บทที่ 6 ตัวแทนที่อยากเป็นตัวจริง

“อร่อยไหมครับ?” มาวินถามเมื่อเห็นร่างใหญ่เอาแต่กินข้าวไปเงียบๆ

“ก็ไม่เลว” และไม่มีความเห็นอะไรเพิ่มเติมเหมือนเคย

พอทานจนอิ่ม มาวินก็ทำหน้าที่เก็บจานทำความสะอาดให้เรียบร้อยอย่างที่ทำเป็นประจำ ก่อนจะกลับมานั่งโซฟาเพื่อเอางานของมหาลัย มาทำขณะรอทศกัณฐ์เคลียร์งาน

“วันนี้คณะของวินมีนัดเลี้ยงสายพร้อมกับคณะวิศวะยานยนต์กับวิศวะคอมฯ ที่ Iccy Bar แหละครับ” ทศกัณฐ์ละสายตาจากเอกสารขึ้นมามองใบหน้าเล็กที่มีปากนิดจมูกหน่อยดูแล้วเหมือนกระต่ายเวลาขยับปากพูดเล็กน้อย ก่อนจะก้มไปอ่านเอกสารต่อพร้อมบอกสั้นๆ

“อืม”

“วินมาหาเฮียเสร็จ ก็ว่าจะแวะไป เฮียไปด้วยกันมั้ยครับ” รวบรวมความกล้าถามในสิ่งที่รู้ว่าคำตอบจะทำให้ใจฝ่อ แต่ก็อยากที่จะถาม

“ไม่ไป” ทศกัณฐ์ตอบเสียงเรียบ ทำอีกคนใจแป้วอย่างที่คิดและได้แต่ฝืนยิ้มเจื่อนๆ

“ได้ติดต่อกับทางบ้านนั้นบ้างรึเปล่า?” อยู่ๆ ก็ถาม

“เฮียหมายถึงบ้านของ..ศึก เอ่อ ชนะศึกเหรอครับ?” ถามเสียงอ่อย

“อืม”

“ไม่ครับ ก็ตั้งแต่..วันนั้น..ก็ไม่ได้ติดต่ออีกเลยฮะ” ก้มหน้าตอบ รู้สึกช้ำใจที่เขาถามถึงแฟนที่ตายไปแล้ว ปกติก็ไม่เคยถาม แต่พอจับสังเกตได้ว่าถ้าเขาเล่าเรื่องอะไรที่มีชนะศึกอยู่ในเหตุการณ์นั้น เฮียทศกัณฐ์จะมีปฏิกิริยาเหมือนอยากฟังต่อ ผิดกับเรื่องอื่นที่ต่อให้สนุกสนานแค่ไหนก็ทำหูทวนลม ฟังเหมือนไม่ฟัง

“นึกว่าสนิทกับไอ้คนพี่” สายตาคมลอบจับสังเกตอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะกลับไปมองเฉยๆ ตามเดิม

“ก็แค่ตัวกลางห้ามทัพเวลาพวกเขาทะเลาะกัน แต่ไม่เคยติดต่อกันส่วนตัวหรอกครับ ถ้าเฮียไม่มีอะไรแล้ว งั้นวินขอตัวกลับก่อน” มาวินตอบเสียงเศร้าพร้อมหลุบตาเก็บข้าวของใส่คืนกระเป๋า เขาก็หวังว่าอีกฝ่ายจะรั้งไว้ ก็แค่หวัง

“มานี่สิ” สองนิ้วใหญ่กวักเรียกหนุ่มหน้าหวานให้เข้าไปหาพลางหมุนเก้าอี้ไปด้านข้าง มาวินเดินไปหยุดด้านหน้าเก้าอี้ ขายาวหย่อนขาในท่วงท่าสบาย มือปลดเข็มขัดต่อด้วยตะขอกางเกงยีน

“ทำสิ” ปรายตาคมกล้ามองอย่างเฉยเมย

ร่างเล็กเดินไปตามนิ้วที่กวักเรียกราวกับถุกสะกดจิต เขารีบคุกเข่าลงด้านหน้าเก้าอี้ของคนตัวโต มือขาวนวลเอื้อมไปรูดซิปลงเผยให้เห็นเนื้อผ้าสีดำที่ห่อหุ้มมังกรขนาดใหญ่ไว้ภายใน สมแล้วที่สักลายมังกรพาดบ่า

ไม่ต้องรอให้บอกว่าต้องทำอะไรต่อ มือเรียวที่มักใช้จับแต่ดินสอและพู่กันเป็นส่วนใหญ่ค่อยๆ ควักเอาแก่นกายใหญ่ที่มือเขาสองมือยังกำไม่รอบ ออกมาสาวรูด กลิ่นจากน้ำมันเครื่องที่ติดตามเนื้อตัวผสมกลิ่นฟีโรโมนความเป็นชายยิ่งกระตุ้นความอยากของหนุ่มหน้าใสจนพาลให้หน้าแดงอย่างอดไม่ได้ แม้จะทำบ่อยแค่ไหนก็ไม่ชิน

มือหนาคว้าซองบุหรี่ที่อยู่บนโต๊ะมาจุดสูบอีกครั้ง ทศกัณฐ์เพียงแค่ปรายตามองแต่ไร้ซึ่งสีหน้าของความซ่านเสียวหรือพอใจ เขาเงยหน้าขึ้นมองฝ้าเพดาน ควันสีขุ่นถูกพ่นขึ้นบนใส่เพดานห้องต่อเนื่องเหมือนก่อนหน้า ขณะที่ช่วงล่างก็ปล่อยให้คนตัวเล็กปรนเปรอไปเรื่อยๆ ทั้งมือทั้งปากทำงานประสานกันเป็นจังหวะ

ไม่มีเสียงร้องระบายอารมณ์หรือคำสบถให้ได้ยิน แต่มาวินที่ชินชากับปฏิกิริยานี้ก็ไม่คิดยอมแพ้ ด้วยรู้ว่าทศกัณฐ์เป็นพวกเสร็จยาก บางครั้งทำจนปากเปื่อย แต่ไม่เสร็จเลยก็มี

“ดี...” เขาเริ่มเอ่ยชม เมื่อปรายตามองเห็นคนที่แอบซุ่มดูอยู่ สงสัยต้องใช้จินตนาการเข้าช่วยเพื่อเสร็จให้เห็น ใครบางคนจะได้รีบแจ้นไปรายงาน

หลังจากได้ปลดปล่อยพอหอมปากหอมคอ ทศกัณฐ์ก็กลับมาจัดการงานต่อ ส่วนมาวินก็หยิบเอาภาพขึ้นมาสเกตรอไปพลางๆ จนเวลาล่วงเลยมาเกือบทุ่มครึ่ง

เสียงสายเข้าดังกวนคนกำลังมีสมาธิ ขนาดตั้งใจไม่รับติดต่อกันสองสามทีก็ยังกระหน่ำโทรไม่เลิก

“โทรมาทำไมนักหนา?” ทศกัณฐ์บ่นด้วยน้ำเสียงติดหงุดหงิด

(นัดรวมตัว)

“ร้านไหน?”

(แชทกลุ่มหัดอ่านบ้างสิเห้ย Iccy Bar ร้านใหม่กู)

“กี่โมง?”

(ดังแล้วหยิ่งไอ้ห่า สองทุ่ม จอดรถที่ป้ายเดิม แค่นี้แหละ!)

กริ๊ก! ปลายสายวางไปดื้อๆ อย่างคนที่มีศีลเสมอกัน

ก๊อกๆ

“ขออนุญาตครับเฮีย ไอ้ขุนมันขอลากลับไปก่อนแล้วนะครับ จู่ๆ มันก็บอกปวดท้อง ผมเลยให้มันกลับเลย” บอลเคาะประตูขออนุญาตก่อนเข้ามาเพื่อแจ้งว่าเขาอนุญาตให้ขุนแผนลากลับก่อนเพราะป่วย

“หึ” ลมหายใจพ่นผ่านรินรดมือสองข้างที่ผสานอังไว้ใต้จมูก ไม่มีใครทันเห็นรอยยกยิ้มมุมปาก

“อันนี้สุดท้ายของวันนี้แล้วครับ” ยื่นผลรายงานการตรวจสภาพรถที่พึ่งมาส่งซ่อมล่าสุด ถึงจะยังเสียวๆ หัวไม่หายแต่ก็ต้องเอาเข้ามาเพราะอยู่ในความรับผิดชอบเขา

“อะไหล่รุ่น slk-class R172 น่าจะหมด คงต้องรอสั่งเร็วสุดก็สองอาทิตย์” มือหนารับเอกสารมาพลิกอ่าน รายละเอียดเล็กน้อยก่อนจะยื่นส่งคืนกลับไป ไม่ได้สนใจน้ำเสียงที่ลูกน้องใช้พูดกับตน

“ถ้าขนส่งไม่มีปัญหาก็ประมาณนั้นครับเฮีย แต่ช่วงนี้มีข่าวพวกของนำเข้าติดด่านตม.นานกว่าปกติ เฮียจะให้แจ้งลูกค้าล่วงหน้ามั้ยว่าอาจล่าช้า”

“แจ้งไปก่อนก็ดี แต่เป็นลูกค้าเก่าคงไม่เร่งรับรถ งานที่เหลือกูค่อยเคลียร์พรุ่งนี้แล้วกัน คืนนี้นัดพวกไอ้วาฬไว้”

“รับทราบครับเฮีย มานานหรือยังเนี่ย?” บอลบุ้ยปากไปทางมาวินที่กำลังมีสมาธิจนไม่รู้ว่ามีคนเข้ามาใหม่

“ว่าไงมาวิน ไม่คิดทักทายกันหน่อยเหรอ?” บอลเอ่ยทักอย่างคุ้นเคยตามประสาคนที่รู้จักกันมาหลายปี

“อ้าวพี่บอล! ขอโทษครับ..พอดีวินมัวแต่ตีเส้นเพลินไปหน่อย ตอนวินเข้ามามัวแต่รีบมาแกะข้าวให้เฮียเลยไม่ได้ไปทักทาย” มาวินเงยหน้ามาเห็นบอลก็เผยรักยิ้มพร้อมยกมือไหว้ บอลถูกใจเพราะมักเจอมาวินพร้อมกับเด็กคนนั้นอยู่บ่อยๆ มาวินเป็นเด็กที่เรียบร้อยต่างจากชนะศึกที่โคตรซน โคตรกวนตีน จนถ้าไม่ติดว่าเป็นเมียเฮีย คงถูกเขาฟาดกระบาลไปหลายกรุบ พูดแล้วก็คิดถึงมัน ไม่น่าอายุสั้นเลย

“ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวเฮียจะออกไปข้างนอกต่อ จะกลับเลยมั้ยจะได้ไปส่ง” บอลถามตามความเคยชิน เพราะทุกครั้งเฮียจะให้เขาเป็นคนไปส่งมาวินถึงหอพัก บอลดูว่าเด็กคนนี้คิดยังไงกับลูกพี่เขา ถึงจะรู้ก็ใช่ว่าจะเชียร์ มันแปลกๆ อยู่ที่เพื่อนแฟนจะมาคบกับแฟนเพื่อน ถึงจะไม่มีกฎออกมาเป้นกิจจะลักษณะ แต่ส่วนใหญ่เขาไม่ทำกัน

“จะไปไหนเหรอครับ?”

“ร้านไอ้วาฬ”

“ใช่ Iccy Bar มั้ยครับ? งั้นวินติดรถไปด้วยได้มั้ยครับ? มีเลี้ยงสายรหัสที่วินบอกเฮียไปเมื่อเย็น”

ทศกัณฐ์ไม่ตอบแค่วางปากกาวางเอกสารเปิดค้างไว้หน้าเดิม ก่อนจะลุกขึ้นคว้าแจ็กเกตยีนตัวเก่ง หยิบกุญแจรถ แต่ก่อนจะก้าวพ้นประตูก็ไม่ลืมที่จะถามคนที่ยังรอคำตอบ

“จะไปมั้ย?” แค่นั้นมาวินก็พยักหน้าหงึกๆ รีบยัดของใส่กระเป๋าเป้ ลุกขึ้นเดินตามไป

“ไปครับไป”

ไม่มีคำชวนหวานหู คนตัวโตสรุปเอาไว้เสร็จสรรพเพราะขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงกับลูกน้องคนสนิท

“เอ่อ ไว้เจอกันนะครับพี่บอล สวัสดีครับ” มาวินไม่ลืมที่จะหันมายกมือไหว้กล่าวลาตามมารยาท

“รีบไปเถอะ” บอลโบกมือแทนการรับไหว้ พร้อมกับส่งยิ้มอย่างเอ็นดู

เจ้าตัวที่ได้แต่มองตามรถสปอร์ตขับซิ่งออกไป ในมือถือบอร์ดเอกสารยันท้ายทอย อีกข้างเท้าเอวพลางบ่นพึมพำตามหลัง

“คนตายก็ตายไปแล้ว คนอยู่ก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปให้ได้นั่นแหละ” คนพูดว่าจบก็หันหลังไปปิดไฟห้องเจ้านาย “เฮ้อ~ ปิดอู่แล้วชวนไอ้ทิวไปดื่มสักเป๊กดีกว่า”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป