บทที่ 3 ความเหมาะสม
ความเหมาะสม
กระจกบานใหญ่ในห้องแต่งตัวสะท้อนภาพหญิงสาวในชุดเดรสยาวสีครีมเรียบหรู มินตราหมุนตัวไปมาเพื่อตรวจความเรียบร้อยเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ใบหน้าหวานที่เพิ่งหายจากพิษไข้ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนอ่อน ดูสดใสขึ้นกว่าหลายวันที่ผ่านมา มือบางเอื้อมไปลูบเนื้อผ้าบริเวณเอวเบาๆ ด้วยความประหม่า
ชุดนี้เธอตั้งใจเลือกอยู่นานเกือบสามชั่วโมง ทุ่มเงินเก็บก้อนเล็กๆ ที่พอมีซื้อมาเพื่อใช้ในงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จยอดขายทะลุเป้าของบริษัทภวินท์โดยเฉพาะ
เธอยังจำความอบอุ่นและคำสัญญาของเขาในคืนที่นอนซมเพราะพิษไข้ได้ดี คำว่าพี่ไม่มีวันทิ้งมินประโยคนั้นกลายเป็นสิ่งชโลมใจที่ทำให้เธอเลือกที่จะมองข้ามคำพูดของคุณหญิงประภาสิริเรื่องนัดดูตัวไปจนหมดสิ้น
มินตราปลอบตัวเองว่าตราบใดที่หัวใจของภวินท์ยังอยู่กับเธอ เรื่องอื่นก็เป็นเพียงอุปสรรคภายนอกที่ต้องผ่านไปให้ได้
"ชุดนี้ดูเรียบร้อยดีใช่ไหมคะป้า พี่วินน่าจะชอบใช่มั้ย" มินตราหันไปถามแม่บ้านสูงวัยที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ
"สวยมากค่ะคุณมิน คุณวินเห็นต้องชมแน่ๆ ค่ะ" ป้าแม่บ้านตอบด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
คำชมนั้นจุดรอยยิ้มกว้างบนริมฝีปากบาง มินตราสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกความมั่นใจให้ตัวเอง ก่อนจะหยิบกระเป๋าถือใบเล็กแล้วก้าวเดินออกจากห้องเพื่อขึ้นรถที่คนขับรถจัดเตรียมไว้ให้
หัวใจของนิสิตสาวพองโตด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม เธอหวังว่างานในค่ำคืนนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เธอจะได้ยืนเคียงข้างเขาในฐานะคนสำคัญ
รถยนต์คันหรูแล่นมาจอดที่หน้าโรงแรมห้าดาวใจกลางเมือง แสงไฟระยิบระยับและพรมแดงที่ปูทอดยาวตั้งแต่ประตูทางเข้าบอกถึงความยิ่งใหญ่ของงานในค่ำคืนนี้
มินตราก้าวลงจากรถพร้อมกับความประหม่าที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แขกเหรื่อที่เดินเข้างานส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจระดับแนวหน้าและเซเลบริตี้ชื่อดัง ทุกคนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมและเครื่องเพชรประกายวับแวม
มินตราสอดส่องสายตามองหาชายหนุ่มที่เธอคิดถึงมาทั้งวัน ทว่าคนที่เดินตรงเข้ามาหาเธอกลับไม่ใช่ภวินท์ แต่เป็นนที มือขวาคนสนิทของเขาที่อยู่ในชุดสูทกริบ
"คุณมินครับ ทางนี้ครับ" นทีเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพพลางผุดรอยยิ้มตามมารยาท
"พี่นที แล้วพี่วินล่ะคะ" มินตราเอ่ยถามทันที สายตายังคงพยายามมองข้ามไหล่ของนทีไปด้านหลัง
"คุณวินกำลังต้อนรับแขกผู้ใหญ่และผู้ถือหุ้นรายใหญ่อยู่ด้านในครับ เลยสั่งให้ผมมารอรับคุณมินก่อน" นทีอธิบายอย่างเป็นงานเป็นการ ก่อนจะผายมือเชิญเธอให้เดินเข้าไปด้านในงาน
มินตราพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แม้จะแอบผิดหวังเล็กๆ แต่เธอก็รู้ดีว่างานนี้สำคัญกับภวินท์มากเค้าไหน
เธอเดินตามนทีผ่านประตูห้องบอลรูมขนาดใหญ่ เสียงดนตรีคลาสสิกบรรเลงขับกล่อมอย่างรื่นหู แสงไฟสปอตไลต์จับไปที่บริเวณหน้าเวทีซึ่งมีโต๊ะกลมตัวยาวหรูหราตั้งอยู่ นั่นคือโต๊ะวีไอพีสำหรับประธานและแขกผู้ทรงเกียรติ ซึ่งมินตรามองเห็นแผ่นหลังกว้างของภวินท์เด่นชัดมาแต่ไกล
แต่แทนที่นทีจะพาเธอเดินตรงไปที่โต๊ะด้านหน้า เขากลับพาเธอเดินเลี่ยงออกไปทางด้านข้าง ทิศทางที่เดินไปนั้นห่างไกลจากเวทีมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่โต๊ะกลมแถวหลังสุด ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับประตูทางเข้าออกของพนักงาน
"คุณมินนั่งตรงนี้นะครับ โต๊ะนี้เป็นโซนของหัวหน้างานและพนักงานทั่วไป ตรงนี้อาหารอร่อยและเป็นส่วนตัวดีครับ" นทีเอ่ยพลางเลื่อนเก้าอี้ให้เธอ
มินตรายืนนิ่ง สายตามองเก้าอี้ตรงหน้าสลับกับโต๊ะวีไอพีด้านหน้าเวทีที่อยู่ไกลลิบ ความรู้สึกหน่วงวาบแล่นจับขั้วหัวใจ ชุดเดรสที่เธอตั้งใจเลือกมาเพื่อเกียรติของเขา ตอนนี้กลับดูจืดชืดและไร้ความหมายเมื่อต้องมานั่งรวมกับพนักงานที่เธอไม่รู้จักเลยแม้แต่คนเดียว
"พี่นทีคะ มินไม่ได้นั่งตรงนู้นกับพี่วินเหรอคะ" มินตราเอ่ยเสียงแผ่ว พยายามสะกดกลั้นความน้อยใจไม่ให้แสดงออกทางสีหน้า
นทีนิ่งไปเล็กน้อย สายตาของเขาฉายแววเห็นใจทว่าเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ เขาถอนหายใจออกมาแผ่วเบาก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ราบเรียบที่สุด
"คุณวินสั่งให้จัดที่นั่งตรงนี้ให้คุณมินครับ ท่านเกรงว่าถ้าคุณมินไปนั่งที่โต๊ะประธานด้านหน้า เวลานักข่าวถ่ายรูปหรือคุณหญิงประภาสิริเห็นเข้า มันจะดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่"
คำตอบของนทีเหมือนค้อนที่ทุบลงกลางใจของมินตรา มือบางกุมกระเป๋าถือแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว
"เหมาะสมงั้นเหรอคะ" มินตราแค่นยิ้มสมเพชตัวเอง
"ระยะห่างระหว่างมินกับพี่วิน มันชัดเจนเสมอเลยนะคะ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือที่งานแบบนี้"
นทีมองท่าทางน่าสงสารของหญิงสาวตรงหน้า เขาเข้าใจความรู้สึกของมินตราดี เพราะเห็นเธอมาตั้งแต่เด็ก แต่ในฐานะมือขวาที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของเจ้านาย เขาจึงจำเป็นต้องพูดความจริงอันโหดร้ายออกไปตรงๆ
"คุณมินต้องเข้าใจนะครับว่า ในโลกธุรกิจ หน้าตาของตระกูลสำคัญที่สุด คุณวินกำลังขึ้นสู่จุดสูงสุด ขยับตัวทำอะไรก็เป็นข่าว การวางตัวและเลือกคนที่จะยืนเคียงข้างออกสื่อมันมีผลต่อความเชื่อมั่นของหุ้นส่วนและภาพลักษณ์ของเตชะพิพัฒน์มากครับ"
คำพูดที่สุภาพทว่าตรงไปตรงมาของนทีทำให้น้ำตาของมินตราช้อนขึ้นมาคลอเบ้าทันที มันไม่มีคำดุด่า ไม่มีคำไล่ส่ง แต่งานนี้คือการขีดเส้นกั้นบางๆ ที่หนาแน่นราวกับกำแพงหินว่าเธอกับภวินท์อยู่คนละโลกกัน
"มินเข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณนะคะพี่นทีที่ช่วยเตือนสติ" มินตราพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้แถวหลังสุดนั้นแต่โดยดี
นทีพยักหน้ารับน้อยๆ "ถ้าคุณมินต้องการอะไรเพิ่มเติม เรียกพนักงานได้เลยนะครับ ผมขอตัวไปดูแลคุณวินก่อน"
มินตรามองตามแผ่นหลังของนทีที่เดินจากไป เธอนั่งอยู่ท่ามกลางเสียงหัวเราะและการชนแก้วของพนักงานในโต๊ะที่คุยกันเรื่องโบนัสและผลงานในปีนี้ ไม่มีใครสนใจเด็กสาวในชุดเดรสสีครีมธรรมดาคนนี้เลยสักคน ความโดดเดี่ยวบีบรัดหัวใจจนเธอรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
เวลาผ่านไปจนถึงช่วงไฮไลต์ของงาน เสียงพิธีกรบนเวทีประกาศกล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติ พร้อมทั้งเรียนเชิญท่านประธานหนุ่มไฟแรงขึ้นมากล่าวเปิดฟลอร์เต้นรำตามธรรมเนียมอันหรูหรา
แสงไฟในฮอลล์เริ่มหรี่สลัวลง แสงสปอตไลต์ดวงใหญ่สาดส่องไปที่กลางเวที ภวินท์ในชุดสูทสากลสุดเเเนวเนี๊ยบก้าวเดินลงมาจากเวทีอย่างสง่างาม ท่ามกลางเสียงปรบมือเกรียวกราว
มินตราเงยหน้ามองภาพนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เธอยังคงหลงใหลในความสมบูรณ์แบบของเขาไม่เคยเปลี่ยน
ทว่าวินาทีต่อมา แสงสปอตไลต์อีกดวงกลับสาดส่องไปยังหญิงสาวอีกคนที่เดินก้าวเข้ามาหาภวินท์
เธอคนนั้นคือ ดาริกา หญิงสาวไฮโซลูกสาวท่านทูตผู้เพียบพร้อมที่เพิ่งกลับมาจากอังกฤษ ชุดราตรีสีน้ำเงินระยิบระยับที่เธอสวมใส่ขับผิวให้ดูผุดผ่องราวกับนางพญา เครื่องเพชรน้ำงามที่ลำคและข้อมือส่องประกายวับแวมบ่งบอกถึงฐานะที่เหนือระดับ ดาริกาส่งยิ้มหวานหยดย้อยให้กับภวินท์ ขณะที่ภวินท์เองก็ยื่นมือหนาออกไปรับมือของเธออย่างนุ่มนวล
ภาพของคนทั้งคู่ที่ยืนเคียงคู่กันกลางฟลอร์เต้นรำช่างดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก เสียงซุบซิบชื่นชมจากโต๊ะรอบข้างดังเข้าหูมินตราไม่ขาดสาย
"อุ๊ย!!! ดูคุณดาริกาสิ เหมาะสมกับคุณวินจังเลยเนอะ"
"นั่นสิ ชาติตระกูลก็ดี ธุรกิจก็เกื้อหนุนกันได้ ข่าวลือที่ว่าจะแต่งงานกันคงเป็นเรื่องจริงแน่ๆ"
มินตรานั่งนิ่งสายตาจับจ้องไปที่รอยยิ้มอบอุ่นของภวินท์ รอยยิ้มแบบเดียวกับที่เขาเคยใช้ชโลมใจเธอในคืนที่เฝ้าไข้ แต่ว่าตอนนี้เขากำลังมอบมันให้ผู้หญิงคนอื่นอย่างเต็มใจ ต่อหน้าสายตาคนนับร้อย
มือบางของมินตรากำชายกระโปรงเดรสสีครีมของตัวเองแน่นจนยับยู่ยี่ น้ำตาที่พยายามกักเก็บไว้ไหลร่วงลงมากระทบหลังมืออย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป ความจริงที่ว่าเธอเป็นเพียงผู้อาศัยในมุมมืดที่ไม่มีวันคู่ควรถูกตอกย้ำจนหัวใจแหลกสลายไม่มีชิ้นดีอยู่ท่ามกลางความมืดหลังห้องเลี้ยงอันหรูหรานี้เอง
