั้น" มินตราสูดหายใจเข้าลึก ความหนาวเหน็บเกาะจับไปถึงขั้วหัวใจ แต่มันยังไม่หนาวเท่าความชาชินภายในอก มือบางที่เปียกปอนค่อยๆ ชูวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นมาระดับสายตาระหว่างเธอกับเขา

มันคือซองกระดาษสีครีมขอบทองคำแท้ที่บัดนี้เปียกโชกไปด้วยน้ำฝน กระดาษเนื้อหนาบิดเบี้ยวยับยู่ยี่ในกำมือของเธอ แต่ตราประทับตระกูลเตชะพิพัฒน์และตระกูลวรเดชากุลยังคงเด่นชัดอยู่บนหน้าปกการ์ดเชิญงานหมั้น

ภวินท์เบิ่งตากว้างเมื่อเห็นการ์ดแผ่นนั้นในมือของหญิงสาว ความเครียดบนใบหน้าของชายหนุ่มพลันเพิ่มพูนขึ้นเป็นเท่าตัว แววตาคมกริบสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความราบเรียบเพื่อปกปิดความสับสนภายใน

"มินไปเอาการ์ดใบนี้มาจากไหน" ภวินท์ถามเสียงต่ำ

"มินไปเจอคุณดุจดาวมาค่ะ" มินตรารูดยิ้มขื่นทั้งน้ำตา น้ำเสียงสั่นสะท้านไปด้วยความสมเพชตัวเอง 

"ผู้หญิงคนนั้นสั่งให้มินมาเปิดตาดูความจริง ความจริงที่คุณแม่ของพี่และคนทั้งสังคมเขารับรู้กันหมดแล้ว ยกเว้นเด็กโง่ๆ ในบ้านคนนี้คนเดียว"

"มิน ฟังพี่ก่อน" ภวินท์พยายามเอ่ยขัด แต่ถูกมินตราพูดแทรกขึ้นมาทันที

"มินไม่อยากฟังคำแก้ตัวอะไรอีกแล้วค่ะพี่วินมินแค่ต้องการฟังคำตอบจากปากของพี่วินคนเดียว" มินตราก้าวเข้าไปหาเขาอีกหนึ่งก้าว จ้องมองลึกลงไปในดวงตาของชายหนุ่มที่เธอรักหมดหัวใจ 

"พี่วินช่วยบอกมินมาตรงๆ ได้ไหมคะ การ์ดใบนี้มันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม"

ภวินท์ยืนนิ่งท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ หยดน้ำฝนไหลเกาะตามกรอบหน้าและไรผมของชายหนุ่ม 

เขาหลุบสายตาลงต่ำเล็กน้อยเพื่อหลบดวงตาคู่สวยที่เอ่อล้นไปด้วยความบอบช้ำ สมองของเขากำลังประมวลผลอย่างหนัก มรสุมธุรกิจที่เตชะพิพัฒน์กำลังเผชิญ แรงกดดันอย่างหนักหน่วงจากคุณหญิงประภาสิริ หุ้นส่วนที่กำลังจะถอนทุน หากเขาไม่จับมือกับตระกูลวรเดชากุลเพื่อพยุงฐานอำนาจ ทุกอย่างที่เขาทุ่มเทสร้างมาอาจจะพังทลายลงในพริบตา

ความจริงอันเหี้ยมโหดในโลกธุรกิจ บีบบังคับให้เขาต้องเลือกและทางเลือกนั้น ไม่มีพื้นที่สำหรับเด็กกำพร้าไร้ฐานะอย่างมินตรา

ภวินท์เงยหน้าขึ้นสบตากับมินตราอีกครั้ง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเฉกเช่นนักธุรกิจที่ต้องเด็ดขาด ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยคำตอบออกมา

"พี่จะแต่งงานแล้วเหรอคะ" มินตราถามซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แผ่วเบาจนแทบถูกเสียงฝนกลบกลืน

"ครับ"

คำตอบสั้นๆ เพียงคำเดียวเอื้อนเอ่ยออกจากปากของภวินท์ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเล และไร้ซึ่งความปรานีใดๆ คำว่าครับคำนั้นลอยผ่านสายฝนเข้ามาปะทะแก้วหูของมินตรา ราวกับมีดโกนเล่มคมที่กรีดลึกลงกลางหัวใจของเธอจนแหลกสลายไม่มีชิ้นดี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป