บทที่ 10 Ep.10
คุณพระช่วย!!!
ใบหน้าหวานซีดเผือดเพียงแค่ได้ยินถ้อยคำหยาบคายดังลั่นจากริมฝีปากหนา ใบหน้าถมึงทึงของเขาไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกกลัวแต่เธอกำลังตกใจไม่คาดคิดว่าเขาจะกล้าพูดจาหยาบคายแบบนี้กับเธอในที่สาธารณะเหมือนจะประจานกันอย่างที่เขากำลังทำ
“คุณพูดเรื่องอะไร” เสียงหวานสั่นเครือ ดวงตากวาดมองรอบกายด้วยความอาย
“ไป...กลับบ้านพร้อมกับฉันเดี๋ยวนี้” ฝ่ามือใหญ่กระชากเรียวแขนเล็กจนร่างเพรียวปลิวตามลมตามมา
“ปล่อยฉันนะ คุณเป็นบ้าอะไร ฉันแค่จะออกไปซื้อของ”
“ไปซื้อของหรือไปขาย...อะไรกันแน่” สายตาเยาะหยันกวาดมองพร้อมผลักร่างเล็กจนกระแทรกเข้ากับลัมเบอร์กินีสีเงินด้วยความแรง
“คุณมันบ้า ความคิดต่ำถึงได้พูดจาต่ำ ๆ แบบนี้ได้ไม่ละอายปาก” ดวงตาหวานเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด
“ถึงฉันจะความคิดต่ำแต่ก็คงน้อยกว่าพ่อกับพี่ของเธอล่ะมั้งเพราะฉันก็แค่คิดไม่เคยทำเรื่องระยำเหมือนอย่างที่คนในครอบครัวของเธอทำ และเธอเองก็เป็นคนเข้ามาวุ่นวายกับฉันเองนะน้ำริน” ดวงตาคมกร้าวด้วยความขุ่นเคือง
“ใช่ ฉันมันเข้ามาวุ่นวายกับคุณเอง แต่ที่ฉันต้องทำก็แค่อยากจะขอร้องให้คุณยกโทษให้กับคนแก่คนหนึ่งที่พิการและรอคอยอย่างมีความหวังว่าจะได้รับการให้อภัยจากคุณ ฉันต้องทำเพราะคนแก่คนนั้นคือพ่อของฉัน ถ้าคุณเบื่อฉันนักละก็ คุณก็ยอมยกโทษให้พวกเราซะทีสิ ฉันจะได้เลิกยุ่งวุ่นวายกับคุณเสียที” เธอตะโกนโต้ตอบเสียงดัง
“มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกน้ำริน ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าฉันจะอภัยให้ครอบครัวของเธอ พวกเธอจะต้องตายไปพร้อมกับความรู้สึกผิดบาป โดยเฉพาะไอ้เกรียงศักดิ์พ่อของเธอ มันต้องตกนรกทั้งเป็นชดใช้กรรมที่ก่อไว้กับพ่อของฉันอย่างสาสม” สองมือใหญ่เอื้อมบีบต้นแขนเรียวจนแดงเป็นผื่นก่อนจะผลักร่างเล็กกระแทรกประตูรถด้วยความหงุดหงิด
“คนใจร้าย พี่เมฆของน้ำหายไปไหน ทำไมต้องโกรธแค้นกันขนาดนี้ด้วย ในเมื่อตอนนี้คุณก็มีทุกอย่างเหนือกว่าพวกเราแล้ว แค่พวกเราย่ำแย่ต้อยต่ำอย่างนี้ยังไม่สะใจคุณอีกอย่างนั้นเหรอ” หยดน้ำที่ไหลลงจากดวงตาเปื้อนแก้มนวลอย่างไม่สามารถหักห้ามได้
“หยุดพูดพล่ามได้แล้ว ขึ้นรถ...ถ้ายังคิดจะทำงานอยู่บ้านของฉันต่อ แต่ถ้าไม่ก็ไสหัวไปให้พ้น แล้วก็อย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีกเด็ดขาด” น้ำเสียงกร้าวตวาดใส่ใบหน้าหวานเปื้อนน้ำตาอย่างไม่ใยดี
‘ทำไมถึงชอบขู่ ชอบตวาดน้ำนักนะ พี่เมฆบ้าที่สุด’
เธออดคิดน้อยใจไม่ได้มือเรียวยกขึ้นปาดน้ำตาจากแก้ม ปากเม้มแน่นด้วยความโกรธที่ถูกเขาต่อว่าอย่างอยุติธรรม อายเท่าอายกับสายตาหลายคู่ที่มองเธอ แต่เธอกลับทำอะไรเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ความหวังของพ่อและพี่สาวฝากไว้ที่เธอ ขอเพียงแค่เขายกโทษให้ ปลดคำสาปที่ตึงวิษณุพงศ์ไว้ให้จมกับความทุกข์เสียที และเพราะเหตุนี้เธอจึงต้องกล้ำกลืนความโกรธ น้อยใจ เสียใจ และความอายไว้ให้ลึกสุดใจ มือเรียวเอื้อมเปิดประตูลัมเบอร์กินีคันสวยก้าวขึ้นไปนั่งทั้งน้ำตา
“ก็แค่นั้น พวกวิษณุพงศ์อย่างเธอจะทำอะไรได้ดีกว่าก้มหน้ารับกรรมที่ครอบครัวตัวเองก่อไว้ได้อีกล่ะ”
ฝ่ามือใหญ่กดแตรรถดังกระชั้น คนงานรีบวิ่งลนลานมาเปิดประตูรับลัมเบอร์กินีสีเงินที่ออกตัวแรงพุ่งปราดมาตามทางลาดขึ้นจอดหน้าเทอเรซก่อนจะเหยียบเบรกแรงจนรถยวบไปทั้งคัน ร่างเพรียวกระตุกไปตามแรงโน้มถ่วงที่หากไม่มีสายรัดนิรภัยคาดไว้แล้วล่ะก็ หน้าผากมนคงได้ชนกับกระจกหน้าคอนโทลรถอย่างแน่นอน คนขับก้าวพรวดลงจากรถเดินอ้อมเร็วมาฝั่งผู้โดยสารกระชากประตูรถออกแรงพร้อมกับลากร่างเล็กออกจากรถด้วยอาการกระแทกกระทั้น
“ปล่อยฉันนะคุณเมฆินทร์”
“........”
ไม่เพียงไม่ยอมปล่อย เขายังลากตัวเธอเดินเร็ว ๆ ถูลู่ถูกังผ่านเด็กหญิงมนต์มณีที่ยืนมองตาแป๋วอยู่ข้างแม่บ้านตัวอวบที่รีบก้มหน้าหลบตาเจ้านายหนุ่มลนลาน เขาฉุดกระชากลากแขนเธอไม่ปรานีปราสัยกระทั่งถึงห้องทำงานใหญ่ที่ถูกกระชากบานประตูเปิดกว้างและร่างเธอถูกผลักจนเซถลาเข้าไปด้านในตามด้วยตัวเขาที่ก้าวเข้ามาพร้อมดึงบานไม้ปิดแรงเสียงดังปังใหญ่ ใบหน้าเคร่งดวงตาขึงโกรธแดงจัดเหมือนตาปีศาจจับจ้องหน้าเธอด้วยความเกรี้ยวกราด
“ถ้าฉันไม่กลับมาเจอเสียก่อน ป่านนี้คงนัดแนะไปเจอกันถึงไหนต่อไหนแล้วใช่ไหม” เสียงห้าวตวาดก้อง
“คุณอยากพูดอยากคิดกับฉันยังไงมันก็เรื่องของคุณ และฉันจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของฉัน นี่มันหลังเลิกงานแล้วถ้านับเวลาทำงานกันจริง ๆ ก็แปดชั่วโมงต่อวัน หลังเลิกงานฉันมีสิทธิ์จะไปไหนมาไหนกับใครเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่เกี่ยวกับคุณ” เธอเถียงหน้าแดงก่ำ
“ใช่...ถ้าเธอเป็นพนักงานในบริษัทฯไม่ใช่ครูของลูกสาวฉัน ที่ต้องทำตัวให้ดีเหมาะสมเป็นเยี่ยงอย่างที่ดีต่อลูกศิษย์ เรื่องแค่นี้เธอยังไม่มีสมองจะใช้ทบทวนความเหมาะสมเลยอย่างนั้นเหรอ หรือว่านี่มันเป็นสันดารของพวกวิษณุพงศ์ที่ชอบล้อเล่นกับความรู้สึกของคนอื่น ไม่แคร์ว่าใครจะรู้สึกยังไง แค่ให้ตัวเองได้อย่างที่ต้องการเท่านั้นเป็นพอ”
