บทที่ 5 #เด็ก(ใหม่)เฮียทศ?

“เหี้ยจริงๆ” ทศกัณฐ์พึมพำพร้อมหยิบปากกาขึ้นมาหมุนควงเล่น

“ครับ?” ขุนแผนสะดุ้งคิดว่าตนถูกด่า

“เปล่า ไปทำตามที่บอกให้เรียบร้อย กูไม่เคยมีกฎห้ามเล่นโทรศัพท์ในเวลางาน ขอแค่ทำงานเสร็จกูก็ไม่ว่าอะไร” มือใหญ่หยุดควงปากกาแต่เปลี่ยนเป็นเคาะกับโต๊ะเป็นจังหวะกึกๆ แทน

“ครับ” ขุนแผนโยกหัวรับเบาๆ เตรียมเดินออกไป

“ถ้ามีแก๊งคอลเวรอะไรโทรมากวนอีก ก็ส่งมาให้กูคุย รับรองมันไม่กล้าอีกแน่” ท้ายประโยคเอ่ยเสียงเรียบแต่เย็นยะเยือกจนน่าขนลุก ถ้าเขาเป็นแก๊งคอลเซนเตอร์จะไม่มีทางโทรไปกวนเฮียทศแม้แต่วินาทีเดียว

หลังจากส่งงานต่อให้เด็กฝึกงาน สายตาจากที่เพ่งเอกสารตรงหน้าที่รอเขาจัดการให้เสร็จก็ถูกเบนไปทางอื่น แอร์ที่เปิดไว้จนเย็นฉ่ำไม่ได้ช่วยให้ใจของคนในห้องเย็นตามเลยสักนิด เป็นเพราะเพลงที่ลูกน้องเผลอเปิดดันมาสะกิดต่อม ถึงจะฟังดูไร้สาระแต่แค่คำเดียวที่เป็นชนวนให้นึกถึงเด็กคนนั้น ก็มีผลต่อเขาอย่างมหาศาล

คนตัวโตมองไปยังที่ว่างบนโต๊ะที่ครั้งหนึ่งเคยมีกรอบรูปตั้งอยู่มาตลอด เขาไม่เคยคิดจะเปลี่ยนที่วาง แต่มันมีหลายอย่างที่ให้เขาได้ฉุกคิดว่าคงถึงเวลาที่จะเก็บอดีตฝังลึกลงไป ให้เหมือนกับร่างที่ตอนนี้ถูกฝังกลบไว้ใต้ชั้นดินหนาจนไม่เหลืออะไรให้ไขว่คว้า

ไอเย็นไม่ได้ส่งผลให้ร่างกายที่อุ่นร้อนอยู่เสมอรู้สึกขนลุกเพราะความหนาวสักนิด ทั้งที่ท่อนบนเปลือยเปล่าในห้องปิดมิดชิดที่เปิดเครื่องทำความเย็นในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดประหยัดพลังงานหลายองศา มือหนาลูบผ่านบริเวณแผลเป็นขนาดใหญ่

เขาไม่คิดจะไปลบรอยแผลเพราะไม่ต้องการจะลืมที่มาของแผลใหญ่นี้

เอี๊ยด~! โครม!!

‘คุณเป็นอะไรมั้ย?! คุณเล่นบิดฝ่าจราจรมาเร็วขนาดนี้ ไม่รู้จักเคารพกฎบ้างล่ะคุณ มาทำคนอื่นเขาเดือดร้อนไปด้วยเนี่ย’

เจ้าของรถเก๋งสี่ประตูก้าวลงมาดูเขาที่เป็นคู่กรณี ถึงเขาจะเป็นฝ่ายผิดที่ฝ่าไฟแดงพุ่งไปโดยไม่ระวังอะไร ถึงจะอยากเคลียร์ตามมารยาทแต่เขามีที่ๆ ต้องรีบไป

มีคนรอเขาอยู่...

‘ถอย..ไป..’ รู้สึกมึนงง ภาพข้างหน้าเลือนรางเล็กน้อยแต่ก็รีบลูบหน้าปรับโฟกัส แต่ผลที่ได้คือความเหนียวเหนอะกลางฝ่ามือ

‘ขี่ไปไม่ได้นะคุณ! หมวกกันน็อคก็ไม่ใส่ เลือดเต็มหน้าขนาดนี้ต้องไปโรงพยาบาล’ คู่กรณีออกปากร้องห้ามพร้อมจับเข้าที่แฮนด์บิ๊กไบค์แน่น เมื่อเขาดันรถขึ้นมาและควบขี่พร้อมบิดสตาร์ทมอเตอร์

‘ปล่อ..ย ผมจะไปหาเมีย..’

บรืนนน~

‘ไปไม่..เห้ยคุณ! กลับมาก่อนนน!’

เขาหักคอหันออกแล้วขี่ทะยานไป ไม่สนใจเสียงที่เรียกตามหลังมา เสียงบิดของท่อยังดังไม่เท่าเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำของเขาในเวลานี้ มันเต้นรัวแรงชนิดที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือเป็นเพราะหัวใจที่เขาฝากไว้กับใครอีกคนถูกส่งกลับมาแล้ว เขาถึงได้ยินมันชัดขนาดนี้..?

แขกเหรื่อเต็มสองข้างทาง แต่เจ้าของร่างใหญ่ในชุดเสื้อมอซอกางเกงยีนขาดมีรอยเปื้อนคราบฝุ่นจากท้องถนนที่พึ่งผ่านการนอนกลิ้งบนถนนมาเมื่อครู่ ตัวเขาเอาแต่ยืนนิ่ง ทั้งที่ก่อนหน้าอยากมาถึงที่นี่ใจแทบขาด แต่พอมาจริงๆ กลับก้าวขาไม่ออก ไม่แม้แต่ก้าวเดียว

‘สงสัยจะเป็นแฟนหนุ่มที่ลูกชายแอบซุกไว้ค่ะ’

‘ลูกชาย? คนไหนคะ?’

‘คนในโลงไงคะ…’

ถึงจะได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วลอดผ่านหู เขาก็ไม่คิดจะเสียเวลาหยุดฟัง เสียแต่ว่ามีชื่อหนึ่งหลุดออกมาจากปากป้าๆ พวกนั้น

‘แต่ไม่เห็นตาแชมป์เลยนะคะ’

‘เห็นว่าทางบ้านกลัวตาแชมป์ทำใจไม่ได้เลยส่งไปต่างประเทศ ไม่ยอมให้มางานศพน้อง อย่างว่าฝาแฝดกันนี่คะ’

‘แต่ที่ตาศึกตกลงมาก็เพราะทะเลาะกับตาชนะไม่ใช่เหรอคะ ถึงจะแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ก็น่าจะมาขอโทษน้องสักหน่อยก็ยังดี’

ปากกาหล่นจากมือกลิ้งไปถึงขอบโต๊ะอีกฝั่งก่อนตกกระทบพื้นดังกึก ทำคนที่ตกอยู่ในภวังค์รู้สึกตัวตื่น มือหนาข้างนึงกุมขมับค้างไว้ ก่อนมืออีกข้างจะควานหาซองบุหรี่ในลิ้นชักด้านบน เขาหยิบซองขึ้นมาถือไว้แล้วใช้ปากคาบตัวบุหรี่ออกมา วางซองบุหรี่ลงแล้วเปิดฝาไฟแช็กมาจุดสูบ

ปล่อยให้ควันลอยขึ้นไปกระทบกับฝ้าเพดาน พอๆ กับปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับคำพูดติดหู

‘ตาศึกตกลงมาก็เพราะทะเลาะกับตาชนะไม่ใช่เหรอคะ?’

ยิ่งส่งผลให้เขาจมดิ่งไปกับความคิดลึกกว่าเดิม

“ทำไมทิ้งกู..? ทำไม..?”

ก๊อกๆๆ

บุหรี่ที่ยังสูบไม่ถึงครึ่งถูกขยี้ดับลงบนที่เขี่ยบุหรี่ เมื่อถูกก่อกวนจนหมดอารมณ์จะสูบต่อ

“เฮียครับ มาวินมาครับ” ขุนแผนเจ้าเดิมเคาะประตูแจ้งบอกว่ามีคนมาหา

“ให้เข้ามา”

“ขอโทษครับ วินมารบกวนเฮียรึเปล่า?” หนุ่มร่างน้อยโผล่ใบหน้าขาวอย่างกับหลอดนีออนเข้าไปถามเชิงขออนุญาตเจ้าของห้อง

“มาแล้วก็เข้ามา” มาวินเคยชินกับคำพูดห้วนๆ ฟังดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ทุกครั้งที่มาหาก็ยอมให้เขาเข้าไปหาเสมอ

“ขอบคุณนะขุน” มาวินไม่ลืมหันไปขอบคุณเพื่อนสนิทที่คุยกันน้อยลงตั้งแต่เข้ามหาลัย คงมาจากเรียนแยกคณะกัน จึงไม่ค่อยได้ร่วมก๊วนสุงสิงเหมือนเคย

“วินกลัวเฮียมัวแต่ทำงานจนลืมกินข้าวเลยเอามาฝากครับ เฮียไม่ยอมบอกสักทีว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไร วินเลยซื้อมาให้ลองหลายอย่าง” คนที่จัดว่าเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาน่ารักเดินโชว์ถุงกับข้าวหลายอย่างให้ดู ก่อนจะเดินไปหยิบจานที่ตั้งอยู่บนตู้เย็นนำมาเทใส่แล้ววางให้คนตัวโตบนโต๊ะทำงานอย่างเคยชิน

มาวินวางกระเป๋าสะพายข้างที่เจ้าของห้องซื้อให้เมื่อเดือนที่แล้วลงบนโซฟารับแขก ก่อนจะมาทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของร่างสูง

“พึ่งเลิกเรียน?” ถามก่อนตักข้าวคำแรกเข้าปาก

“อาจารย์ปล่อยตั้งแต่บ่ายแล้วครับ แต่วินต้องรอรับน้องให้เสร็จก่อน ฮัดเช้ย!” มาวินหันข้างไปปิดจมูกจาม จมูกเขาไวต่อกลิ่นบุหรี่และควันฉุนๆ ถึงจะเคยเปิดปากบอกพ่อสิงห์อมควันคนนี้แล้ว แต่ทศกัณฐ์กลับเพียงบอกว่าทนไม่ได้ก็ไม่ต้องเข้าใกล้ มาวินเลยต้องเป็นฝ่ายยอมแทน

“อืม” คนสงวนคำ นานๆ จะถามเป็นประโยคยาวๆ สักที ไม่เห้นเหมือนตอนที่อยู่กับเพื่อนเก่าของเขา คงมีแค่เพื่อนคนนั้นที่จะทำให้คนที่เอาแต่ตักข้าวเข้าปากหลุดประโยคยาวๆ จนแทบจะกลายเป็นนกแก้วนกขุนทอง

คิดแล้วก็บั่นทอนจิตใจ แต่คนมาทีหลังก็ทำได้แค่อดทน ยิ่งถ้ารู้ว่าเขา

ยังลืมคนรักเก่าไม่ได้ ก็ต้องทำใจยอมรับให้ได้ ถ้ายังอยากมีเขาอยู่ข้างๆ อย่างนี้ต่อไป อย่างน้อยในบรรดาคนเข้าคิวต่อแถวเป็นเด็กเฮียทศ เขาถือเป็นบัตรคิวแรกๆ ที่ได้รับโอกาสอย่างฟลุคๆ

มาวินมองอีกฝ่ายทานข้าวแล้วก็แอบอมยิ้ม หลังจากที่เพื่อนรักอย่างชนะศึกจากไป เขาที่ห่วงแฟนเพื่อนจะทำใจยอมรับไม่ได้ก็ขันอาสาตามดูแล จนกลายเป็นความผูกพันที่เขาก็ไม่รู้ตัวเองว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขามองแฟนเพื่อนเปลี่ยนไป หรืออาจจะเพราะมีใจตั้งแต่ต้น

ถึงอย่างนั้นมาวินก็ยังแอบเก็บความรู้สึกดีๆ ไว้ในใจ แล้วอยู่ข้างๆ ทศกัณฐ์ในฐานะเพื่อนแฟนไปเรื่อยๆ ถึงในมหาลัยจะมีคนเข้าหามากมาย แต่มาวินก็รู้ใจตัวเองว่าไม่สามารถมองใครได้อีกนอกจากยักษ์ที่ใครๆ ก็ว่าดุ แต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ทศกัณฐ์ก็โฟกัสแต่งานไม่เคยมองใคร ภายในใจมีแต่ภาพของแฟนที่ตายไปอัดเต็มแน่นจนไม่เหลือพื้นที่ว่าง

จนกระทั่งเมื่อครึ่งปีก่อน...

มาวินไปหาทศกัณฐ์หลังเลิกคลาสเหมือนเคยเพื่อเอากับข้าวไปฝากตามปกติ แต่อยู่ๆ พ่อยักษ์จอมดุแสนเย็นชาก็จู่โจมใส่พร้อมถามคำถามสั้นๆ ที่แค่นึกถึงยังใจเต้น

‘อยากเป็นเด็กกูมั้ย..?’

ถึงจะได้กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกแต่หัววันและไม่รู้เหตุผลของการกระทำ แต่เมื่อมีโอกาสดีๆ เข้ามา มีหรือเขาจะไม่คิดไขว่คว้าเอาไว้ จากคนที่ทำได้แค่มองพวกเขารักกัน ถึงเวลาของเขาสักที

หึ มาทีหลังแล้วไง ไม่สำคัญเท่าปัจจุบันใครได้เป็นตัวจริง...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป