บทที่ 8 ต้องทำจริงเหรอ

อยากจะบ้าตายรายวินาทีกับวิญญาณอารีย์ที่ละโมบอยากครอบครองริมฝีปากอันล้ำค่าของราชายมราช ส่วนท่านผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังคงทรมานไม่รู้สึกตัว โชคดีจริง ๆ ที่พวกตนหาวิธี และสาเหตุได้แล้วว่าทำไมท่านผู้ยิ่งใหญ่ถึงได้เป็นแบบนี้ ทว่าตอนนี้มีเพียงต้องรอให้ท่านฟื้นคืนสติขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก เพราะฉะนั้นระหว่างนี้คงต้อง ‘บ่มเพาะ’ ผู้ที่จะมาเป็นโอสถชั่วคราวเอาไว้ก่อน

สองเลขาต่างก็มองกันพลางกลืนน้ำลายลงคอ ไม่รู้เลยว่าพวกตนจะถูกท่านส่งลงไปนรกขุมไหนเพื่อทำโทษหากได้รู้วิธีแก้ไขชั่วคราวแล้วล่ะก็ มีหวังพวกตนได้ตายแน่ แม้ว่าจะตายจริง ๆ ไม่ได้ก็ตามเถอะแต่ความเจ็บปวดทรมานน่ะของจริง

“เจ้า! พวกข้าไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าเจ้าไปเอาความกล้ามาจากไหน!” วิญญาณสาวนั่งน้ำตานองหน้าเพราะตนเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าไปเอาความกล้าพรรค์นั้นมาจากไหน ก็แค่เห็นท่านยมนอนซมน่าสงสาร แต่ว่าแม้ท่านจะป่วยอยู่แต่ก็ยังหล่อเหลาจนไม่อาจหักห้ามใจได้แล้วจะให้ทำยังไง เกิดมาจนตายไม่เคยเจอใครหล่อขนาดนี้มาก่อนเลยนี่นา

“ฉะ ฉัน ฉันขอโทษเจ้าค่ะ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน พอเห็นคนหล่อมันก็ไปเองน่ะ”

“เหนื่อยจริง ๆ พวกเจ้าเนี่ยตายแล้วยังจะสร้างปัญหาอีก ไม่ต้องไปเกิดเลยดีไหมฮะ!”

“ถะ ถ้าได้อยู่รับใช้ท่านยม ฉันไม่ไปเกิดก็ได้นะเจ้าคะ”

วิญญาณอารีย์เอ่ยออกมาอย่างซื่อตรง ตนไม่มีห่วงอะไรบนโลกมนุษย์ และรู้สึกผูกพันกับนรกแห่งนี้ไปตอนไหนก็ไม่รู้ หากให้ไปเกิดอีกตนก็ไม่รู้เลยว่าจะโชคร้ายอะไรอีกบ้าง บางทีหากได้ไปเกิดอาจจะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นคนไร้บ้าน พ่อแม่ทำร้ายร่างกาย ยังต้องเหนื่อยหางานเพื่อหาเงินอีกต่างหาก แต่อยู่ที่นี่ตนก็สามารถขึ้นไปทำงานที่นรกชั้นบนเพื่อรับหินวิญญาณเป็นค่าจ้างได้ ไม่ต่างกับโลกมนุษย์เท่าไหร่นักหรอก

“ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะตัดสินใจได้ ท่านยมเท่านั้นที่มีสิทธิ์ชี้ชะตาของวิญญาณทุกดวงรวมถึงพวกข้าด้วย” ที่กล่าวออกมาไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย

“เอาเถอะ ตามพวกข้ามา เจ้าต้องไปที่นึงกับพวกข้า”

“ไปที่ไหนหรือเจ้าคะ”

“สำนักดวงชะตาของนรกน่ะ”

• • • • •

เสียงเจี๊ยวจ้าวน่ารำคาญดังขึ้นข้างโสต ทั้ง ๆ ที่ตนควรชินกับเสียงร้องโหยหวนของเหล่าวิญญาณบาปแล้ว แต่กลับต้องมาตื่นเพราะเสียงเหล่านั้นเนี่ยนะ จะบ้าตายเลยจริง ๆ ราชายมราชรู้สึกคอแห้ง และหนักที่ศีรษะอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน สิ่งแรกที่ทำโดยที่ยังไม่ลืมตาคือจับเขาเหนือศีรษะเป็นอย่างแรก เพราะเข้าใจว่าที่ตนปวดศีรษะอย่างทรมานเช่นนี้เป็นเพราะเขาไปชนกับอะไรบางอย่าง

“อึก ปวดหัวชะมัด” ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ตนคงขึ้นไปนอนในปราสาทที่นรกชั้นบนเสียดีกว่า แต่จะว่าไปสมัยนี้แล้วคงไม่มีใครอาศัยอยู่ที่ปราสาทกันแล้วใช่ไหมนะ ตนต้องปรับปรุงหรือเปล่า แต่ว่าก็เสียดายหากต้องทุบทิ้งไป มันเป็นปราสาทเก่าแก่ เป็นสถานที่พำนักสุดแสนโรแมนติกของอดีตราชายมราชกับอดีตมเหสีเลยนะ ซึ่งก็คือบ้านของพ่อแม่ตนนั้นเอง

“องค์ราชา รู้สึกตัวแล้วหรือขอรับ”

“ท่านยมเป็นอย่างไรบ้างขอรับ” สองเลขาซึ่งเป็นอดีตพี่เลี้ยงคงห่วงตนไม่น้อยเลย ดูสีหน้าที่ซีดเผือดของพวกนั้นสิ เห็นแล้วก็สงสารเหลือเกิน

“ขอน้ำหน่อย” รู้สึกกลีบปากจะร้อน ๆ แฮะ ลำคอก็แห้งผิดปกติ แถมดูมีเรี่ยวแรงขึ้นมานิดหน่อยด้วยคล้ายดูดกลืนเศษวิญญาณเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น ความรู้สึกแบบนี้มันแปลก ๆ ชอบกล

การดูดกลืนวิญญาณปกติแล้วตนไม่เคยทำแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะต้องทำลายวิญญาณบาปหนาที่ดื้อดึง หรือเรียกว่าโทษประหารชนิดที่กู่ไม่กลับ จึงต้องดูดกลืนวิญญาณเหล่านั้นเพื่อมาเป็นพลังให้แก่ตนเอง เพราะหากปล่อยไปก็ต้องไปสร้างปัญหาอีกแน่ ๆ แม้จะไปเกิดใหญ่แต่ก็ยังสามารถสร้างปัญหาได้อยู่เหมือนกัน ถ้าให้ยกตัวอย่างก็คงเป็นพวกคนชั่วบนโลกมนุษย์นั่นแหละ

“ทะ ท่านยมฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ” ราชายมราชสะดุ้งตกใจเล็กน้อยเพราะจำได้เป็นอย่างดีว่าตอนที่ตนหมดสติไปนั้นได้ยินเสียงหวาน ๆ แบบนี้คอยพูดกระซิบกระซาบอยู่ข้างหูอยู่ตลอด เดิมทีตนเข้าใจว่าฝันไปแต่ก็พลันนึกได้ว่าราชายมราชอย่างตนนั้นไม่มีความฝัน

‘อีกนิดนะเจ้าคะ’

‘ปากท่านนุ่มจังเลย’

‘ฉันรู้สึกว่าตัวเองหลงใหลท่านขึ้นเรื่อย ๆ’

‘ทำยังไงดีเจ้าคะ ฉันไม่น่าจะห้ามตัวเองได้แล้ว’

‘ไม่อยากไปเกิดเลย อยากอยู่กับท่านยม มองหน้าหล่อ ๆ ของท่าน ตลอดไปเลยได้ไหมเจ้าคะ’

‘ถ้าวาสนาของฉันยังเหลือ ขอลิ้มรสของท่านอีกสักหน่อยนะเจ้าคะ’

จู่ ๆ ใบหน้าคมเข้มก็เปลี่ยนสี ทั้งใบหู ลำคอ แผงอก ไปจนถึงเขาบนศีรษะที่ขยับสั่นไหวไปมา และเริ่มมีประกายสีแดง ท่านผู้ยิ่งใหญ่เผลอถอยกรูดไปติดหมอนอิงจนลืมไปว่าที่ถ้ำนอนของตนมีเหล่าบริวารอยู่มากมาย

“ทะ ท่านยมเป็นอะไรไปเจ้าคะ” ราชายมราชเหลือบตามองสองเลขา สายตาบ่งบอกว่าอยากฟ้องใจจะขาด อีกทั้งยังคล้ายจะร้องไห้เพราะไม่เคยเจอกับเรื่องเช่นนี้มาก่อน สองเลขาที่ดูแลท่านมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยได้เห็นก็ทั้งขำทั้งเอ็นดู

ท่านคงได้ยิน หรือจำอะไรบางอย่างได้ราง ๆ สินะ เขินใช่ไหมเนี่ย ท่านยมของพวกตนนี้ น่าเอ็นดูเสียจริง

“อะ ออกไปให้หมด” สั่งเสียงเข้มแต่มือกลับดึงโจงกระเบนของเลขาทั้งสองเอาไว้แน่น สองเลขาได้มองพลันหวนนึกถึงตอนที่ท่านยังเด็ก

‘อย่าทิ้งธันต์นะ’

นี่เป็นอาการสับสนหลังตื่นนอนชัด ๆ เลย

หลังจากที่เหล่าบริวารทุกตนออกไปแล้ว คราวนี้ราชายมราชถึงได้ปล่อยมือที่จับโจงกระเบนของทั้งสองไว้ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนใจ

“จะ เจ้า พวกเจ้าทิ้งข้าให้อยู่กับตัวอะไร”

“พรืด~ ฮ่า ๆ ๆ ขะ ขอประทานอภัยขอรับ”

“ขะ ข้า ข้ารับรู้ว่าตัวเองดูดกลืนเศษวิญญาณบางส่วนของ วิญญาณบาปตนนั้นมา” สองเลขารู้ทันทีว่าราชายมราชหมายถึงวิญญาณของผู้ใด เพราะหากเป็นอีกผู้ราชายมราชคงจะเรียกว่าข้ารับใช้ เหมือนที่เรียกตามตำแหน่งนั่นแหละ

“ทะ ทำไมข้าถึงได้ดูดกลืนเศษวิญญาณของ...”

“ข้าน้อยทั้งสองมีเรื่องจะรายงานขอรับ” เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา หลังจากที่กลับมาจากสำนักดวงชะตาเพื่อเจาะจงเช็กบางอย่างจึงได้ทราบถึงวิธีการแก้ปัญหานี้ ‘ชั่วคราว’ อย่างไรล่ะ โชคดีจริง ๆ ที่วิญญาณตนนั้นทำความผิดเอาไว้ เลยพาไปเช็กดวงชะตาเฉย ๆ ไม่คิดเลยว่ามันจะช่วยได้พอดี

“มีเรื่องอะไร จะบอกว่ารู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมวิญญาณบาปตนนั้นถึงไม่ขึ้นรายการบาปบุญในสมุดของพวกเจ้า” ให้ตายเถอะ ถ้าท่านรู้สิ่งที่พวกตนกำลังจะพูดท่านต้องช็อกแน่

“เรื่องนั้นยังเช็กไม่ได้เลยขอรับ แต่ว่าพวกข้าน้อยกำลังพยายามอยู่ ทว่ามีเรื่องที่เร่งด่วนกว่านั้นมากที่ท่านต้องทำอย่างเคร่งครัด” หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน เขาบนศีรษะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหม้ก่อนเป็นสีดำเหมือนอย่างเดิม ราชายมราชนั่งบนตั่งหลังตรงแด่วพลางยกสองแขนกอดอกมองไปยังสองเลขาที่ดูมีท่าทีประหม่า และลนลานอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน

“เรื่องอะไรหรือ”

“สาเหตุที่ท่านล้มป่วยขอรับ”

“ข้าป่วยเหรอ” ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย นี่เป็นการป่วยครั้งแรกเลยนะเนี่ย

“บันทึกโบราณกล่าวเอาไว้ว่า ในนรกภูมิราชายมราชกับมเหสีต้องมีบุตรเพียงหนึ่งเท่านั้น ทว่าท่านอดีตราชาทรงขยันขันแข็งเกินไปจึงได้มีบุตรถึงสองเป็นประวัติการณ์ การปกครองนรกภูมิจากเดิมแก่นวิญญาณ พลังอำนาจ บารมีทั้งหมดต้องตกไปที่บุตรหนึ่งเดียวผู้นั้น เมื่อมีบุตรถึงสองทุกอย่างจึงต้องปันส่วนเท่า ๆ กัน ทว่าท่านมรัณย์กลับหนีขึ้นไปบนโลกมนุษย์เสียก่อนทำให้กำลังของท่านทั้งสองอ่อนแรงลง เดิมทีแล้วพวกท่านต้องอยู่ปกครองนรกภูมิด้วยกันขอรับ...”

เพราะอดีตราชายมราชมีบุตรสองตน ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องถูกแยกเป็นสองส่วนในเงื่อนไขของหนึ่งเดียว ทว่าเมื่อส่วนของพลังหายไปครึ่งนึงส่งผลให้ผู้ที่ครอบครองพลังอีกครึ่งอ่อนกำลังลง นั่นก็หมายความว่า...

“มีวิธีแก้ไหม”

“เป็นวิธีแก้ชั่วคราวขอรับ เพราะวิธีแก้ที่ดีที่สุดคือต้องตามท่านมรัณย์กลับมาปกครองนรกภูมิอีกส่วนให้ได้”

“ไอ้ตัวแสบยังไม่รู้ใช่ไหม งั้นก็คงจะเป็นเหมือนข้าใช่หรือเปล่ารีบตามหาตัวให้เจอ จะส่งข่าว หรือลากตัวกลับมาก็ต้องทำ”

“ขอรับ ทว่าในบันทึกโบราณในหน้าสุดท้าย กลับมีข้อความที่ไม่ชัดเจน ดังนั้นข้าน้อยทั้งสองจึงเร่งส่งบันทึกนั้นไปบูรณะที่หอสมุดของนรกแล้วขอรับ อีกไม่นานก็จะทราบข้อความในส่วนที่หายไปแล้ว”

“แล้วส่วนที่บอกว่าการแก้ปัญหาชั่วคราวนั่นเล่า?”

สองเลขาต่างก็ลอบกลืนน้ำลายก่อนตัดสินใจพูดออกมาทันที “ทะ ท่าน ท่านต้องร่วมหลับนอนกับผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืน และเกิด ข้างแรม 15 ค่ำ หรือก็คือคืนจันทร์ดับ ผู้นั้นต้องเกิดในช่วงเวลาเที่ยงคืนตรงขอรับ”

“ขะ ข้า ข้าต้องทำเรื่องน่าเกลียดแบบนั้นเหรอ”

“ขอรับ”

“ตะ ต้องทำจริงเหรอ”

“ทุกคืนห้ามว่างเว้น หากท่านทนทรมานได้ก็สามารถลดค่ำคืนนั้นให้เหลือเพียง สอง สาม คืนครั้งก็ได้ขอรับ”

ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่มีทั้งอำนาจบารมี ผู้ที่ปกครองทั่วทั้งนรกภูมิ ผู้ที่บุญญาธิการมากล้น ในขณะนี้กลับกำลังนั่งตัวสั่นงก ๆ เพราะไม่เคยแตะต้องวิญญาณสาวที่ไหนมาก่อน

“ตะ แต่จะไปหาวิญญาณคุณสมบัติแบบนั้นได้จากที่ไหนกัน”

“เจอแล้วขอรับ” ไวขนาดนี้เชียว ไปหามาตั้งแต่ตอนไหน!

“หา! จะ เจอแล้วเหรอ ผู้ใดกัน แล้ววิญญาณตนนั้นยินยอมหรือไม่” ผู้ยิ่งใหญ่อย่างตนไม่อยากทำบาปทำชั่วเหมือนพวกวิญญาณบาปเหล่านั้นหรอกนะ ต้องให้วิญญาณผู้เสียหายเป็นคนยินยอมด้วยความเต็มใจสิ ก็ดีเหมือนกัน หากว่าวิญญาณตนนั้นเต็มใจผู้ยิ่งใหญ่อย่างตนก็จะได้ไม่ต้องเจอหน้าวิญญาณหื่นบ้ากาม ลามก ที่ขโมยจูบแล้วพร่ำพูดเรื่องน่าขนลุกข้างหูตนอีก!

“ผู้ที่ท่านดูดกลืนเศษวิญญาณไป” สุวรรณกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพเพื่อไม่ให้ราชายมราชที่เกิดมาหลายร้อยปีแต่ไม่เคยแตะต้องวิญญาณสาวที่ไหนมาก่อนไม่ตื่นตระหนกไปมากกว่านี้

“ผู้นั้นคือวิญญาณอารีย์ขอรับ และท่านต้องรับผิดชอบวิญญาณตนนั้นไปจนกว่าจะหาทางออกเรื่องรายการบาปบุญไม่ขึ้นที่สมุดของข้าน้อยทั้งสองด้วย เพราะท่านดูดกลืนเศษเสี้ยวของวิญญาณตนนั้นไป” มะ ไม่เอานะ

“แต่ข้า ข้า คือ ข้า”

“มีอะไรหนักใจหรือขอรับ”

“ขะ ข้า” ราชายมราชเม้มปากแน่นก่อนพูดพึมพำออกมาเสียงเบา ทว่าทั้งสองเลขาก็ได้ยินมันอย่างชัดเจน

“ข้าทำไม่เป็น”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป