บทที่ 1 ณ ที่แห่งนี้ เราเคยรักกัน

“ที่แท้เป็นเพราะมึง!”

เสียงสองเสียงดังตึงตังกันอยู่ด้านบนของคฤหาสน์ แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปห้าม

“ปล่อยกู!”

“กูปล่อยแน่!”

ผลัวะ!

‘มึงจะทำอะไร!?’

.

.

.

‘พวกคุณชายตีกันมาพักใหญ่แล้วนะ ออกไปดูดีมั้ย?’

‘โอ๊ย! ก็พึ่งถูกไล่กันจนต้องยกโขยงมาอยู่กันตรงเนี้ย จะไปให้โดนด่าเหรอ?’ สองสาวใช้ซุ่มเถียงกันโดยมีคนรับใช้คนอื่นๆ แม้กระทั่งคนครัวและคนสวนมายืนหลบ ถึงจะอยากรู้อยากเห็นเรื่องเจ้านาย แต่อีกใจก็กลัวโดนลูกหลง

‘ไอ้มานพไปไหน?’ แม่ครัวถาม

‘ตอนโดนไล่ก็ไม่เห็นมันเดินตามมานะ’

‘สงสัยไปแอบอู้มั้ง สาธุ ชอบทำอะไรลับๆ ล่อๆ ขอให้คุณชายพลาดตีไปโดนหัวกบาลมันสักทีเถ๊อะ’ หนึ่งในคนรับใช้พนมมือกล่าวขอเจ้าที่เจ้าทาง

ใครๆ ก็รู้ว่าเวลาพวกคุณชายทะเลาะกัน ถ้าบังเอิญไปอยู่แถวนั้นมักจะโดนลูกหลงเจ็บหนักกว่าเจ้าตัวที่ทะเลาะกันเสมอ

ตึง! ตึง! ตึง!

ก่อนเสียงสุดท้าย...

ตึง...!!!

‘เฮ้ย! มันไม่ปกติแล้วนะ ออกไปดูกันเหอะ ถ้าเกิดอะไรกับพวกคุณชาย พวกเราเนี่ยแหละซวย’ คนรับใช้ต่างมองหน้ากันและเหมือนจะเห็นพ้องกัน ก่อนจะพากันเกาะกลุ่มเดินตรงไปยังโถงกลางคฤหาสน์

‘คุณชาย..!’

พวกเขาเดินตามเสียงมาก็เห็นสภาพของคุณชายที่แยกไม่ออกว่าคนไหนเป็นคนไหน แต่มีคนหนึ่งกำลังนอนแผ่ตรงพื้นด้านล่าง

‘คะ คุณชายเป็นอะไรมากมั้ยคะ?’ คนถูกถามไม่ตอบ แต่กลับชี้นิ้วขึ้นไปด้านบน พอมองตามเหล่าคนใช้ก็เห็นคุณชายอีกคนยืนนิ่งอยู่ตรงหัวบันได

‘บอกป๊า...มัน..ทำ..’ บอกก่อนจะหมดสติไป

‘คุณชาย! คุณชาย!’

.

.

.

กูไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ลูกกูถึงเป็นทั้งตุ๊ดทั้งฆาตกร!’

‘ผมไม่ได้ทะ...’

ผลัวะ!

‘ไอ้ลูกทรพี! คิดว่ากูรู้ไม่ทันมึงเหรอ?! คงอิจฉาพี่มึงมากสินะ’

‘...ผมไม่..ดะ’

ผลัวะ! ผลัวะ!

‘ยังไม่สำนึก!’

‘อึก ผมพูดอะไรไป... คุณก็ไม่คิดจะฟัง...’

‘ในเมื่อมึงทำให้กูเหลือแค่มึง จากนี้มึงต้องชดใช้คืนให้กู ไม่งั้น...’

โทรศัพท์ที่ตกลงบนพื้นถูกเก็บขึ้นมา หน้าจอมือถือถูกเปิดโชว์ให้เห็นรูปคู่

‘กูจะให้ไอ้วิปริตนี่ชดใช้แทน’

‘อย่ายุ่...ค..! แค่ก!’

ฝ่ามือหนาบีบเข้าที่ลำคอพร้อมกับกระชากให้ตัวลอยขึ้นมาประจันกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยตีนกาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายสิบปี

‘ในเมื่อ ชนะศึก เป็นแค่ไอ้เด็กผิดเพศ งั้นลูกกูก็สมควรเหลือแต่ ชัยชนะ เท่านั้น’

‘คึก..! คึก..!’ จงใจใช้นิ้วกดตรงหลอดลมให้ขาดอากาศหายใจ แววตาที่มองลงมามีแต่ความเย็นชาจับขั้วหัวใจ

‘เข้าใจความหมายไหม..?’

เสียงของผู้บัญชาการประจำบ้านทวนคำถาม ฝ่ามือแข็งกระด้างค่อยๆ คลายออกยอมปล่อยให้อีกฝ่ายได้สูดลมหายใจเข้าปอด

ใครว่าความรักของพ่อแม่ปลอดภัยที่สุด

มันไม่เสมอไป...!

.

.

.

เพราะติดต่อคนรักไม่ได้มาหลายวัน ร่างสูงใหญ่เกือบ 190 ออกมายืนสูบบุหรี่ระหว่างพักเพื่อคลายความหงุดหงิด นับเป็นมวนที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่รู้ รู้แต่ก็นบุหรี่ที่เกลื่อนพื้นเป็นของเขาทั้งหมด

‘เด็กไม่มาหาหลายวันจัด คนแก่แถวนี้เลยเสี้ยนจนต้องหาอะไรมาดูดแก้เครียดอะเนาะ’ คนหัวเกรียนเดินถือไขควงเข้ามาทักลูกพี่หนุ่มที่คิ้วขมวดมาตลอดทั้งวัน

‘ไปไกลๆ ตีนกูไอ้บอล’ พ่อหนุ่มช่างยนต์เตือนเสียงต่ำ

‘โว๊ะ ผิดไอ้บอลคนนี้อีก สงสัยเด็กมันไปติดของใหม่แถวนี้แหละ ของตายก็รอหน่อย เดี๋ยวเบื่อมันก็กลับมา’ เพราะอยู่ด้วยกันมานานบอลเลยกล้าเล่นของแรง

ผลัวะ!

บอลถูกถีบจนหน้าทิ่ม พอลุกแล้วหันไปจะโวยวายก็ต้องชะงักกับรังสีอำมหิต จึงทำแค่ยกมือไหว้แล้วเผ่นหนีเอาตัวรอด แต่ก็ไม่วายตะโกนบอกว่าเจ้านายฝากให้ปิดอู่อย่างเคย

‘เฮีย’

‘หึ โผล่มาได้แล้วเหรอ?’ คนร่างใหญ่ผิวแทนไม่ได้เงยหน้ามองตามเสียงเรียก แต่ทิ้งบุหรี่ที่เหลือลงพื้นก่อนใช้ส้นเท้าขยี้ทั้งที่สูบยังไม่ถึงครึ่ง

‘พอดีติดธุระนิดหน่อย’

ฝี-มือ-ใคร

พอเงยหน้ามองเด็กเลี้ยงแกะ ใบหน้าคมก็เปลี่ยนเป็นเครียดขึง เมื่อเห็นคนรักมีปลาสเตอร์ติดตรงปลายคิ้วและมุมปาก โหนกแก้มมีรอยช้ำข้างหนึ่งเด่นชัด

‘ไม่มีอะไรหรอกเฮีย แค่ทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียนนิดหน่อย มันมาพูดจาหาเรื่องเลยซัดกันไปหลายตุบ’

‘ซัดประสาห่าไร?! ทำไมเป็นมึงที่ช้ำขนาดนี้ฮะ! กูเคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าไม่ชอบเห็นมึงเจ็บตัว ถ้าใครหาเรื่องให้มาบอกกู’ มือใหญ่จับใบหน้าดึงเข้ามาตรวจดูใกล้ๆ อยากจะตีซ้ำแต่เห็นว่าเด็กมันเจ็บอยู่

‘คนอย่างชนะศึก ฆ่าได้หยามไม่ได้ โอ๊ย~! เจ็บๆ กดมาได้ มือหรือตีนฮะหนักฉิบ’ คนเก่งร้องโอดโอยเมื่อถูกกดที่แผลด้วยความหมั่นไส้

‘อวดเก่งระวังจะโดนกูตีซ้ำ’

‘เฮียก็พูดไป เฮียไม่กล้าใช้มือตีศึกหรอก’

‘แล้วใครบอก ว่ากูจะตีด้วยมือ’

คนฟังหน้าแดง ด้วยรู้ความหมายค่อนข้างลึกซึ้งเพราะโดนบ่อย

‘ไม่กล้าแล้วครับ กอดหน่อย คิดถึง’

อยู่ดีๆ ก็โผเข้ารวบเอวที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามจนคนถูกกอดตั้งตัวไม่ทัน

‘คิดถึงแล้วหลบกูทำไม กูจะไปส่งโรงเรียนก็ไม่ยอม จะไปรับก็งอแง’

‘..กลัวเฮียเห็นแผลแล้วโกรธ แล้วก็ไม่อยากให้รู้ว่าโดนพักการเรียน แต่แผลบ้านี่มันไม่ยอมหายสักที ทนคิดถึงไม่ไหวแล้วเลยมาหา เฮียรำคาญศึกมั้ย? อยากเลิกรึเปล่า?’

‘เลิกเหี้ยอะไร มึงรวยจะตาย เลิกแล้วกูจะเกาะใครกิน’ ทศกัณฐ์พูดติดตลก แต่อีกฝ่ายกลับขำไม่ออก

‘แล้วถ้าศึกเลิกกับเฮียขึ้นมาจริงๆ เฮียจะทำยังไง?’

‘การกระทำของกูชัดเจนมาตลอด แต่ถ้านั่นยังไม่พอสำหรับมึง กู..จะปล่อยมึงไป’

มือหนาลูบผมที่ไว้ยาวจนสามารถเซ็ตผมตามแฟชั่นเกาหลีได้

‘ถ้าไม่มีเฮีย ศึกจะตายให้ดู’

โป้ก!

โดนเขกหัวไปหนึ่งกรุบ

‘ใครสอนให้มึงพูดเรื่องตายฮะ พูดไปงั้นแหละ กูเนี่ยนะจะยอมปล่อยมึงไปง่ายๆ วันจันทร์กูจะไปส่ง ห้ามปฏิเสธ ห้ามงอแง’

เด็กมัธยมปลายในชุดลำลองเสื้อยืดกางเกงยีนถึงกับชะงักไปหลังจากได้ยินว่าอีกฝ่ายจะไปส่ง ทำไมใจมันเจ็บแปล๊บเหมือนมันรู้ว่าวันที่เฮียจะไปส่งหน้าโรงเรียนเหมือนเคยจะไม่มีอีกแล้ว

‘อื้ม’ โอบเอวหนาแน่นกว่าเดิม อยากจมหายเข้าไปในอ้อมอกนี้ ตลอดไป...

‘กูจะไปดูหน้าคนที่กล้าตีเมียกู’

‘กระทืบมันเลยนะเฮีย หาเรื่องใครไม่หา มาหาเรื่องเด็กเฮียทศต้องเจอๆ เนอะเฮียเนอะ! โอ๊ย!’

ชนะศึกที่เปลี่ยนอารมณ์อย่างเร็วผละออกมาลูบศีรษะป้อยๆ เพราะเจ็บจากการโดนเขกกระบาลซ้ำแต่ครั้งนี้แรงกว่าเดิม

‘ยังไม่เข็ด’

‘เข็ดแล้วครับ~ จะไม่ตีกับใคร จะตั้งใจหมั่นเพียรเร่งศึกษา ข้าน้อยจะได้ทำงานดีๆ แล้วหาเงินมาสู่ขอท่านเฮียขอรับ’

เด็กเลี้ยงแกะยิ้มจนเห็นรอยบุ๋มของลักยิ้มข้างหนึ่งชัดเจน

‘ลูกผู้ชายพูดแล้วก็ทำให้ได้ ตั้งใจเรียนดีๆ กูจะรออยู่นี่ไม่ไปไหน’

คนใจอ่อนยวบพอเจอลูกหยอด เขาเองก็จะตั้งใจทำงานเพื่อสร้างอนาคตกับไอ้เด็กนี่เหมือนกัน และอีกไม่นานเขาก็จะได้ทำอย่างที่ตั้งใจ กว่าเด็กจะเรียนจบเขาคงหาเงินให้มันมีกินมีใช้สบายไปทั้งชาติ

จะได้ไม่ต้องทำงาน มานั่งให้กำลังใจผัวทำงานพอ

‘เฮียต้องรอนะ ศึกเรียนจบจะออกจากบ้านไปหางานทำ ไม่อยู่ใต้เงาป๊า ต่อให้จะถูกป๊าตีตายศึกก็ไม่กลัว’

‘ถ้าป๊ามึงกล้าตีคนของกูอีก คราวนี้กูจะบุกไปจัดการให้รู้แล้วรู้รอด ใครสอนให้แม่งกล้าตีเมียกูวะ กูเลี้ยงของกูมากูตีได้คนเดียว’

มือหนาลูบหัวชนะศึกอย่างอ่อนโยน แต่น้ำเสียงที่พูดกลับตรงกันข้าม

‘ฮ่าๆๆ เฮียทศคนจริงว่ะ! กล้าตีคนระดับเจ้าสัวเลยอ่อ’ ชีวิตจริงไม่ต้องมีเจ้าชายหรอก แค่อัศวินสักคนก็เหลือเฟือ ยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง

‘ใครกล้ามาแตะมึง กูกระทืบหมดแหละ’

มุมปากสีพีชถึงกับยกยิ้มพลางซุกหน้าเข้าไป นึกถึงตอนที่แฟนหนุ่มจับได้ว่าเขาถูกที่บ้านตีก็ควันออกหูจะบุกไปเอาเรื่องบ้านเขาให้ได้ ดีว่าห้ามทันไม่งั้นคงได้มีรักทางไกล มีลูกกรงมาขั้นกลาง

‘เก็บไว้กระทืบคนเดียวอะเนาะ น่ารักที่สุด’ ใบหน้าขาวตี๋เอ่ยชมพลางหยิกแก้มคนตัวโตอย่างเอ็นดู ก่อนจะเอนหัวพิงอกแกร่งเอาคางเกยอกเงยหน้าขึ้นสบตาคมดุ

‘มึงน่ารักกว่า’

มือใหญ่ลูบไล้ริมฝีปากสีพีช คอหนาโน้มตัวลงประกบลงบนริมฝีปาก จูบซับอย่างละเมียดก่อนจะเปลี่ยนเป็นเร่าร้อนขึ้นเมื่อลิ้นหนาสอดแทรกเข้าไปด้านใน  กลิ่นบุหรี่เข้มข้นติดอยู่ที่ปลายลิ้นก่อนจะกระจายไปทั่วปาก เสียงดูดดังจ๊วบจ๊าบช่วยเร่งอารมณ์ให้สูงตามอุณหภูมิร่างกายขึ้นไปเรื่อยๆ

คนรุกก่อนใช้สองมือตรึงใบหน้าไม่ให้ขยับหนี คนรับก็ไม่เพียงรองรับการบดขยี้จากอีกฝ่ายอย่างเร้าอารมณ์แต่ยังตอบสนองกลับไปให้ถึงใจไม่แพ้กัน

มือหนาสอดเข้าไปยังข้อพับแล้วอุ้มขึ้นบดเบียดกลางกายให้แนบชิด บางสิ่งที่นูนเด่นชนเข้าหากันพลางเสียดสีไปมาจนเกิดคราบเหนียวเยิ้มออกมาบริเวณเป้ากางเกงที่โป่งพอง

‘ยั่วกูเก่งจริงนะ ทำงานเสียเหงื่อมาทั้งวันยังไม่เปลืองน้ำเท่าตอนอยู่กับมึงเลย’

ช่างซ่อมรถว่าพลางวางคนตัวเล็กกว่าลงมายืนเต็มสองเท้าก่อนดันชิดกับประตูเหล็ก เขาถอนจูบเพื่อแวะพูดหยอกแฟนหนุ่มเล็กน้อย พลางก้มเลียน้ำลายที่ไหลหยดค้างข้างมุมปากของอีกฝ่าย ก่อนจะบดขยี้ปากคู่นั้นอย่างมันเขี้ยวอีกรอบ

มือของคนที่เด็กกว่าสอดเข้าไปใต้เสื้อกล้ามสีขาวไต่ขึ้นไปยังหน้าท้องลอนหนาที่เกิดจากการใช้แรงงานและยกเวตเป็นประจำ เขาดึงดันถอดเสื้อกล้ามอีกฝ่ายออก ก่อนจะใช้นิ้วสะกิดไล่ไปสะกิดจุกนูนสีน้ำตาลให้อีกคนสะดุ้งเล็กน้อย แล้วลูบไปทั่วแผงอกข้างซ้ายที่มีรอยสักกลบทับรอยแผลเก่าที่เจ้าตัวไม่เคยพูดถึง

ปากหนาก้มต่ำลงไปดูดดึงเสียงจ๊วบจ๊าบ ไม่นานรอยกุหลาบก็เต็มทั่วลำคอขาวแทบไม่เหลือพื้นที่

‘อืมมม!...ศึกชอบรอยสักเฮีย’ เขาเอ่ยชมทั้งที่เป็นคนเลือกลายสักให้

‘ตัวกูเป็นของมึง อะไรที่มึงว่าดี กูก็ว่าดี’

ถึงจะหยุดตอบแต่จมูกโด่งยังคงซุกอยู่ตรงซอกคอ เขาชอบดมกลิ่นแฟนตัวเอง แต่เป็นแค่กับเด็กคนนี้เท่านั้น

‘ขออย่างเดียว...’ เว้นจังหวะขบงับบนหัวนมชมพู

‘อึก..!’ ความรู้สึกซ่านเสียวก่อกวนจนแทบไม่มีสมาธิฟัง

‘อย่าหายไปจากกูก็พอ กูทนไม่มีมึงในชีวิตไม่ไหว’

.

.

.

ใบหน้าคมคายอาบย้อมไปด้วยหยดเลือดกว่าครึ่งซีก บริเวณหน้าขาเนื้อผ้ากางเกงยีนขาดลากยาวเปรอะทั้งดินทรายผสมปนกับเลือด

สติที่ขาดผึงเพราะข่าวที่พึ่งรู้ทำให้ร่างใหญ่บิดเร่งเครื่องจนมิดไมล์เพื่อมาถึงที่นี่ให้เร็วที่สุด ส่งผลให้ไม่ทันระวังชนกับรถจนล้มกลิ้ง แต่เขาก็ไม่สนใจยังขึ้นคร่อมบิ๊กไบค์ที่กระจกด้านข้างแตกละเอียดขี่มาจนถึงสถานที่แห่งนี้

ที่ๆ คนรักรอเขาอยู่...

ถึงจะแทบทรงตัวไม่อยู่แต่ขายาวก็ยังคงยืนตรงเต็มความสูง ไม่มีเข่าอ่อนให้ได้เห็น สายตาทอดมองยาวไปยังด้านใน แต่สองเท้ากลับไม่ขยับไปข้างหน้า เหมือนไม่กล้าก้าวเข้าไปรับความจริงตรงหน้า

แขกเหรื่อที่กำลังไว้อาลัยหันมามองเป็นตาเดียวเพราะสภาพของคนที่ยืนนิ่งอยู่นั้น มันดูไม่ปกติเลยสักนิด...

‘สงสัยจะเป็นแฟนหนุ่มที่ลูกชายแอบซุกไว้ค่ะ’

‘ลูกชาย? คนไหนคะ?’

‘คนในโลงไงคะ อีกคนเขาไม่ไปทางนั้นหรอกค่ะ’

‘ว๊าย! น่าเสียดายนะคะ หน้าตาดีนามสกุลดังไม่น่าเป็นตุ๊..’

‘ชู่~ เบาๆ ค่ะ ก็ตั้งแต่สังคมเปิดกว้างคนประเภทนี้ก็ออกมากันเยอะ เหมือนเลียนแบบกันไปตามค่านิยมนั่นแหละค่ะ สงสารก็แต่ท่านเจ้าสัวคงขายหน้าน่าดู’

‘สาธุ.. อย่าหาว่าพูดไม่ดีถึงคนตายเลยนะคะ แต่ก็ถือว่าโชคดีค่ะ ยังเหลือลูกชายที่สามารถมีทายาทสืบทอดธุรกิจให้ท่านเจ้าสัวได้ชื่นใจ’

‘แต่ไม่เห็นตาแชมป์เลยนะคะ’

‘เห็นว่าทางบ้านกลัวตาแชมป์ทำใจไม่ได้เลยส่งไปต่างประเทศ ไม่ยอมให้มางานศพน้อง อย่างว่าฝาแฝดกันนี่คะ’

บรรดาแขกที่มาในงานหันไปกระซิบกระซาบ มีบางเสียงก็ดังจนลอดมาให้ได้ยิน แต่เขาไม่คิดสนใจ เขาสนใจเพียงเจ้าของงานเท่านั้น

ขาสองข้างเริ่มขยับเดินอีกครั้ง เมื่อเขยิบเข้าใกล้ศาลาจัดงานขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ภาพถ่ายที่ตั้งตระหง่านตรงหน้าชัดตาม ใบหน้าที่เคยส่งรอยยิ้มใสซื่อมาให้เสมอมาตอนนี้กลับขาวซีดราวกับกระดาษ

‘ศึก...! อึก...ชนะ..ศึก..!’

น้ำตาลูกผู้ชายไหลอาบแก้มไม่อายใคร แต่ยังไม่แตะสัมผัสร่างไร้วิญญาณของคนรัก

‘เฮียมาแล้ว..ศึก...’

‘คุณกลับไปเถอะ ท่านเจ้าสัวไม่อนุญาตให้คุณเข้าไป’ การ์ดคนนึงเข้ามาดึงเขาออกไป

‘กูจะเข้าไปหาเมียกู!’

การ์ดดลุ่มเดิมก็ถูกสะบัดออกด้วยเรี่ยวแรงมหาศาล

‘พาไอ้คนนี้ไปให้พ้นหน้าฉัน และอย่าให้คนที่ชื่อ ทศกัณฐ์ เข้ามายุ่งในงานนี้ได้อีก’

เจ้าสัวชัยกรสั่งทั้งการ์ดและลูกชายคนโตต่อหน้าผู้บุกรุก เขาไม่ต้องการให้แฟนลับๆ ของลูกชายมาทำให้เขาขายหน้าผู้คนที่มีลูกเป็นเกย์!

การ์ดกรูเข้ามาเพิ่มเพื่อช่วยกันดึงร่างที่ใหญ่โตราวกับยักษ์ตามชื่อออกไปตามคำสั่งที่ได้รับมา

‘บอกให้ปล่อยไงวะ นั่นเมียกู! บอกให้..ปล่อย...!’ สายตาเริ่มพร่าเลือน ก่อนทุกอย่างจะพลันดับวูบ

แต่ในช่วงอึดใจสุดท้าย ปากหนายังคงพึมพำเสียงเบา

ศึก..อย่า..ทิ้ง..เฮีย..ไป..

.

.

.

ณ สนามบิน

‘ดูแลตัวเองด้วยนะ’

เด็กหนุ่มพูดพลางเหม่อมองไปยังท้องฟ้ากว้าง หวังส่งคำพูดนี้ไปกับกระแสลมแรงที่พัดผ่านตัวเขาจนแจ็กเก็ตกันหนาวถูกพัดโป่งไปทางด้านหลัง ก่อนจะก้มหน้าเพื่อเก็บซ่อนหยาดน้ำตาเอ่อคลอไม่ให้ใครเห็น มือข้างหนึ่งจับยึดหมวกปิดบังใบหน้า ส่วนอีกข้างกำสายรัดกระเป๋าเป้ไว้แน่น

‘ถึงเวลาแล้วครับ’ ชายสวมแว่นดำเข้ามาบอกพร้อมออกนำพาเดินเข้าสู่โถงด้านในที่มีนกยักษ์รอให้เขาขึ้นขี่เพื่อโบกบินลาจากทุกอย่างที่นี่ไปให้ไกลสุดขอบสายตา

ขอโทษ..ที่ไม่ได้อยู่ด้วยอย่างตามสัญญา

คำสุดท้ายที่เขาจะกล่าวออกมาเพื่อฝากฝังไว้ยังธรณีแห่งนี้

ณ ที่แห่งนี้ เราเคยรักกัน...

บทถัดไป