บทที่ 12 บทที่11
“ฉันด่าเธอนั่นแหละ แต่ก่อนชอบด่าฉันไม่มีพ่อ แต่ดูคนมีพ่อแม่แบบเธอซิ มารยาทโคตรทราม ถามจริงใครสั่งใครสอนให้มารื้อข้าวของห้องคนอื่น”
“หน็อย..อีแก้ว มึงด่ากูขนาดนี้มาตบกับกูเลย!”
“เอาดิ ตบหนึ่งที ฉันแจ้งความแน่” คำว่า ‘แจ้งความ’ พาทุกคนที่ยืนอยู่ชะงัก
สำหรับงามพิศแล้ว จะให้หล่อนสู้แรงบรรดาคนใช้ทั้งโขยง หล่อนก็คงไม่มีปัญญา แต่หล่อนรู้จุดอ่อนคนในตระกูลนี้ดี
“ถ้าพวกนายอยากทำให้พวกคนในบ้านทรัพย์รุ่งโรจน์เสื่อมเสียชื่อเสียงก็ลองดู”
“หน็อย อีลูกคนใช้”
“อือ แล้วไง พูดอย่างกับเธอไม่ใช่ลูกคนใช้..ก็คนใช้เหมือนกันไหม” เธอย้ำ
“บอกไว้เลยนะ อ้ายอีคนไหนที่ทำข้าวของห้องนี้พัง คนนั้นต้องชดใช้” เสียงหวานดุ พร้อมกับหยิบมือถือมาถ่ายบรรดาถ้วยชามกระเบื้องที่แตก ยังดีหม้ออบยี่ห้อแพงที่ลงทุนซื้อมาเพื่อทำขนมยังไม่เสียหาย
แม้แต่เสื้อผ้าหรูราคาแพงที่อีพระเอกธงแดงซื้อมาให้ก็ถูกฉีกทึ้งทำลาย ก็ดีหล่อนจะได้มีข้ออ้างที่จะไม่ใส่ อีกทั้งยังได้เรียกร้องค่าเสียหายด้วย
“เฮ้ย แก้วเดี๋ยวก่อน แทนขอโทษ...พวกมึงรีบมาช่วยกันเก็บก่อนเร็ว อยากโดนตัดเงินเดือนหรือยังไง” แทนคุณหันไปสั่งบรรดาคนงานคนอื่น เดิมทีเขาไม่ได้อยากมาหาเรื่องแก้วกัลยาแม้แต่น้อย เพราะรู้ดีว่าถึงแม้คุณวินจะโกรธเกลียดหญิงสาวยังไง
ทว่าความผูกพันที่คนทั้งคู่มีต่อกันหาใช่คนทั่วไปจะยุ่มย่ามตามมารังแกถึงถิ่นได้...ยิ่งนึกถึงเวลาคุณวินโมโห พวกเขาก็ขนหัวลุกแล้ว
“เดี๋ยวก่อนซิพวกพี่ จะช่วยนังแก้วเก็บทำไมล่ะ” ชบาชักร้อนใจ แต่เพื่อนคนงานวัยเดียวกันหาเชื่อฟังไม่ แก้วกัลยากอดอกดูสถานการณ์ ก่อนเท้าเล็กๆ จะเดินไปหยิบชุดเดรสสีแดงปักเหลื่อมยี่ห้อหรูขึ้นมาดู
“ชบาเธอรู้ไหม เดรสตัวนี้ราคาเท่าไร” คนตัวเล็กชูให้คนตรงหน้าดู ดวงตาคู่สวยวาววับ
“อะไร”
“พวกเธอเป็นคนทำมันพัง เพราะฉะนั้นต้องชดใช้ ชุดเดรสของแบรนด์นี้ถูกสุดราคาสามหมื่น และบางตัวราคาหลักแสน” เสียงหวานประเมินจากสัมผัส และเนื้อผ้า
จริงอยู่หล่อนไม่รู้จักแบรนด์เสื้อผ้าในโลกแห่งนี้ แต่จากการสำรวจราคาสินค้าของช่วงที่ผ่านมา ก็พอจะรู้ว่า ‘ราคา’ ทั้งสองโลกนั่นใกล้เคียงกัน
“อะ..ไร..นะ” หัวหน้าที่พาคนมาหาเรื่องถึงกับหน้าซีด คนตัวเล็กยืดตัวเต็มส่วนสูง ดวงตาราวลูกกวางน้อยตอนนี้แทบจะเปลี่ยนเป็นแม่เสือสาวกวาดมองแก๊งตัวร้ายตรงหน้า ริมฝีปากเล็กโบ้ยไปยังกองเสื้อผ้าที่ทิ้งไว้
“เสื้อยืดสีดำตรงนั้นราคาห้าพัน..ส่วนข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกทำลายฉันจะรวบรวมค่าเสียหายอีกที เสร็จแล้วเราไปเจอกันที่ห้องท่านเจ้าสัว”
“อีแก้ว มึงพูดบ้าอะไรของมึง” ชบาถึงกับมึนติบ ใบหน้าคมขำถึงกับซีด
‘ค่าเสียหายบ้าอะไร’
“เรื่องง่ายๆ แบบนี้คิดไม่ได้เหรอ? พวกเธอทำข้าวของห้องฉันพัง ก็ต้องรับผิดชอบซิ ถ้าไม่อยากให้ฉันไปแจ้งความ..ฉันก็จะไปแจ้งเรื่องกับท่านเจ้าสัวแทน” เสียงหวานอธิบายอย่างใจเย็น ทว่าบรรดาคนงานถึงกับเสียวสันหลังวาบ
ไม่คิดว่าคนแรกที่แก้วกัลยาขู่ฟ้องไม่ใช่คุณวโรดม แต่คือ นายใหญ่ของบ้าน
เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ท่านเจ้าสัวสมพงศ์นั้นยุติธรรมแค่ไหน ถ้าเรื่องรู้ถึงท่านไม่เพียงแค่โดนหักเงิน ดีไม่ดีอาจโดนทัณฑ์บน หรือซวยสุดอาจโดนไล่ออกจากบ้าน
“คนที่ก่อเหตุ มี ชบา พี่แทน พี่อิง นายก้าน เม็ดพลอย แล้วเธอชื่ออะไร” คำสุดท้ายหันไปถามหญิงสาวหน้าซื่อแปลกหน้าตัวเล็กสุดที่ถูกลากมาด้วย
“ฉันชื่อ เกดจ้ะ ฉันพึ่งเข้ามาทำงานที่นี่ แล้วฉันก็เอ่อ ไม่ได้ตั้งใจทำลายข้าวของห้องเธอ ฉันขอโทษนะจ๊ะ เธออย่าเอาเรื่องไปฟ้องท่านเจ้าสัวเลย” หญิงสาวพูดพร้อมกับยกมือไหว้ท่วมหัว ดวงตาแสนซื่อคลอไปด้วยน้ำตา
“แล้วเมื่อกี้เธอทำอะไรบ้าง”
“ฉันแค่รื้อของจ้ะ” คนใช้มือใหม่ตอบเสียงซื่อ แก้วกัลยาพยักหน้ารับหนึ่งที ก่อนจะยิงคำถามเพิ่ม
“แล้วพวกของใช้ในห้องครัวใครเป็นคนทำ”
“พวกพี่อิง กับพี่ก้านจ้ะ” ลูกเกดตอบเสียงเบา เริ่มกลัวผู้หญิงตรงหน้าถึงแม้เจ้าหล่อนจะถามเสียงอ่อนหวานก็ตาม
“อ้อ แล้วพวกเสื้อผ้าแบรนด์ใครเป็นคนฉีก”
“พี่ชบาจ้ะ พี่เขาเป็นคนทำคนเดียว” เสียงตอบยิ่งเบาขึ้นไปอีก ใบหน้าเล็กงุบลงจรดคอ คนโดนกล่าวหาแทบกรีดร้องเสียตรงนั้น
“อีเกด!!”
“อ้อ สรุปเธอทำแค่คนเดียวใช่ไหม ดีงั้นค่าเสียหายพวกนี้ ชบาต้องรับผิดชอบ”
“ไม่ ทำไมฉันต้องรับผิดชอบคนเดียวด้วย”
“อ่ะ พี่แทน แก้วถามอีกครั้งเสื้อผ้าพวกนี้ใครทำ ถ้าพวกพี่ร่วมขบวนการ..นอกจากข้าวของในห้องครัว พวกพี่ก็ต้องรับผิดชอบส่วนนี้ด้วย” หญิงสาวต่างโลกหันไปถามด้วยมาดของคนเป็นนาย แทนคุณรีบส่ายหัวปฏิเสธทันที
“พวกพี่ไม่ได้ทำนะแก้ว นังชบาทำคนเดียว” เรื่องอะไรพวกเขาต้องมาจ่ายด้วยล่ะ
“พี่แทน!”
“พี่ก็บอกแกแล้วไง เสื้อผ้าที่คุณวินซื้อให้ แกอย่าไปยุ่ง แกก็ไม่เชื่อพี่เอง” อิงลูกคนใช้อีกคนเสริมเซ็งๆ เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ยังต้องเอากระดูกมาแขวนคอไปอีก
“พี่อิง!! ไปกลัวอีนี่ทำไม” ชบาแทบร้อง เมื่อพี่สาวคนสนิทไม่เข้าข้าง
“โอเค แก้วเข้าใจแล้ว ยังดีข้าวของในห้องครัวเสียหายไม่เยอะ แก้วคิดเงินแค่ห้าพันพอ พวกพี่โอนมาเดี๋ยวนี้ แล้วแก้วจะไม่เอาเรื่อง” แก้วกัลยาสั่งเสียงเข้ม พร้อมกับบอกเลขพร้อมเพย์
อิงจึงเป็นตัวแทนคนใช้กัดฟันโอนเงินค่าเสียหายให้ทันที
แน่ละ ไม่มีใครอยากมีปัญหาขึ้นไปพบท่านเจ้าสัว แล้วตัวเธอมั่นใจมากว่า นังแก้วนางฟ้องแน่!!
เมื่อเห็นยอดเงินเข้ามาในมือถือ เจ้าของเรือนจึงหันไปคุยกับลูกหนี้อีกคนแทน
“ส่วนเธอจ่ายมาสามแสน”
“สามแสน!! อีบ้า ฉันไม่จ่าย”
“ไม่จ่ายก็ไปเจอกันที่ห้องทำงานท่านเจ้าสัว” แก้วกัลยาไม่พูดเปล่า เท้าเล็กๆ เร่งสาวเท้าเดินไปทางตึกใหญ่ทันที
เล่นเอาชบาชักร้อนใจ จริงอยู่คนเบื้องหลังที่ใช้ให้มาทำเรื่องเลวๆ นั้นใหญ่มาก แต่ไหนเลยจะใหญ่เท่าประมุขของบ้าน
“ชบา..มึงรีบจ่ายๆ ไปเหอะ เดี๋ยวก็โดนท่านเจ้าสัวไล่ออกจากบ้านหรอก” แทนคุณรีบกระตุ้นก่อนเรื่องจะบานปลาย ไม่รู้ตอนนั้นผีห่าซาตานตนไหนสิงเขาจึงเผลอคล้อยตาม..มาตอนนี้ชักรู้ตัวแล้วว่า 'โคตรซวย'
“ตกลงๆ ฉันยอมจ่าย” ชบาตอบรับเสียงแห้ง
ณ ตึกเบญจรงค์
เวลานี้ภายในบริเวณห้องรับแขกสไตล์วิกตอเรียเจ้าของตึกในวัยสามสิบกำลังให้ช่างแต่งเล็บให้อยู่ ใบหน้ารูปไข่ถูกแต่งแต้มสีสันงดงามแทบไม่มีที่ติ เรือนร่างเพรียวระหงสวมใส่ชุดเดรสสีเหลืองนวลขลับผิว กำลังนั่งเอนพิงกับเท้าแขนโซฟา
"อืม..สีนี้สวยใช้ได้นะ" มุกมณียกหลังมือขาวสะอาดขึ้นมาสำรวจด้วยความพึงพอใจ
"ก็ผิวคุณมุกสวย ทาสีไหนก็สวยค่ะ" ช่างเจ้าประจำรีบประจบอย่างคนรู้ใจ
ริมฝีปากอิ่มเต็มของไฮโซสาวบิดยิ้มขึ้น ก่อนสายตาจะเหลือบแลเห็นสาวใช้ของน้องสะใภ้คนสวย
มุกมณีเปลี่ยนเป็นพยักพเยิดให้เลขาส่วนตัวจัดการจ่ายเงินให้กับช่าง ก่อนที่ทั้งห้องจะเหลือกันแค่สองคน
"เอ่อ...คุณมุกคะ" เสียงคนใช้ประจำตัวแพทริเซียติดจะสั่น กลับกันกับพี่สาวคุณวโรดมที่แสนจะเย็นชาเย่อหยิ่ง
"เรื่องที่ฉันสั่งให้ไปจัดการ..สรุปได้เรื่องว่ายังไงบ้าง"
ชบากลืนน้ำลายดังเฮือก ก่อนจะพรั่งพรูเรื่องราวทุกอย่างออกมา ในขณะที่คนฟังยิ่งฟังหน้ายิ่งบึ้ง จนนังสาวใช้บอกว่าเสียเงินร่วมสามแสนความโกรธถึงกับจุดพีคสุด
"นังโง่!!" ด่าไม่พอ อารมณ์ร้ายยังพาที่เขี่ยบุหรี่ลอยตามมาด้วย
แน่ละ สาวใช้ที่เติบโตมาในตระกูลทรัพย์รุ่งโรจน์มีหรือจะกล้าหลบ เพราะยิ่งหลบคุณหนูท่านก็จะยิ่งโกรธ
ความเจ็บแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ มาพร้อมกับความเหนียวเหนอะที่ศีรษะ ชบาได้แต่ก้มหน้าก้มตาฟังคำบริภาษจนกว่านายจะพอใจ ก่อนที่เจ้าหล่อนจะไล่ด้วยเหม็นขี้หน้าที่ทำงานไม่สำเร็จ
"นั่งหน้าโง่อยู่ได้ ฉันบอกให้แกออกไป ไม่ได้ยินหรือยังไง!!!"
"ตะ แต่..คุณมุกคะ แล้วเงิน...สามแสนละคะ" เสียงตะกุกตะกักทวงถาม ยิ่งทำให้มุกมณีปรี๊ด
"อีคนใช้หน้าโง่ แกอยากให้เงินมันไปเอง ก็รับผิดชอบเองซิ"
