บทที่ 7 ของขวัญและคำสัญญาปลอมๆ 2
ของขวัญและคำสัญญาปลอมๆ
เขารวบเรือนผ้านุ่มสลวยของมินตราไปไว้ข้างหนึ่งอย่างทะนุถนอม นิ้วมือเรียวยาวแตะสัมผัสผิวกายบริเวณต้นคอระหงจนมินตราขนลุกซู่ด้วยความวาบหวาม
ภวินท์ค่อยๆ บรรจงสวมสร้อยคอเพชรเม็ดงามลงบนคอของเธอ ล็อกตะขออย่างเบามือ ก่อนจะก้มลงจูบแผ่วเบาที่บริเวณไหล่เนียนเหนือขอบชุดเดรสสีครีม
ความอบอุ่นจากริมฝีปากและสัมผัสจากสร้อยคอเพชรเย็นเยียบ ทำให้มินตรารู้สึกราวกับกำลังตกอยู่ในความฝัน มือบางยกขึ้นแตะจี้เพชรหยดน้ำกลางอกด้วยความตื่นเต้นและซาบซึ้งใจ
ภวินท์หมุนร่างบางให้หันกลับมาสบตากับเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มประคองใบหน้าหวานไว้ด้วยฝ่ามือทั้งสองข้าง นิ้วโป้งลูบไล้แก้มเนียนอย่างแสนรัก แววตาของเขาเต็มไปด้วยความจริงจังและคำสัญญาที่หนักแน่นยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก
"สร้อยเส้นนี้ พี่สั่งทำเป็นพิเศษเพื่อมินคนเดียว เพชรหยดน้ำนี้หมายถึงน้ำตาของมินที่พี่สัญญาว่าจะไม่ทำให้มันไหลเพราะความเสียใจอีก" ภวินท์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย
"รอพี่อีกหน่อยนะมิน ตอนนี้พี่กำลังสร้างฐานอำนาจในบริษัทให้แข็งแกร่ง พอพี่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยและเรียนจบเมื่อไหร่ คนที่จะยืนเคียงข้างพี่อย่างภาคภูมิ คนที่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงของภวินท์ เตชะพิพัฒน์ จะมีแค่กินคนเดียวเท่านั้น"
คำสัญญาหวานซึ้งที่ออกมาจากปากของชายหนุ่มที่เธอรักหมดหัวใจ กลายเป็นน้ำทิพย์ที่ชโลมบาดแผลในใจของมินตราจนมลายหายไปสิ้น
ความเคลือบแคลงสงสัย ความน้อยเนื้อต่ำใจ และความเจ็บปวดตลอดค่ำคืนพังทลายลงในพริบตา มินตรารูดยิ้มหวานทั้งน้ำตา เธอพยักหน้ารับคำอย่างแสนรัก ก่อนจะยกมือขึ้นกุมมือหนาของเขาที่ประคองแก้มเธอไว้
"มินจะรอค่ะพี่วิน มินเชื่อใจพี่วิน มินจะตั้งใจเรียนให้จบและจะรอวันที่เราจะได้ยืนเคียงข้างกันจริงๆ"
ภวินท์โน้มใบหน้าลงมาประจูบริมฝีปากบางอย่างอ่อนโยนและลึกซึ้ง รสสัมผัสอันนุ่มนวลปนความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างของมินตรา
สายลมราตรีบนดาดฟ้าตึกสูงพัดผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความหวานหวามและความหวังอันเต็มเปี่ยมในหัวใจของเด็กสาวที่ปักใจเชื่อในความรักสิบปีอย่างหมดหัวใจ
คฤหาสน์เตชะพิพัฒน์ยามตีสองเงียบสงบไร้เสียงรบกวน
มินตราก้าวเดินกลับเข้ามาในห้องนอนเล็กท้ายสวนด้วยหัวใจที่พองโตจนแทบปริแตก ความเหนื่อยล้าจากงานเลี้ยงและความเจ็บปวดก่อนหน้านี้ถูกลบล้างไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสุขสมและคำสัญญาของภวินท์ที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในหัว
มินตราเดินไปหยุดยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานเดิม เธอทอดมองภาพตัวเองในกระจก
มือบางค่อยๆ ลูบไล้จี้เพชรหยดน้ำบนสร้อยคอทองคำขาวที่ประกายวับแวมเล่นแสงไฟในห้อง รอยยิ้มเปี่ยมสุขปรากฏบนริมฝีปากบางอย่างไม่อาจปิดบัง เธอหยิบกระเป๋าถือวางลงบนโต๊ะเขียนหนังสือ ก่อนจะเดินไปเปิดปฏิทินแบบตั้งโต๊ะที่วางอยู่ข้างเตียงนอน
นิ้วเรียวสวยค่อยๆ ลากผ่านตัวเลขบนปฏิทิน นานเท่าไหร่แล้วที่เธอทำเครื่องหมายกากบาทนับวันเวลารอคอย
มินตรามองตัวเลขวันสอบตัวสุดท้ายของการเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้ายซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น วันที่เธอจะได้รับปริญญา วันที่เธอจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว และเป็นวันที่เธอจะสามารถยืนเคียงข้างภวินท์ได้อย่างจริงจังตามที่เขาเคยมอบสัญญาไว้
"อีกแค่นิดเดียวเท่านั้นนะมินตรา อดทนอีกแค่นิดเดียว" นิสิตสาวเอ่ยปลอบตัวเองพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยรอยยิ้มเปี่ยมหวัง
เธอเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนุ่ม มือยังคงกุมสร้อยคอที่คอเสื้อไว้แน่น เตรียมตัวที่จะสลัดชุดเดรสออกเพื่อเข้าสู่นิทราอันแสนหวานพร้อมกับความสุขที่ได้รับในค่ำคืนนี้
ครืด... ครืด...
ทันใดนั้น เสียงสั่นสะเทือนของโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ในกระเป๋าถือบนโต๊ะเขียนหนังสือก็ดังแหวกความเงียบสงบกลางดึก
มินตราขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เธอละสายตาจากปฏิทินแล้วหยัดกายลุกขึ้นเดินไปหยิบโทรศัพท์ออกมาดู
หน้าจอแอลซีดีสว่างวาบแสดงตัวเลขเบาแปลกที่ไม่คุ้นเคย ไม่มีชื่อบันทึกไว้ในสมุดโทรศัพท์ และเป็นเบอร์ที่โทรเข้ามาในเวลาเกือบตีสองครึ่ง ซึ่งเป็นเวลาที่คนทั่วไปควรจะหลับใหลไปแล้ว
มินตราลังเลเล็กน้อย จิตสำนึกบอกให้เธอกดตัดสายเพราะคิดว่าเป็นพวกโทรผิดหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่หัวใจกลับรู้สึกวูบวาบอย่างประหลาด ราวกับมีลางสังหรณ์บางอย่างตอกย้ำให้เธอต้องรับสายนี้
นิ้วเรียวเลื่อนหน้าจอเพื่อกดรับสาย ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
"สวัสดีค่ะ มินตราพูดสายค่ะ"
ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ มีเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ และเสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงแผ่วเบาแทรกเข้ามาตามสาย ก่อนที่น้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเยือกเย็นและแฝงไปด้วยความเย้ยหยันของหญิงสาวคนหนึ่งจะเอ่ยขึ้นมาอย่างช้าๆ
"สวัสดีจ้ะ มินตรา เด็กในบ้านของเตชะพิพัฒน์ใช่ไหม"
มินตราตัวเกร็งขึ้นมาทันที น้ำเสียงที่ได้ยินช่างคุ้นหูอย่างน่าประหลาด แม้จะเคยฟังผ่านๆ เพียงไม่กี่ครั้งก็ตาม
"คุณคือใครคะ" มินตราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หัวใจเริ่มเต้นรัวด้วยความกังวล
เสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอจากปลายสายดังขึ้น เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเหนือกว่าและดูแคลนอย่างเปิดเผย ก่อนที่คำตอบจากปลายสายจะกลายเป็นสายฟ้าที่ผ่าลงมากระแทกกลางหัวใจของมินตราจนหลุดลอย
"ฉันเอง ดุจดาว" ปลายสายตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
"ฉันโทรมาเพราะเห็นว่าเธอยังคงฝันหวานอยู่กับสร้อยคอเพชรที่คุณวินสั่งซื้อให้ รู้ไหมจ๊ะมินตรา ว่าสร้อยเส้นที่เธอใส่อยู่บนคอน่ะ มันเป็นแค่ของแถมจากชุดเครื่องเพชรร่วมสิบล้านที่คุณวินตั้งใจซื้อให้ฉันเป็นของขวัญวันหมั้นต่างหากล่ะ"
