บทที่ 2 สี่ปีต่อมา..อีกฟากฟ้าไกล
สี่ปีผ่านไป
“วู้ว~! เย้ๆๆ!!”
“เอาเลย! เอาเลย! โว้ว! Fu*k!”
“จัดมันให้หงอ นั่นล่ะ!”
เสียงฝูงชนแหกปากร้องเชียร์กันดังกระหึ่ม พื้นที่ขนาดกว้างเทียบเท่าสนามบาสขนาดย่อมถูกล้อมไว้ด้วยลูกกรงเหล็กปิดทับ ด้านนอกผู้คนออรอลงขันเชียร์สองหนุ่มที่ฟาดฟันกันอยู่ภายใน
ผลัวะ! ปัก!
“ดำสามพัน”
นอกจากเสียงกองเชียร์นอกสนามก็ยังมีเสียงเพลงร๊อคที่ดังกลบจนแทบคุยไม่รู้เรื่อง แต่เจ้ามือรับแทงที่อยู่มานานพร้อมจะได้ยินเมื่อมีคนลงเพิ่ม
“เลือกได้ดี หมอนั่นมันจอมสังหารโหด”
ปึก! ปึก! เสียงเตะกระแทกผิวหนังดังลอยไปให้ผู้ชมได้ยิน เพิ่มความเร้าใจในการลงแทง
“ขาวหมื่นหนึ่ง” คนที่ลงแทงก่อนหน้ากับเจ้ามือถึงกับเงยหน้ามองเจ้าของเสียงที่ลงแทงฝั่งตรงข้ามสูงกว่าฝั่งที่เป็นขาประจำเกือบสี่เท่าตัว
“คิดดีแล้วเหรอไอ้หนุ่ม? นั่นน่ะเด็กใหม่พึ่งมาวันนี้เลย” เจ้ามือเลิกคิ้วถามอย่างหยั่งเชิง
บนเนื้อตัวผู้ชกที่ว่าเป็นมือใหม่ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บให้เห็น ทว่าบนใบหน้านอกจากเหงื่อที่เปียกชื้นผสมกับคราบเลือดเล็กน้อยที่แห้งกรังตรงปลายจมูกเป็นคมสันก็ไม่พบร่องรอยใด แต่ที่คนไม่ค่อยแทงข้างนั้นเพราะฝั่งดำเป็นนักชกขาประจำ ตัวเก็งแชมป์ในค่ายมวยเถื่อนนี้มาหลายสมัยแล้ว
ไอ้หนุ่มมือใหม่ถือว่าซวยจริงๆ ที่ดันได้คู่ชกเป็นถึงนักมวยที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสิงโตแห่งคาลิฟ
“รอดูละกัน” ชายหนุ่มตาฟ้าที่คาดผ้าปิดปากครึ่งหน้าเหมือนไม่ต้องการให้รู้ว่าเขาเป็นใครตะโกนกลับไปหลังจากนำเงินปึกหนึ่งยัดใส่มือเจ้าถิ่น เขาก็ทำเพียงยืนกอดอกมองไปยังด้านในสนามด้วยรอยยิ้มที่ไม่มีใครเห็น
“เฮ้~!!” เสียงร้องเฮดังลั่น
เงินปึกหนายังไม่ทันชินกับสัมผัสของเจ้าของใหม่ก็ต้องอันตรธานกลับไปยังเจ้าของเดิม แถมยังเพิ่มมาหลายเท่าตัว
“ก็บอกแล้ว” พ่อหนุ่มหยิบแว่นกันแดดกลับมาสวมใส่แล้วเดินยิ้มออกจากสถานที่แห่งนั้นไปอย่างอารมณ์ดี
คนที่พึ่งบอกลาสังเวียนสุดท้ายเดินกลับมาหยุดที่ประตูอะพาร์ตเมนต์ แสงไฟหน้าห้องยังไม่ทันถูกเปิดก็เกิดช่องลอดของแสงสว่างมาจากทางห้องฝั่งตรงข้าม ปรากฏเงาของสองร่างพาดผ่านทับมายังประตูห้อง เงาหนึ่งเป็นของคนที่มีผมยาวถึงกลางหลัง อีกคนร่างเล็กกว่ามากแต่สรีระก็รู้ว่าเป็นผู้หญิง
จากที่จะล้วงหยิบกุญแจห้องแล้วเปิดเข้าไปอย่างไม่ใส่ใจเพื่อนบ้านก็ต้องเปลี่ยนความคิด เมื่อเสียงจุ๊บดังเข้ามาในหูไม่หยุดต่อเนื่องเป็นนาทีจนต้องหันไปมอง
“รำคาญโว้ย!”
“เจอกันที่ไทยนะคะเบ๊บ” หญิงสาวร่างเล็กยืดตัวขึ้นไปหอมแก้มคนสูงกว่าดังฟอดใหญ่ คนถูกหอมก็จุ๊บที่ปากอวบอิ่มกลับอย่างเอ็นดู
“เหอะ! ยืนส่งอย่างนี้ชาตินี้จะส่งเสร็จมั้ย” คนหน้าเยินยืนกอดอกพิงประตูมองเหมือนจะหาเรื่อง แต่คู่รักที่โดนแซะกลับไม่ถือสา
“ว๊าย~! มีคนทำตัวเป็นป้าข้างบ้านแล้วหนึ่ง” เจ้าของเสียงหวานเอ่ยแซวพลางกอดแขนล่ำของคนรักไม่ปล่อย
“หึ! คนถูกทิ้งก็งี้แหละค่ะ ที่รักอย่าไปอยู่ใกล้มากเดี๋ยวติดเชื้อบ้านะคะ” เสียงทุ้มแต่ลงท้ายมีคะขาทุกคำ ก่อนจะหันมาพูดด้วยน้ำเสียงห้วนใส่ๆ เจ้าห้องตรงข้าม
“เบ๊บจะจัดการทางนั้นให้เรียบร้อยเลย สัญญาค่ะ”
เสียงทุ้มในชุดเสื้อคอตุ๊กตาลายสตรอว์เบอร์รีพูดคุยกับแฟนสาวด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเอาใจ ช่างเข้ากันกับรูปลักษณ์ในชุดแขนเสื้อลูกไม้รัดตรงกล้ามแขน มีติดเป็นโบว์ลูกไม้เสริมเล็กน้อยเป็นผ้าชิ้นเล็กไล่ลงมาตามแผ่นอกเรียบตึงไร้ซึ่งสัดส่วนโค้งเว้าเข้ากันได้ดีกับกระโปรงสั้นสีพีช แถมยังกอดรัดร่างเล็กแนบอกจนอีกฝ่ายแทบจมหาย เหมือนกลัวอีกฝ่ายจะหายไป
ส่วนเขาก็ทำตัวเป็นพวกถ้ำมอง ไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องชาวบ้านแต่กุญแจดันมาหายตรงจังหวะเท่านั้นจริงๆ
“ไปได้แล้วค่ะ เดี๋ยวทางนั้นจะรอนาน”
“ไม่อยากไปเลย อยากอยู่กับที่รักอย่างนี้” แฟนหนุ่มคว้ามือนุ่มขึ้นมาสูดดมด้วยความอาลัยอาวรณ์
“ถ้าไม่รีบไปเดี๋ยวถูกทางนั้นจับได้หรอกค่ะ แอบมาไม่ใช่เหรอคะ” เธอบอกด้วยแววตาเศร้าแต่ปากยังคงฉีกยิ้มอยู่
“อีกไม่นานเราจะไม่ต้องหลบใครและไม่ต้องฝืนยิ้มกันแบบนี้อีก” เขาเกลี่ยริมฝีปากที่ยังคงฉีกยิ้มน้อยๆ พลางลูบด้านข้างศีรษะกลมมน
“ก่อนขึ้นเครื่องอย่าลืมเปลี่ยนชุดนะคะ เดี๋ยวทางนั้นจะจับได้เอา” พวกเขาจ้องตากันสักครู่ก่อนคนหนึ่งจะเดินหายลับออกจากแมนชั่นไป
“ถ้าจะเลือกทางนี้ก็ไม่ต้องเศร้า รู้ใช่มั้ยว่าเคยเตือนแล้ว” เพื่อนบ้านหนุ่มฮาร์ดคอร์ไม่มีพัก
“ไม่ได้เศร้าแค่แอ็กติ้งไปงั้น เก็ตมั้ยคะคุณชนะศึก”
ร่างสูงได้แต่มองคนพูดเสียงสูงที่ปรับอารมณ์เร็วทันตา
“อย่าให้มันติดปากเดียร์น่า” ชนะศึกเตือนเสียงเข้ม
เขาไม่อยากให้เคยชินจนติดไปเรียกที่อื่น โดยเฉพาะสถานที่ที่พวกเขากำลังจะกลับไป แต่ความปลอดภัยนั้นไม่มี
“ขอโทษค่า~ อย่าทำเสียงเหมือนจะดุกันสิ คนสวยอ๊องไปชั่วขณะอะเนาะ ขอโทษนะคะคุณชัยชนะ” เสียงหวานขานรับอย่างยียวนก่อนจะเขย่งตัวสอดมือไปคล้องคอแกร่งให้โน้มลงมาหาเธอ
“ไอ้เดียร์อย่าแรด!” ชนะศึกดึงแขนเรียวออกอย่างแรง
“ผัวไม่อยู่เมียร่าเริงยูโน้ว ว่าแต่หน้าแกเอาไปกระแทกหมัดใครมา ดร.วิล เลี่ยมจะเลิกรับเคลมประกันแกแล้วนะ เยินได้เยินดีทุกอาทิตย์” เดียร์น่าอดไม่ได้ที่จะพูดถึงสันจมูกโด่งที่ติดปลาสเตอร์ทับแถมยังมีรอยช้ำ ตรงแก้มก็ออกสีคล้ำ เนื้อตัวมีรอยทั้งเก่าทั้งใหม่เต็มไปหมด
“ไม่ต้องยุ่ง เอาเวลาไปห่วงแฟนหนุ่มชอบแต่งหญิงของมึงนู่น แล้วได้บอกเขารึเปล่าว่าเราสองคน..” ส่ายหน้าแทนคำตอบ
“ยัง”
“เพราะ?”
“ก็แค่นอนกันขำๆ ไม่ได้จริงจังจะบอกทำไม” เดียร์น่ายักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ดีใจเมื่อเขามาหา เสียใจเมื่อต้องจากลา มันวนลูบซ้ำเดิมจนตอนนี้เธอไม่รู้สึกอะไร ก่อนหน้านี้จึงกลายเป็นแค่การแสดงทั้งหมด
“ปากบอกขำแต่เรียกผัวทุกคำ ที่กำลังเล่นด้วยนั่นเพื่อนสนิทผัวกู” ชนะศึกว่าด้วยน้ำเสียงขึงขัง
“ห่วงเผื่อแผ่ว่างั้น พูดให้ถูกอดีตผัวรึเปล่า ไม่ใช่ว่าตอนนี้นอนเป็นผัวคนอื่นอยู่นะ” เดียร์น่าขัด
โป้ก!
“ลามปาม” ข้อนิ้วทั้งห้ากำหมัดเขกลงไปยังกลางศีรษะมนไม่มียั้งแรง
“อูยยย หวงนักถ้ากลับไปเห็นเขามีใหม่แล้วจะสำนึก”
“กูสืบมาแล้ว เขายังไม่มีใคร”
“รักมากขนาดนั้นก็ระวังไว้หน่อย เขาอาจไม่ได้รักเรา...เท่าเรารักเขาก็ได้” เดียร์น่าผู้เจนจัดในสังเวียนของคนอกหักเอ่ยปากเตือนก่อนสะบัดหน้ากลับเข้าห้อง แต่ยังไม่ทันปิดประตูสนิทก็มีท่อนแขนมายันไว้
“กูเชื่อใจเขา”
“ฉันก็เคย..เคยเชื่อแบบแก”
ดวงตาหวานฉายแววเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด เสมองไปยังทางเดินที่แฟนหนุ่มพึ่งออกไป
“แกไม่เชื่อใจผู้ชายของแก?”
เขารู้ดีว่าเดียร์น่ากำลังแสร้งเข้มแข็งและแกล้งทำปากเก่ง เจ็บปวดแค่ไหนก็ตัดไม่ขาด แต่คนอย่างเขาจะไปมีสิทธิ์ว่าอะไร ตัวเองก็ยังอยากจะวิ่งแจ้นกลับไปซบอกคนรักเก่าไม่ต่างกัน
“เชื่อสิ.. แต่ตอนนี้ฉันกับเขาไม่ต่างอะไรกับการเป็นแค่คู่นอน และมันอาจจะไปไม่ได้ไกลมากกว่านั้น..เขาก็มีคนของเขา...”
“เฮียแก..คือ เออ พูดยากว่ะ เขาพยายามหาทางจัดการอยู่ แต่มันก็..มีหลายขั้นตอน”
ชนะศึกไม่ได้จะแค่ปลอบใจแต่เขารู้ว่าคนรักของเดียร์น่ากำลังทำอะไรเพื่อที่จะได้ลงเอยกับเพื่อนเขาคนนี้ แต่ก็เข้าใจฝ่ายที่ต้องรอไปอย่างไม่รู้จุดหมายปลายทางของความสัมพันธ์ว่าจะไปจบลงตรงไหน มันทรมานจะเดินหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังกลับก็ไม่มีที่ให้กลับไป
ถือว่าเดียร์น่ามีความอดทนมากที่รอมาได้ตั้งหลายปี แต่ดูเหมือนความอดทนกำลังเดินมาถึงปลายทางแล้ว...
ชนะศึกไม่ได้เข้าข้างเพื่อนสนิท (อดีต) แฟน ปัจจุบันชนะศึกอายุ 21 ปี มีพ่อเป็นนักธุรกิจใหญ่ที่กวาดเรียบทั้งธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง ไปจนถึงวงการแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีมูลค่ามหาศาลในตลาดหลักทรัพย์ เจ้าสัวชัยกรเป็นลูกผู้ดีเก่าที่มีพ่อเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่
พอถึงวัยเหมาะสมก็แต่งงานกับคุณหญิงรินรดา เป็นคุณนายที่มีกิจวัตรเป็นการเข้างานสังคมกับพวกบรรดาไฮโซลิ่วล้อ รักหน้าตามากกว่าสิ่งมีชีวิตที่ติดท้องมาเกิดอย่างชัยชนะ แฝดคนพี่ และชนะศึก แฝดคนน้อง ถึงจะมีชื่อเสียงและมีทรัพย์มากแค่ไหนแต่ก็ยากจะหาความสุขได้อย่างที่คนพูดกันว่า
ยิ่งสูงยิ่งหนาวและโดดเดี่ยว
ยิ่งสองพี่น้องที่ควรจะรักกันให้สมกับการเป็นฝาแฝดกลับเป็นขั้วตรงข้าม อย่าหวังถึงขั้นสนิทกันเลย แค่วันไหนไม่สรรหาหายนะให้อีกคนก็ขอบคุณพระเจ้าแล้ว
หากพระเจ้าสังเกตลงมาเห็นอีกครั้งก็คงจะได้เห็นแล้วว่าความเกลียดชังได้แปรเปลี่ยนไปเป็นโศกนาฏกรรมเรียบร้อยแล้วเมื่อสี่ปีก่อน หนึ่งในฝาแฝดเสียชีวิตจากการตกบันได
ผู้อยู่ในเหตุการณ์มีสองคน คนหนึ่งยังมีชีวิตแต่อีกคนจบไปแค่ชีวิต แต่ชื่อยังคงอยู่...
ขณะที่อีกคนมีชีวิตอยู่ แต่ชื่อนั้นได้ถูกเผาไปแล้ว...
ชนะศึกตาย ชัยชนะอยู่
ไม่มีการสืบพยาน แต่ด้วยประจักษ์พยานคนบริสุทธิ์ทำได้แค่ถูกโยนไปเมืองนอกและถูกจับตามองทุกฝีก้าว โดยให้เรื่องนี้จบลงที่อุบัติเหตุ
แต่ดูเหมือนท่านเจ้าสัวจะรู้จักลูกชายตนเองน้อยไป
ไม่ถึงเดือน ด้วยความมีอัธยาศัยดีเป็นทุนเดิมส่งผลให้เขาได้รู้จักกับเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นสาวลูกครึ่งเอเชีย ‘เดียร์น่า’ วัย 20 ปี พวกเขาสนิทกันไประยะหนึ่ง ถึงได้รู้ว่าเดียร์น่ารู้จักกับพ่อเขาในรูปแบบที่เขาเองก็คาดไม่ถึง..!
และยิ่งกว่าบังเอิญ แฟนหนุ่มลับๆ ของเดียร์น่ากลับเป็นคนที่เขารู้จักดียิ่งกว่าดี ทฤษฎีที่ทำให้เขาเข้าใจว่าโลกมันกลมแค่ไหน
หนึ่งในเพื่อนสนิทแฟนเก่า
“งั้นเขาก็ยังพยายามไม่มากพอ ฉันเลยต้องเป็นคนที่เจ็บอยู่ทุกวัน ช่างเถอะ! พอๆ ไม่อยากคุยเรื่องนี้ละ”
ร่างเล็กส่งยิ้มน้อยๆ แต่หลุบตามองต่ำก่อนจะพาตัวเธอหายเข้าไปในห้องด้วยควมรวดเร็ว ปล่อยให้ชนะศึกยืนเคาะเรียกแต่เจ้าของห้องก็ไม่ยอมออกมา
ถึงฉากหน้าแฟนหนุ่มชอบแต่งหญิงของเดียร์น่าจะดูทั้งรักทั้งหวง แต่เบื้องหลังร่างสูงกลับถูกบังคับให้คอยดูแลและช่วยพูดให้เดียร์น่าเข้าใจ แลกกับการปกปิดความลับไม่ให้ใครบางคนที่เมืองไทยได้รู้เรื่องของเขา
เอาเถอะ ปล่อยให้เคลียร์กันเองแล้วกัน ไม่อยากเห่า คนเขาว่ากันว่าเสือกเรื่องชาวบ้านมากๆ จะเป็นหมาไม่รู้ตัว
บนเตียงนอนขนาด 54x75 นิ้วเป็นไซซ์ที่เหมาะนอนคนเดียวให้สบายๆ ร่างสูงผมสีควันบุหรี่ทิ้งตัวนอนคว่ำลงพร้อมปิดเปลือกตาด้วยความเหนื่อยล้า แต่ยังไม่ทันได้หลับก็มีเสียงข้อความแจ้งเตือนของธนาคารดังเตือน เรียกให้เจ้าของเครื่องต้องหยิบขึ้นมาดู
‘ยอดเงินโอนเข้า $30,000.00’
พร้อมกับเสียงข้อความแจ้งเตือนตามมาติดๆ
‘ขอบคุณที่เหนื่อยนะครับ ที่รัก’
ส่งมาจากห้องแชตที่มีรูปโปรไฟล์เป็นหนุ่มฝรั่งตาฟ้าหน้าตาดีกำลังเปิดซิกซ์แพ็กโชว์ ชนะศึกคงไม่คิดเข้าไปหาเรื่องเจ็บตัวในค่ายมวยเถื่อนที่เป็นแหล่งการพนันโดยการเอาคนมาสู้กันในกรงประหนึ่งปล่อยสัตว์เดรัจฉานกัดกันเอง
ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้ฝรั่งคนนี้ บัคลีย์ เวนเดล เซียนพนันตัวยงที่มีความสามารถเป็นแฮ็กเกอร์มืออาชีพ แต่ที่เขายังยอมข้องเกี่ยวด้วยก็เพราะเงินและโปรแกรม
คนที่กดแค่อ่านข้อความแต่ไม่ตอบปล่อยมือถือลงกับที่นอนเปลี่ยนมานอนหงายเอามือก่ายหน้าผาก เวลานี้เขารู้สึกถึงหลายสภาวะอารมณ์ทั้งตื่นเต้นที่จะได้กลับไปเจอคนที่เขารอมาตลอด ทั้งหวาดกลัวต่อการเผชิญหน้า แต่เพราะสายสืบที่เขาทิ้งไว้ที่นู่น
คงเพราะเสียพลังงานไปแทบหมดตัวเขาจึงพร้อมหลับทั้งที่ยังไม่อาบน้ำ
ติ๊ง!
แต่ก็ถูกกวนด้วยข้อความจากคนเดิมดังซ้ำขัดอารมณ์นอนให้คนงัวเงียได้หงุดหงิด
อะไรวะแม่งคนจะหลับจะนอน
‘ลงทุนตัว XXX YYY ขาย XCX ZYZ เดี๋ยวนี้ (สติ๊กเกอร์ส่งจูบ)’
พอได้เห็นข้อความจากที่กำลังหัวเสียก็ยิ้มออก สิ่งที่ได้ถือว่าไม่เสียเปล่าและคุ้มค่ากับการเจ็บตัว
ในบัญชีเขามียอดเงินสะสมหลายล้านเหรียญโดยที่ทางบ้านไม่มีใครรู้ แต่นี่ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง เป้าหมายของเขาคืออะไรที่ใหญ่กว่านี้เยอะ!
หลังจากซื้อขายตามที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำรายได้ก็ถูกถ่ายโอนเข้าไปในกองคลังของบริษัท ST Corp. บริษัทเทคโนโลยีแห่งใหม่ที่กำลังถูกจับตามอง
นิ้วยาวกดพิมพ์ไม่นานก็กดเลื่อนปุ่มเพื่อดับเครื่อง พอหันออกไปมองหน้าต่างที่เปิดค้างเพื่อให้ลมเข้าก็พาลนึกถึงใครคนหนึ่งที่ชอบบ่นเวลาเขาลืมปิดหน้าต่าง คนๆ นั้นตัวโตอย่างกับยักษ์แต่กลับกลัวจิ้งจกที่ตัวเท่าหัวนิ้วก้อยเขา
ความคิดแล่นข้ามฟากฟ้าไปไกล แต่สายตายังจับจ้องผืนฟ้าเดิม เสียงความวุ่นวายของรถตำรวจสลับกับรถดับเพลิงดังไม่พัก แต่ดีที่เขาอยู่แมนชั่นชั้นยี่สิบจึงไม่ค่อยได้ยินชัดเจนนัก
เฮียจะรู้ไหมว่าคนถูกทิ้งไม่ได้เจ็บสุดเสมอไป คนที่ต้องทิ้งก็เจ็บแทบตายอยู่ทุกวันไม่ต่างกัน
“...จะลืมกันไปหรือยังนะ”
“ถ้าย้อนเวลากลับไปศึกก็ยังจะเลือกเหมือนเดิม” เขาพูดราวกับจงใจส่งเมสเสจนี้ให้ใครคนหนึ่งได้ยิน ทั้งที่ระยะทางห่างกันหลายหมื่นไมล์ ต่อให้ตะโกนจนคอแตกอีกฝ่ายก็คงไม่รับรู้แม้เศษเสี้ยว รู้อย่างนั้นแล้วแต่ก็ยังอยากจะพูด
“ถ้าเฮียรู้ว่าศึกยังอยู่เฮียจะทำหน้ายังไง จะเข้าใจหรือจะโกรธกัน แต่ไม่ว่ายังไงศึกก็จะกลับไปอยู่ที่ของศึกให้ได้ ที่ข้างๆ เฮียเป็นของศึก...ของศึกคนเดียว...”
ลมหนาวพัดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาเป็นระลอกราวกับต้องการซ้ำเติมใส่คนที่ไร้ไออุ่นให้กกกอด เจ้าของน้ำเสียงอ้อแอ้เพราะความง่วงรุมเร้านอนขดตัวกอดตัวเองโดยไม่พึ่งผ้าห่ม เขาหวังจะให้ร่างกายเคยชินกับความหนาวนี้ด้วยรู้ว่าในอนาคตเขาอาจได้รับความเย็นชาที่ทำให้เขาหนาวจับขั้วหัวใจจากคนที่เคยเป็นแสงแดดอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียว
ทั้งหมดเพราะเขาทำตัวเอง เกิดจากการเลือกของเขาล้วนๆ และเขา...ต้องยอมรับผลของการเลือกในวันนั้น
ถึงแม้วันนั้น...เขาจะไม่มีทางให้เลือกเลยก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อแก้ตัว
