บทที่ 4 หาสาเหตุไม่ได้
“เป็นไงบ้าง เจอไอ้ตัวแสบบ้างหรือยัง”
หลายวันผ่านไปแล้วที่ยังหาน้องชายไม่พบ แต่ตอนนี้ราชายมราชอย่างตนก็รู้อย่างชัดเจนแล้วว่าน้องชายหนีขึ้นไปบนโลกมนุษย์ เพราะตนนั้นก็ได้ใช้ตาทิพย์เช็กหาน้องชายไปทุกขุมนรกแล้ว แต่ก็ไม่เจอจริง ๆ
“ยังขอรับ” ราชายมราชพยักหน้าเข้าใจ แต่ก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจเช่นกัน นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วในทุก ๆ วันตนต้องนั่งบัลลังก์เพื่อวินิจฉัยกรรม แต่ในหลายวันที่ผ่านมานี้ก็ไม่มีวิญญาณตนใดที่เหมือนกับวิญญาณที่ไม่เกรงกลัวตนอย่างวิญญาณสาวดวงนี้เลย
“เฮ้อ... เจ้า”
“ออมเจ้าค่ะ”
“เจ้า ไปนั่งห่าง ๆ ข้าหน่อย ใครมาเห็นเดี๋ยวจะไม่ดีเอา”
“ฉันชื่อออมเจ้าค่ะ” วิญญาณดื้อรั้นเถียงสะบัด เพราะหลายวันมานี้ที่ตามติดท่านยมตนไม่เคยเห็นท่านยมพักเลยสักนิด อีกทั้งยังไม่ยอมเรียกชื่อตนด้วย คล้ายจงใจอยู่ให้ห่างตนอย่างไรก็ไม่รู้
“เจ้านี่!” จะเรียกชื่อไปทำไมในเมื่อเดี๋ยวตัดสินบาปบุญแล้วก็ต้องไปลงนรกแต่ละขุมเพื่อชดใช้กรรมอยู่ดี ไม่ได้มาเป็นวิญญาณล่องลอยอยู่สบาย ๆ แบบนี้หรอกนะ อีกทั้งหากต้องไปชดใช้กรรมแล้วจากนั้นก็จะไม่ได้เจอกันแล้ว ดังนั้นไม่จำเป็นต้องขานชื่อด้วยซ้ำไป
“ออมเจ้าค่ะ หรือถ้าท่านยมคิดว่าการเรียกชื่อเล่นมันทันสมัยมากไปท่านตามไม่ทัน งั้นเรียกอารีย์ดีไหมเจ้าคะ คนสมัยเก่าก็มักเรียกชื่อจริงไม่ใช่หรือเจ้าคะ” สมัยเก่า! ตนเพิ่งอายุไม่กี่ร้อยปีเองนะ จะเก่าได้อย่างไร อีกอย่างตนก็ตามโลกเสมอไม่มีทางไม่ทันสมัยหรอกน่า
“นั่น ขะ เขายาวขึ้นอีกแล้ว ท่านไม่พอใจหรือเจ้าคะ”
“ใครบอกเจ้าอย่างนั้น”
“พี่สุวาน กับพี่สุวรรณเจ้าค่ะ”
“ฮะ? พี่?” วิญญาณสาวพยักหน้าให้เป็นคำตอบ เพราะอยู่มาหลายวันถูกทั้งสองท่านนั้นเรียกไปซักถามหลายต่อหลายครั้งเพราะต้องหาสาเหตุที่ตนนั้นไม่มีบัญชีบุญ บาป ซึ่งตนก็ตอบไปตามความจริงทั้งหมด เพราะสงสัยอยู่เหมือนกัน
“ว่าแต่ท่านยมเจ้าคะ วันนี้ฉันขอตามไปที่บัลลังก์ด้วยได้ไหมเจ้าคะ” หลังจากที่ถูกส่งต่อมาให้อยู่ในความดูแลของท่านราชยมราช ด้วยเหตุที่ว่าตนนั้นเป็นวิญญาณเร่ร่อน หากไม่อยู่ใกล้รัศมีของราชายมราชจะทำให้วิญญาณของตนนั้นสลายหายไปโดยที่ไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้เลย
“ไม่ได้”
“ให้ฉันไปด้วยเถอะนะเจ้าคะ ท่านให้ฉันอยู่แต่ในห้องฉันเบื่อนะ”
“เจ้าไม่เข้าใจหรือไง ที่นี่น่ะ นรกนะไม่ใช่ห้างบนโลกมนุษย์!”
วิญญาณสาวเบะปากไม่พอใจ นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ไปไหนก็ไม่ได้ นอกจากถูกพี่สุวาน กับพี่สุวรรณพาไปซักถามเพื่อหาสาเหตุหลังจากที่ท่านยมกลับมาจากวินิจฉัยกรรมแล้ว อีกทั้งพอกลับมาก็ไม่เจอเพราะท่านยมต้องขึ้นไปที่นรกชั้นบนสำหรับผู้ที่กำลังจะไปเกิด บาปน้อย และวิญญาณที่ยังไม่ถึงคิววินิจฉัยกรรม
ได้ยินว่าที่แห่งนั้นท่านจะปรับปรุงให้คล้ายโลกมนุษย์มากที่สุด และวิญญาณก็ใช้หินวิญญาณในการดำรงชีวิต หากวิญญาณตนใดมีผู้ทำบุญมาให้หินวิญญาณก็จะเพิ่มขึ้น แต่หากไม่มีก็จะไม่ได้รับหินวิญญาณ อีกทั้งเมื่อขึ้นไปก็ต้องไปที่ธนาคารหินวิญญาณเป็นอันดับแรกเพื่อคำนวณบุญบาปที่เหลืออยู่ แล้วแปลงออกมาเป็นหินวิญญาณไว้ใช้จ่าย
พี่สุวาน กับพี่สุวรรณเคยแอบพาไปหนหนึ่ง ที่นั่นไม่ต่างอะไรกับโลกมนุษย์เลย แม้แต่น้อย ทั้งวิญญาณทำงาน มีกระทั่งวิญญาณที่ร่ำรวย และยากจน ไปจนถึงวิญญาณขอทาน วิญญาณมนุษย์เงินเดือน ก่อนไปเกิดจะต้องมารายงานกับท่านยมหินวิญญาณที่เหลือจะถูกโอนมาให้เป็นของนรกทั้งหมด
“แต่ท่านยมก็ให้ฉันอยู่แต่ในห้องนี่เจ้าคะ” ถึงแม้เวลานอนจะให้ตนนอนพื้น ส่วนตัวท่านยมนอนบนตั่งก็เถอะ ชิ
ได้ยินมาว่าท่านยมนั้นไม่สนใจเรื่องรัก ๆ ใคร ๆ เป็นราชายมราชที่หนุ่มที่สุด และไม่เคยผ่านมือวิญญาณสาวตนใดมาก่อนเลย นั่นแปลว่าท่านไม่มีหัวใจไว้รักใครใช่หรือเปล่านะ ไม่สิ อยู่ในที่แบบนี้จะไปรักใครได้ วิญญาณสาว ๆ ที่ปีนต้นงิ้วอยู่แม้จะแก้ผ้าหมดแต่ร่างกายก็อาบเลือด เมื่อปีนขึ้นไปสูงจะถูกนกปากแหลมจิกศีรษะจนเลือดอาบ ถ้าปีนลงมาก็จะเจอกับผู้คุมใช้เหล็กแหลมทิ่มแทง ขณะปีนอยู่ยังมีหนามแหลมคมของต้นงิ้วทิ่มแทงด้านหน้าด้วย
หรือถ้าไปแถวกระทะทองแดงก็มีแต่เสียงร้องโหยหวน บ้างก็ร้องโอดครวญว่าผิดไปแล้ว จะไม่ทำอีกแล้ว บ้างก็ร้องห่มร้องไห้เพราะมีภาพกรรมที่ทำฉายในหัวของตนด้วยเพื่อตอกย้ำความจริงที่ว่าเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่นั้นวิญญาณแต่ละตนก่อบาปอะไรเอาไว้บ้าง
“เฮ้อ งอแงไม่เข้าเรื่อง เดี๋ยวจะพาไปนรกชั้นบนแล้วกัน”
“จริงหรือเจ้าคะ”
“ข้าโกหกไม่ได้”
“ท่านยมไม่ได้น่ากลัวเหมือนบนโลกมนุษย์เล่ากันไว้เลยนะเจ้าคะ”
“ไม่น่ากลัวงั้นหรือ” ถ้าไม่น่ากลัว คนก็จะไม่เกรงกลัวสิ แล้วก็คงจะมีการทำบาปกรรมเพิ่มมากขึ้น ไม่ได้สิ ต้องน่ากลัวถูกต้องแล้ว
“เจ้าค่ะ ท่านหล่อเหลาออกขนาดนี้”
“เลิกเกี้ยวข้าได้แล้ว” เกี้ยวอยู่ทุกวันไม่เบื่อหรือไร!
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา คนที่ปรากฏตัวคือ สุวานกับสุวรรณเลขา “องค์ราชา ได้เวลาวินิจฉัยกรรมแล้วขอรับ”
“อืม” ราชายมราชวางสมุดหนังสัตว์เอาไว้บนโต๊ะ และเดินออกมาแต่ยังไม่ทันพ้นประตูก็ชะงักฝีเท้าเหลือบตามองวิญญาณสาวที่นั่งจ๋องอย่างน่าสงสาร
“เฮ้อ... เจ้าก็ตามมาด้วย”
“จริงหรือเจ้าคะ” วิญญาณสาวรีบวิ่งเข้ามาเดินขนาบข้างราชายมราชทันทีด้วยความดีใจแต่ก็ถูกสุวานดึงชายเสื้อไว้
“มีอะไรเหรอพี่สุวาน”
“ห้ามเดินเคียงข้าง ให้เดินตามหลัง”
“ทำไมล่ะพี่”
สุวรรณตอบแทน “ตำแหน่งด้านข้าง มีเพียงมเหสีเท่านั้นที่เดินขนาบข้างได้” ยกเว้นเขากับสุวานเพราะเป็นเลขาคู่บุญคู่กรรม
“มเหสีเหรอ ท่านจะมีมเหสีเหรอเจ้าคะ”
“ต้องมีอยู่แล้วสิ เพราะท่านต้องสืบทายาท และส่งต่อนรกภูมิก่อนดับขันธ์ไงเล่า” สืบทายาท? อยากเห็นชะมัดเลย
“แล้วท่านจะไปหามเหสีที่ไหนเหรอเจ้าคะ” วิญญาณสาวสงสัยมาก ไม่ว่าอย่างไรก็คิดภาพไม่ออก
“ต้องมีแน่ คู่บุญคู่บารมีที่อาจจะเทียบเท่าท่าน มากกว่าท่าน หรือน้อยกว่าท่าน แต่จะต้องมีแน่” เพราะมเหสีองค์ก่อนก็มาในรูปแบบวิญญาณเช่นกัน แต่มเหสีองค์ก่อน ๆ ล้วนเป็นคนที่ทางสวรรค์ส่งมาเชื่อมสัมพันธ์ด้วย
ต้องเชื่อมสัมพันธ์สิ เพราะถึงแม้ว่าเทพบนสวรรค์จะมีฤทธิ์มากเพียงใด แต่สำหรับราชายมราชแล้วท่านก็ไม่น้อยหน้าในฤทธิ์เดชเช่นกัน อีกทั้งสายเลือดยังสืบมาจากกุมภัณฑ์ชั้นดีที่บุญบารมีสูงอีกด้วย
ระหว่างทางที่เดินไปวิญญาณสาวก็สอดส่องไปทั่วด้วยความอยากรู้อยากเห็น ได้เห็นวิญญาณมากมายที่ทุกข์ทรมานจากที่ทำกรรมเอาไว้
“พี่ ๆ ทะเลเดือดนั่นคืออะไร” ชี้ไปยังสถานที่อันไกลแต่ก็ยังเห็นได้อย่างชัดเจนทั้งเสียงโหยหวนที่ทรมาน และเสียงผู้คุมดุร้ายให้เหล่าวิญญาณบาปชดใช้กรรม นอกจากเหล่าวิญญาณในทะเลเดือดนั่นแล้ว ยังมีเหล่าวิญญาณโหยหวนที่อยู่บริเวณโดยรอบอีกด้วยร่างกายเต็มไปด้วยความทรมาน ทั้งเครื่องทรมานพร้อมผู้คุมก็ไม่เคยว่างเลยสักแห่ง
“ทะเลน้ำคูถกรดน่ะ” สุวานเป็นคนตอบ แต่ยังไม่ทันได้อธิบายอะไรเพิ่มเติมก็เดินมาจนถึงบัลลังก์แล้ว
“แล้วฉันต้องไปอยู่ตรงไหน”
ทั้งสองก็ยังไม่ทันตอบอีกเช่นกัน ก็ต้องแยกตัวไปยังแท่นพิธีของตน ส่วนราชายมราชก็เดินไปนั่งบนบัลลังก์อย่างสง่างาม หรือว่าวันนี้เป็นวันวินิจฉัยกรรมของตนแล้วหรือเปล่านะ
“ยืนเกะกะทำไม มานั่งพับเพียบอยู่ข้างข้า”
“...จะ เจ้าค่ะ” วิญญาณสาวเบลอ ๆ เดินไปนั่งพับเพียงอยู่แท่นวินิจฉัย ทำเอาท่านยมของเธอยกมือกุมขมับ เขาเงายาวขึ้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง
“เอ๋ โกรธหรือเจ้าคะ” หลังจากที่อยู่ด้วยกันมา เธอก็สังเกตท่านยมจากเขาของท่านมากขึ้น
“ตรงนั้นมันข้างใครเล่า” เอ๋? วิญญาณสาวลุกขึ้นยืนสะบัดผ้าถุงพึ่บพั่บ ทำเอาเขาท่านยมสูงปรี๊ดขึ้นอีก ทั้งขมับยังมีเส้นเลือดนูนขึ้นเต้นตุบ ๆ สันกรามยังนูนขึ้นมาเลย
“ขะ เขายาวอีกแล้ว โกรธอะไรหรือเจ้าคะ” หัวจะปวด สงสัยต้องสร้างโรงพยาบาลในนรกชั้นบนเสียแล้ว
“เจ้า!”
“ออมเจ้าค่ะ”
“...เจ้า จะไปเที่ยวเล่นชั้นบนไหม ถ้าจะไปก็มานั่งอย่างเรียบร้อยข้างข้า” น้ำเสียงเริ่มเข้มขึ้น เหล่าบริวารไม่มีใครกล้าพูดได้แต่ยืนเลิ่กลั่กกันยกใหญ่ ส่วนสองเลขาก็ทำราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร
ทันทีที่ประตูนรกเปิดออกหลังจากที่วิญญาณสาวไปนั่งพับเพียบอย่างเรียบร้อยอยู่ด้านข้างแล้ว เหล่าวิญญาณนับหมื่นที่ถูกโซ่ตรวนไว้ก็เดินเรียงรายเข้ามา การวินิจฉัยดำเนินไปอย่างเรียบง่ายเช่นเดิม วิญญาณสาวได้เห็นการทำงานที่ซื่อตรง แม่นยำ แถมยังได้เห็นบุญบาปที่เหล่าวิญญาณหน้าใหม่เหล่านี้ทำแล้วก็รู้สึกหดหู่ทำให้หวนคิดไปว่าเมื่อตอนมีชีวิตอยู่ตนได้ทำอะไรไปบ้างไหมนะ หากบุญบาปของตนปรากฏแล้วก็คงถึงเวลาที่ตนจะต้องไปชดใช้กรรมยังสถานที่แสนทรมานโหดร้ายนั้นแล้วใช่ไหม
“จงบอกชื่อ ที่อยู่ วันเดือนปีเกิดของเจ้ามาเสีย” ประโยคเดิม ๆ ที่พูดกับวิญญาณทุกดวงที่อยู่บนแท่นพิธี ทว่าสายตาวิญญาณสาวก็เบิกกว้างขึ้น เช่นเดียวกับวิญญาณสาวที่อายุไล่เลี่ยกันซึ่งนั่งอยู่ตรงแท่นวินิจฉัย
“ออม”
“คนดี” บนร่างวิญญาณสาวมาใหม่มีไอความตายเหมือนคนอื่น ไอนั้นเข้มข้น สีดำล้อมไปรอบทั่วตัว
“มึงมาที่นี่ได้ไงอะ มึงตายแล้วเหรอ ตายตั้งแต่เมื่อไหร่วะทำไมกูไม่รู้” วิญญาณใหม่รัวคำถามทำเอาเหล่าบริวาร แม้แต่ราชายมราชเองก็รู้สึกคล้ายเหตุการณ์เดจาวู
อีกแล้วเรอะ!
“อือ กูตายแล้ว ทำไมมึงไม่รู้อะคนดี มึงไม่ได้ไปงานศพกูเหรอ”
“กูไม่รู้ว่ามึงตายไง ถ้ารู้กูก็ไปกินข้าวต้มงานศพมึงแล้ว แล้วนั่นไปนั่งตรงนั้นได้ไง ว้าว นี่ท่านยมที่ร่ำลือเหรอ หล่อฉิบหายเลยวะกูคิดว่าจะน่ากลัวกว่านี้ซะอีก”
อะไรกันเนี่ย สั่งบริวารตบปากดีไหมเนี่ย!
