บทที่ 3 ไม่เคยเจอ
ความเงียบปกคลุมพื้นที่นรกต่างกับภาพตรงหน้าที่วิญญาณสาวดูท่าทางตื่นตาตื่นใจคล้ายกับว่าตัวเธอนั้นมาเที่ยวมากกว่า สุวาน สุวรรณเลขาต่างก็สบตากันพลางกลอกตามองไปทางราชายมราชที่ยังนิ่งแม้สีหน้าจะยังดูน่ากลัวน่าเกรงขามแต่เขามันเงาที่อยู่บนศีรษะกลับหดลงเล็กน้อย
ท่านกำลังทำตัวไม่ถูกเป็นครั้งแรก
จะกระแอมดีไหมนะ ไม่รู้ว่าถ้ากระแอมแล้วท่านจะโกรธจนเขางอกยาวหรือเปล่า อันที่จริงเขาขององค์ราชาไม่ได้มีไว้เพื่อความน่าเกรงขามเท่านั้น แต่ยังมีไว้เพื่อบอกความรู้สึกอีกด้วย
สุวานหลับตาปี๋ตัดสินใจบอกท่านยมให้วินิจฉัยกรรมต่อ “เอ่อ...” ทว่ายังไม่ทันพูดจบวิญญาณใหม่ตนนี้ยังทำสีหน้าบูดบิ้งเหมือนกำลังงอนใครบางคน
“ชิ ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด” เดี๋ยวนะ! เพราะนิสัยแบบนี้หรือเปล่าถึงตายน่ะ
“ท่านยม ท่านดู ‘ยิ่งใหญ่’ จังเลยนะเจ้าคะ” อะไรยิ่งใหญ่ ราชายมราชอย่างตนงงไปหมดแล้ว แต่เมื่อมองจากสายตาแล้วเหมือนกับว่าวิญญาณสาวตนนี้กำลังจ้องมองส่วนกลางกายเขา
เฮอะ! มีที่ไหนกันนี่มันวิญญาณบาปเพราะผิดศีลข้อสามหรือเปล่าเนี่ย!
“มองอะไรของเจ้า!” ราชายมราชเอาขาลงอยากหันไปเรียกสมุดบัญชีกรรมของสุวานมาปิดส่วนนั้น หรือสั่งให้เหล่ากุมภัณฑ์มาควักดวงตาคู่นี้ของวิญญาณหน้าไม่อายตนนี้ดี
“ก็มองขา มองหุ่น มองหน้าหล่อ ๆ ของท่านไงเจ้าคะ”
“มองไปก็เท่านั้น บาปของเจ้าไม่ลดทอนลงหรอก” เมื่อพูดคำนี้วิญญาณสาวก็มีสีหน้าตื่นตระหนกอย่างที่ควรจะมีมาตั้งแต่แรก แปลว่าวิญญาณตนนี้คงยังไม่รู้ว่าเจ้าตัวตายไปแล้ว
“บาปเหรอเจ้าคะ” วิญญาณสาวกวาดสายตามองออกไปด้านนอกคล้ายกำลังสังเกตบริเวณโดยรอบเมื่อเห็นถึงความน่าเกรงขามของที่แห่งนี้เธอก็เพิ่งจะหวั่นวิตกขึ้นมา ทว่าเธอกลับพูดอีกครั้ง
“แต่ฉันยังไม่ตายนะเจ้าคะ” หืมจะยังไม่ตายได้ยังไง ราชายมราชหันมองสองเลขา ก่อนมองไปทางยมทูตที่พาตัววิญญาณสาวมา
“ถ้าอย่างนั้น ก่อนหน้านี้เจ้าทำอะไรอยู่เล่า”
“อ้อ ฉันกำลังหลับนอนกับใครก็ไม่รู้อยู่เจ้าค่ะ” คงเพราะ ณ หน้าบัลลังก์อันศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่สามารถโกหกได้ ดังนั้นเรื่องที่พูดออกมามักเป็นความจริงเสมอ
“แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไปร่วมรักกับคนแบบนั้นได้ เล็กก็เล็ก ลีลาก็ห่วย ปากก็เหม็น อีกอย่างที่รับไม่ได้สุด ๆ เลยนะเจ้าคะ เสร็จเร็วมาก เหมือนนับแค่หนึ่งสองสาม เข้าออกแล้วเสร็จเลยล่ะมั้ง”
“แค่ก!” ราชายมราชที่ไม่เคยผ่านเรื่องอย่างว่ามาก่อน ไอออกมาอย่างไม่รู้เลยว่าตนนั้นต้องทำอย่างไร เกิดมาได้หลายร้อยปี ไม่เคยแม้แต่จับมือกับวิญญาณสาวที่ไหน แต่เคยเห็นเรื่องแบบนั้นบ่อยครั้งผ่านทางบัญชีกรรมที่ฉายชัดอยู่หน้าบัลลังก์ ได้เห็นทุกท่วงท่า ได้รับรู้ทุกความรู้สึกของเจ้าตัว
“เจ้า ๆ ๆ” องค์ราชาคงทำตัวไม่ถูกล่ะมั้ง ถึงได้พูดอะไรไม่รู้ออกมา ทางด้านสองเลขาไม่ได้รู้สึกอะไรเลยกับคำพูดของวิญญาณสาว เพราะทั้งสองตนนั้นชินชาเสียแล้ว ก็เห็นมานักต่อนักแล้วนี่ แต่ที่น่าแปลกใจองค์ราชาไม่น่ามีอาการเหล่านี้ด้วยซ้ำ เพราะดงต้นงิ้วก็มีหญิงสาวมากมายแก้ผ้าปีนขึ้นปีนลงอยู่ไม่ใช่หรือ ชักสงสัยขึ้นมาแล้วเห็นทีต้องลองถามองค์ราชาดู
“อะไรหรือเจ้าคะ”
“เป็นสาวเป็นนาง เจ้าพูดอะไรอย่างนี้”
“ที่จริงก็ไม่ได้อยากพูดหรอกเจ้าค่ะ ในหัวมันคิดจะพูดอีกแบบ แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงออกมาเป็นแบบนี้น่ะ” คำตอบของวิญญาณสาวพอทำให้ราชายมราชเข้าใจได้ เพราะอยู่หน้าบัลลังก์นี่เอง
“หลังจากนั้นเล่า ข้ามขั้นตอนที่เจ้าโอดครวญไปเถอะ” เพราะต้องการถามความจริง ไม่ได้อยากรู้ว่าหลับนอนกับใครไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเห็นผ่านภาพกรรมที่ฉายหน้าบัลลังก์อยู่ดี
“หลังจากนั้น...” วิญญาณสาวคิดเพียงครู่ ก็ตอบออกมาอีกครั้ง “ก็ไม่สุขสมไงเจ้าคะ คิดแล้วก็หงุดหงิด เล็กขนาดนั้น เอวก็ไม่ดี จะไปสุขสมได้ยังไง เอ๊ะ ท่านบอกว่าฉันตายแล้วหรือเจ้าคะ ตายอย่างน่าเวทนาแบบนี้เลยหรือ แทนที่จะให้ฉันสุขสมสักหน่อยก่อนตายก็ยังดี”
เขาขององค์ราชาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงอมส้ม พลางยืดยาวแหลมขึ้นโค้งงอ คล้ายทั้งโกรธทั้งทำตัวไม่ถูก เมื่อเห็นเช่นนั้น สองเลขา และเหล่าบริวารต่างก็อดกลั้นไม่ให้ส่งเสียงหัวเราะออกมา
“วิญญาณบาปแน่ ๆ เจ้าต้องบาปหนานัก”
“บาปหนาหรือเจ้าคะ” วิญญาณสาวนั่งก้มหน้านิ่งไปเพียงครู่ แล้วเงยหน้าขึ้นดวงตาใสแป๋วจ้องมองผู้ยิ่งใหญ่ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ไม่สุขสมก่อนตายก็เป็นบาปหรือเจ้าคะ?”
โอ๊ย อยากหายไปจากตรงนี้เสีย ไม่ได้การแล้ว ราชายมราชอย่างเขาต้องทำอะไรสักอย่างเสียแล้ว รีบจบสิ้นตรงนี้ แล้วไปวางแผนปรับปรุงพื้นที่นรกชั้นบนดีกว่า อยู่ตรงนี้ร้อนกายร้อนใจ ยิ่งกลางกายที่มีปฏิกิริยาแค่ช่วงตื่นกลับร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างหาสาเหตุไม่ได้
มันต้องป่วยแน่ ๆ เขาไม่เข้าใจเมื่อตอนที่ตื่นก็ยังปกติดีไม่ใช่หรือไงเล่า
“เจ้ารู้หรือไม่ ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่” รีบทำตามแพตเทิร์นเดิมให้จบ ๆ ไปเสีย
“รู้เจ้าค่ะ” เอ๋? ปกติวิญญาณทุกตนต้องตอบว่าไม่รู้สิ นี่เกิดอะไรเนี่ย ไม่เคยเจอมาก่อนเลย
“ระ รู้? งั้นตอบมาว่ารู้ได้ยังไง”
“ฉันรู้เจ้าค่ะ ตั้งแต่ไม่สุขสมก็หงุดหงิดเลยก็ยกขาถีบไอ้สารเลวหำสั้นลีลาห่วยแตกเพราะโมโห เป็นคืนที่ไม่น่าจดจำเลยสักนิดแล้วก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อฉันสามครั้ง ฉันก็ขานรับจากนั้นรู้ตัวอีกทีก็กำลังเดินตามคนนับหมื่น จนมาถึงที่นี่แหละเจ้าค่ะ” เวรกรรม ไม่มีใครสอนหรือไงว่าห้ามขานรับเวลามีคนเรียกตอนกลางคืนน่ะ
ช่างเถอะ ไม่ใช่เรื่องที่ตนต้องใส่ใจ ราชายมราชจัดการตามขั้นตอนต่อไป สั่งให้สุวานส่งข้อมูลกรรมของวิญญาณสาวตนนี้มาเพื่อที่ตนจะได้ร่ายยาวถึงความผิดบาปของวิญญาณตนนี้ และจากตรงนี้ไปเสียที
เพียงแต่ ตั้งแต่ที่วิญญาณตนนี้เข้ามา ก็รู้สึกว่าสิ่งที่ควรจะเป็นไอความตายรอบตัว มันกลับส่องแสงสว่างขึ้นมาต่างจากสิ่งที่ตนเคยเห็นเป็นประจำจากวิญญาณทุกตน
“เอ่อ องค์ราชขอรับ” หัวคิ้วขมวดเข้าหากันแน่น ทำไมยังไม่ส่งมาอีก!
สุดท้ายสุวานเลขาก็ลงจากแท่นพิธี แล้วเดินเข้าไปใกล้ราชายมราชพลางกระซิบเสียงแผ่วให้ได้ยินกันแค่สองคน
“ไม่มีข้อมูลของวิญญาณตนนี้เลยขอรับ” ทำไมถึงไม่ส่งโทรจิตมาเล่า จะเดินมาพูดทำไม?
“ข้าลืม” สุวานถูกถามในใจ แต่ก็ตอบออกมาทางปาก จากนั้นส่งสายตามองไปทางสุวรรณ แล้วขอข้อมูลกรรมดีทางโทรจิตไป ทว่าเกิดเรื่องไม่คาดฝันเมื่อทางสุวรรณเลขาก็ส่ายศีรษะไปเหมือนกัน
“ไม่มีได้ยังไง?” ทอดสายตามองไปทางวิญญาณสาวที่ยังจ้องมาทางพวกตนอย่างอยากรู้อยากเห็น
“นินทาฉันอยู่เหรอเจ้าคะ” แล้วจะทำยังไง ข้อมูลกรรมไม่มี ข้อมูลบุญก็ไม่มี วันเดือนปีเกิด เวลาตกฟาก ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรือไง ในสมุดบัญชีบุญ และบาปของสองเลขามีเพียง ชื่อ สกุล ชื่อเล่น วันเดินปีเกิด เวลาตกฟาก ก็เท่านั้น ทุกอย่างขาวโล่งไปหมด จนมันไม่น่าจะเกิดขึ้นมาได้เลย
“หุบปากเล็ก ๆ ของเจ้าเสีย ข้ากำลังใช้ความคิด”
“จำเป็นต้องดุ ด้วยเหรอเจ้าคะ” วิญญาณสาวไม่ค่อยพอใจ เดิมทีเธอเองก็รู้ดีว่าควรจะหวาดกลัวสถานที่แห่งนี้ ทว่าเธอกลับไม่มีความรู้สึกนั้นเลยแม้แต่น้อย แต่กลับรู้สึกว่าบนโลกมนุษย์นั้นน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด สิ่งที่เธอเคยเจอมาตั้งแต่เด็กจนโต มันน่ากลัวกว่ามาก อีกทั้งพอเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นก็รู้สึกว่าตัวเธอไม่ใช่ตัวเธออย่างไรก็ไม่ทราบ
“เฮ้อ ไปเรียกกุมภัณฑ์ที่ดูแลระบบมาที ข้าเคยได้ยินว่าบนโลกมนุษย์ก็มีเหตุผิดพลาดบ่อย ๆ”
“แต่ว่า ณ สถานที่แห่งนี้ รวมถึงสมุดบัญชีบุญ บาป ไม่เคยต้องใช้ระบบอะไรเลยนะขอรับ ตั้งแต่การเกิดของวิญญาณตนนึงก็จะมีชื่อสลักเอาไว้ในสมุดบุญ บาปอยู่แล้วขอรับ” จริงด้วย ลืมข้อนี้ไปเลย ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงกับวิญญาณสาวเร่ร่อนนี่ดี
ทั้งสามทอดมองไปทางวิญญาณสาวที่สดใสอีกครั้ง รอบตัวเธอคล้ายมีฟิลเตอร์ดอกไม้สีชมพูสดใสอยู่โดยรอบ
“เราสองตน กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะไปหาเหตุผล และวิธีแก้ไขมาให้ขอรับ” สุวรรณเลขากล่าว เรื่องนี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลกับวิญญาณสาวตนนี้อย่างแน่นอน
“คงต้องฝากวิญญาณตนนี้ไว้กับองค์ราชาก่อนนะขอรับ” กล่าวจบก็พากันแยกตัวไป ปล่อยราชายมราชไว้กับวิญญาณสาวบ้ากามแบบนี้ มันจะดีหรือ
“ทะ ทำไมต้องเป็นข้า” สองเลขาหายวับไปทันทีทิ้งไว้เพียงราชายมราช และวิญญาณสาวที่ยังนั่งคุกเข่าจ้องตนดวงตาใสแป๋ว
