บทที่ 5 ป่วนนรก

“ไม่ใช่หล่อธรรมดานะมึง ใจดีด้วยแต่ชอบแสร้งทำเป็นดุ เพื่อรักษาภาพลักษณ์” วิญญาณสาวข้างกายเสริมขึ้นมา ทำเอาราชายมราชอยากจะรีบวินิจฉัยกรรมโดยเร็ว

“เจ้าสองตนอาจลืมไปแล้วว่าอยู่แท่นพิธีวินิจฉัยกรรม ไม่ใช่งานพบปะเพื่อนฝูง” ถึงอย่างไรก็ต้องไปชดใช้กรรมอยู่แล้ว จะมาพูดคุยกันให้มากความไปทำไม

“แหม ก็ไม่ได้เจอกันมาตั้งนานแล้วนี่เจ้าคะ ขอฉันคุยด้วยนิดหน่อยไม่ได้หรือไง” ปวดหัวชะมัด สงสัยว่าต้องสร้างโรงพยาบาลวิญญาณที่นรกชั้นบนจริง ๆ เสียแล้ว

“ว่าแต่ทำไมมึงถึงอยู่ตรงนั้นล่ะ ไม่ถูกตัดสินกรรมเหรอ อ้อ ลืมเลย ก่อนตายกูเห็นน้องสาวต่างแม่มึง ยังเอาชื่อมึงไปเจอกับผู้ชายแปลกหน้าอยู่เลยนะ”

คำพูดของเพื่อนวิญญาณสาวทำให้สองเลขาต่างก็สบตากันเพราะคล้ายมีเบาะแสอะไรบางอย่างที่ต้องค้นหาเพิ่ม แต่ติดตรงที่ว่าต้องขอราชายมราชให้เลื่อนการวินิจฉัยวิญญาณสาวมาใหม่ตนนี้ออกไปก่อน แต่ว่าเมื่อมองดูสีหน้าคล้ายกำลังอดทนอดกลั้นของราชายมราชอินโทรเวิร์ตที่เหมือนจะปวดหัวกับเสียพูดคุยเจื้อยแจ้วยิ่งกว่าเสียงร้องโหยหวนของวิญญาณที่ทรมานจากการรับกรรม

“อืม กูจำได้แค่มีน้องสาวต่างแม่อยู่นะ แต่จำอย่างอื่นไม่ได้เลยจริง ๆ แม่เลี้ยงกูบอกว่ากูป่วย เลยทำให้ความทรงจำกูขาด ๆ หาย ๆ น่ะ” นั่นไง สองเลขาบันทึกรายละเอียดที่สองวิญญาณสาวคุยกัน ก่อนสบตาโทรจิตหากันเพื่อปรึกษาหารือ

‘เราต้องเรียนท่านยมนะ’ สุวานเป็นฝ่ายเริ่ม

‘แต่ท่านดูปวดหัวมากเลยนะ ถ้าวิญญาณสองดวงนี้อยู่ด้วยกัน ท่านยมอาจจะระเบิดนรกทิ้งเพราะความรำคาญก็ได้’ สุวรรณตอบ แม้ในใจจะเห็นด้วยกับสุวานก็ตาม

‘แต่ถ้าไม่คลี่คลายปัญหา วิญญาณอารีย์อาจจะดับสลายไปเลยก็ได้นะ’ สุวานเสริมขึ้น

‘อยู่กับท่านยมไม่น่าสลายหรอก แต่วิญญาณอีกดวงนี่สิ หรือเสนอให้ทำงานในนรกไปก่อนดีลดทอนบาปนิดหน่อยก็ยังดีระหว่างที่พวกเรากำลังหารือ’ สองเลขาพยักหน้าให้กันอย่างเห็นด้วย เมื่อละสายตาแล้วเหลือบมองราชายมราชก็ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นว่าท่านกำลังจ้องมองพวกตนอยู่

‘องค์ราชา ขอปรึกษาได้ไหมขอรับ’ สุวานรีบพูดในตอนที่ยังมีโอกาส

“เฮ้อ... เจ้าสองตน พบปะกันให้พอใจ เดี๋ยวข้ามา”

ราชายมราชลงจากบัลลังก์วินิจฉัยกรรม เดินหายไปหลังดงต้นงิ้วที่อยู่ด้านหลังพร้อมกับสองเลขาที่ตามมาจากนั้นก็พากันหายตัวไปยังห้องทำงานกางม่านอาคมป้องกันผู้แอบฟังภายนอก

“ว่ามา”

สองเลขาค้อมตัวลงเล็กน้อยสบตากันส่งสัญญาณทั้งยังโทรจิตเกี่ยงกันเป็นฝ่ายเอ่ยปาก

‘เจ้าพูดสิ’ สุวานว่า พลางเม้มปากแน่น เพราะกลัวว่าจะถูกราชายมราชสั่งลงโทษน่ะสิ

‘เจ้านั่นแหละ เจ้าพูดความคิดมาก่อนนี่ ดังนั้นนี่เป็นสิ่งที่เจ้าต้องเริ่ม’ สุวรรณกล่าวต่อ คราวที่แล้วถูกลงทัณฑ์เพราะยัดวิญญาณสาวให้ท่านดูแล โดนตัดหินวิญญาณไปหลายก้อน ยังไม่วายต้องเร่งทำผลงานเพื่อรองรับอารมณ์นายท่านผู้ยิ่งใหญ่ ทำเอาตนทำงานหนักจนแทบอาเจียนออกมา

‘เจ้านั่นแหละ’

“ถ้าไม่พูด ข้าจะสั่งให้เจ้าลงไปคุมวิญญาณบาป” บรื๋อ~

สองเลขาต่างส่ายศีรษะพัลวัน รีบค้อมตัวลงแล้วแจ้งเรื่องที่ต้องการพูดออกไปทันที ณ ตอนนี้ทั้งสองตนอยู่ใต้เพียงหนึ่ง อยู่เหนือนับหมื่นนับแสนนับล้านล้าน เรื่องอะไรจะถูกลดตำแหน่งลงไปอยู่ล่างสุดแบบนั้น ถึงแม้จะเป็นเพียงการลงโทษไม่นานแต่ก็หนักหนาเพราะต้องคอยไล่จับวิญญาณบาปที่ลอบหนี มาลงทัณฑ์ จนเหนื่อย แน่นอนว่าตนทั้งสองเคยอวดดีกับท่านในสมัยที่ยังไม่รับตำแหน่ง แต่ก็สามารถควบคุมนรกทั้งปึกแผ่นได้แล้ว ณ เวลานี้ได้ครองตำแหน่งแล้วหากท่านพูดเพียงคำเดียวสั่งให้ตนตายนับหมื่นนับพันครั้งย่อมทำได้แน่นอน

“เรื่องวิญญาณอารีย์ที่ยังหาสาเหตุไม่ได้น่ะขอรับ” สุวานตัดสินใจเอ่ยออกมาน้ำเสียงหนักแน่น

“ข้าน้อยทั้งสอง เห็นพ้องต้องกันว่า ควรเลื่อนการวินิจฉัยวิญญาณใหม่ดวงนั้นไปก่อนขอรับ” ต้องอธิบายเหตุผลเพิ่มโดยเร็ว

“ตะ แต่ คราวนี้ข้าน้อยจะสั่งเจ้าหน้าที่ให้ลงทะเบียนเป็นข้ารับใช้องค์ราชาชั่วคราวระหว่างค้นหาเรื่องของวิญญาณอารีย์ขอรับ” เพราะหากไม่ลงทะเบียนไว้ ก็จะอยู่ในนรกแห่งนี้ไม่ได้ วิญญาณจะสลายหายไป หากให้วิญญาณบาปอยู่ใต้ราชายมโลกก็จะได้รับบารมีเผื่อแผ่ทำให้ยังอาศัยอยู่ที่นรกได้โดยไม่สลาย บาดเจ็บ หรือทุกข์ทรมาน

“พวกเจ้าจะบอกว่า ให้ข้าเผื่อแผ่บารมีที่สั่งสมมาเพื่อคุ้มครองวิญญาณบาปทั้งสองดวงนั้นเหรอ” สองเลขาสะดุ้งด้วยความตกใจ แต่มันก็ไม่มีวิธีอื่นแล้ว อย่างองค์ราชาบำเพ็ญเพิ่มให้เท่ากับที่เสียไปก็ได้อยู่ไม่ใช่หรือ

“ขอรับ / ขอรับ”

“เฮ้อ พวกเจ้านี่! ทำไมชอบสร้างงานให้ข้านัก” น้องชายตัวดีหายไปก็ยังตามหาไม่เจอ ยังต้องมาแบ่งบุญบารมีคุ้มครองวิญญาณบาปทั้งสองดวงอีก

“เวลานานแค่ไหน”

“จนกว่าจะค้นหาสาเหตุเจอขอรับ” หัวจะปวด

“ตามใจพวกเจ้าเถิด เดี๋ยวข้าก็ดับขันธ์แล้ว” หือ แค่นี้ก็น้อยใจถึงขั้นจะดับขันธ์หนีเลยหรือ

“โธ่ องค์ราชา อย่าน้อยใจสิขอรับ”

“ข้างานออกเยอะแยะ แค่พวกเจ้าเพิ่มปัญหาให้แค่ไม่เท่าไหร่ ข้าไม่ตายหรอก ถ้าทนไม่ไหวก็แค่ดับขันธ์ไปเท่านั้น”

“แต่หากนรกไม่มีราชายมราชสืบทอด ท่านไม่สามารถดับขันธ์ได้นะขอรับ” น้ำเสียงเข้มงวดราวกับพี่เลี้ยงเด็กดังก้องขึ้นพร้อมกันของสุวาน สุวรรณเลขา แม้พวกตนจะเติบโตมาพร้อมกันกับองค์ราชายมราช ถือเป็นรุ่นเดียวกันแต่ทั้งสองก็ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงราชายมราชกับน้องชายมาก่อน แม้จะได้รับสืบทอดตำแหน่ง สุวาน สุวรรณเลขามาจากท่านพ่อที่ถึงคราวต้องไปเกิดก่อนที่ราชายมราชจะรับตำแหน่งก็ตาม ไม่ว่าอย่างไรจิตใต้สำนึกของพระองค์ก็จะจดจำว่าพวกตนคือพี่เลี้ยงอยู่วันยังค่ำ

“ตามแต่พี่เลี้ยงทั้งสองจะทำเถิด ข้าทนไม่ไหวก็แค่ดับขันธ์” ว่าจบแล้วก็หายตัวกลับไปยังบัลลังก์วินิจฉัยกรรม เป็นพฤติกรรมที่ทำมาตั้งแต่เด็กจนโตเมื่ออยากหนีเรื่องวุ่นวาย

“ออมทำไมท่านยมมองกูแบบนั้นวะ” วิญญาณอารีย์เหลือบตาขึ้นมองราชายมราชที่จ้องมองตนกับเพื่อนที่นั่งคุยกันอยู่ที่พื้น

“เหมือนอยากจับมึงแดกให้รู้แล้วรู้รอด กูว่านะมึงน่าจะลงไปขุมที่ลึกที่สุด ทรมานที่สุดว่ะ”

“ทำไมกูคนเดียวอะ มึงไม่ลงไปพร้อมกูเหรอ”

“กูไม่ได้บาปหนาเท่ามึงหรอก”

“เออนี่ ตอนกูเดินเข้ามาผ่านประตูนรก กูเห็นแฟนเก่ากับชู้มันปีนต้นงิ้วอยู่ด้วย สมน้ำหน้ามัน กูไม่อยากทักหรอก เดี๋ยวผู้คุมคิดว่ากูรู้จัก แล้วจะพากูไปคุยกับพวกมันบนต้นงิ้ว”

“พวกเจ้า สนทนากันยังไม่เสร็จอีกเหรอ”

“สะ เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” วิญญาณคนดีรีบตอบทันที เพราะคราวนี้น้ำเสียงที่ดังก้องสร้างแรงกดดันมหาศาลให้ตนจนแทบไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง ไม่อยากเชื่อ หล่อขนาดนี้ แต่ทำไมโหดเหลือเกิน

“วิญญาณคนดีตามเจ้าหน้าที่ไปลงทะเบียนเป็นข้ารับใช้องค์ราชาชั่วคราว ระหว่างรอการวินิจฉัยกรรม” สุวรรณเสริมขึ้นมา จากนั้นมีเจ้าหน้าที่มาพาวิญญาณคนดีไปยังสถานที่ลงทะเบียนยังนรกชั้นบน ส่วนวิญญาณอารีย์ก็กระเถิบมานั่งจ๋องอยู่ด้านล่างบัลลังก์ การวินิจฉัยกรรมดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนหมดสิ้นของรอบนี้ ราชายมราชก็พาวิญญาณสาวขึ้นสู่นรกชั้นบนตามที่ได้สัญญาไว้

“ว้าว~ นะ นี่ นี่มันโลกมนุษย์ชัด ๆ เลยนี่เจ้าคะ”

วืบ~

“จริงด้วย กูไม่คิดเลยว่าจะเห็นแบบนี้ วะ ว้าว นี่กูหายตัวครั้งแรกตื่นเต้นสุด ๆ” ต่างกับนรกด้านล่างลิบลับจริง ๆ นี่มันนรกศิวิไลซ์ชัด ๆ

“ข้ารับใช้คนดี พูดสุภาพหน่อย” เมื่อลงทะเบียนแล้ว คำเรียกจึงเปลี่ยนไปด้วย การที่ข้ารับใช้คนดีตามขึ้นมาได้นั้นเพราะต้องคอยรับใช้องค์ราชาให้สะดวกสบาย

“ขะ ขออภัยเจ้าค่ะ” ทั้งสองตนเดินตามหลังราชายมราชท่านนำทางเดินไปยังภัตตาคารอาหารจีนของนรกชั้นบน

“เฮือก! นะ นะ นายท่าน!”

“สามที่”

“ขอรับ” วิญญาณบริกรนำทางทั้งสามไปยังโต๊ะที่มีไว้สำหรับ ‘นายท่าน’ โดยเฉพาะ วิญญาณที่อยู่ชั้นบนนี้บางรายก็ยังไม่รู้จักราชายมราชจึงเป็นที่รู้กันเองโดยปริยายด้วยการรับรู้ถึงไอบารมี หรือที่กำหนดกันขึ้นมาเองว่า ‘ออร่าราชา’ ว่าควรเรียกคนผู้นี้ว่าอย่างไร เพื่อให้วิญญาณที่มาใหม่ไม่ต้องหวั่นเกรงจนเกินไปแม้จะรู้อยู่เต็มอกจากออร่า ว่าท่านเป็นใคร

“พวกเจ้าสั่งเถิด” ใช้นิ้วชี้ไปที่แผ่นเมนูสั่งให้ลอยไปสู่ด้านหน้าของวิญญาณทั้งสอง

“นี่ มีข้ารับใช้สองตนนั่งเสมอนายท่านด้วย” เหล่าวิญญาณบริกร และวิญญาณที่ผ่านไปมาต่างก็พากันซุบซิบกันกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดนี้ โดยปกติแล้วข้างกายนายท่านจะมีเพียง น้องชาย สุวาน สุวรรณเลขาเพียงเท่านั้น

“หรือว่าจะเป็นว่าที่มเหสีกับผู้ติดตาม”

“ไม่หรอก อาจจะเป็นมเหสีกับสนมก็ได้”

“แต่ท่านยังไม่มีวี่แววว่าอยากจะมีมเหสีเลยนะ”

“ไม่หรอก ความรักน่ะไม่เข้าใครออกใครต่อให้เป็นนายท่านก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความรัก”

“ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็จะมีงานรื่นเริงไม่ใช่เหรอ”

“เอ๊ะนี่ อย่าถอดหัวสุ่มสี่สุ่มห้าสิ วิญญาณบางดวงยังไม่ชินนะ”

“ก็ฉันตื่นเต้นนี่ เธอก็ด้วย ลูกตาถลนออกมาแล้ว”

“พวกเธอ พวกนาย ทำให้อยู่ในสภาพดีเลยนะ นายท่านไม่ชอบเห็นอะไรที่ไม่รื่นรมย์” เสียงซุบซิบของเหล่าวิญญาณขาจรที่มาใช้หินวิญญาณกินอาหารจากภัตตาคารแห่งนี้

“สั่งได้หมดเลยหรือเจ้าคะ” ข้ารับใช้คนดีถามขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ตนไม่รู้เลยว่าจะถูกลงโทษอะไรเพิ่มหรือไม่

“นั่นสิ ฉันสองคนยังไม่มีหินวิญญาณเลยนะเจ้าคะ” วิญญาณอารีย์เสริมขึ้นเพราะไม่รู้ว่าต้องจ่ายค่าอาหารยังไง

“สั่งไปเถอะ”

“ว้าว ท่านยมเลี้ยงหรือเจ้าคะ”

“หึ” ไม่ได้คำตอบ แต่กลับได้ยินเสียงหัวเราะผ่านลำคอของราชายามราชแทน

“ถ้างั้น พวกฉันไม่เกรงใจแล้วนะเจ้าคะ”

“ตามสบาย” วิญญาณอารีย์ยกแผ่นเมนูขึ้นโบก จากนั้นวิญญาณบริกรก็รีบหายตัวมาหาทันที

วืบ~

“รับอะไรบ้างเจ้าคะ”

“ฮะเก๋า ซี่โครงหมูนึ่งเต้าซี่ ฟองเต้าหู้นึ่งกุ้ง ซุปหูฉลามน้ำแดง ไก่แช่เหล้า หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊ว เนื้อตุ๋นยาจีน เป็ดปักกิ่ง ปลาหิมะนึ่งซีอิ๊ว ผักคะน้าฮ่องกงน้ำมันหอย โกยซีหมี่ น้ำเก๊กฮวย 3 ที่” วิญญาณอารีย์สั่งเสร็จก็เหลือบตามองท่านยมที่นั่งอยู่ถัดไปซึ่งตอนนี้กำลังกอดอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“พวกเจ้า! อดอยากก่อนตายหรือ!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป