บทที่ 16 Ep.16
“ครูน้ำไปด้วยเหรอคะ” ป้าบัวหันมากระพริบตามองนายหนุ่มสลับกับครูสาวด้วยความประหลาดใจ
“ใช่ มีอะไรหรือเปล่า”
“ปะ...เปล่าค่ะ ดิฉันแค่เห็นว่าครูน้ำเธอยังป่วยกลัวจะไปเป็นภาระของคุณเมฆซะเปล่า ๆ ทิ้งเธอไว้ให้ดิฉันดูแลจะไม่ดีกว่าหรือคะ”
“ไม่ต้อง ป้าไปทำตามที่ผมบอกก็แล้วกัน” เขากล่าวเสียงดุ
“ค่ะค่ะ” ป้าบัวรีบรับคำพร้อมกับเดินจากไปรวดเร็ว
เมฆินทร์ระบายลมหายใจออกเบา ๆ หลังแม่บ้านดึงประตูปิดตามหลัง เขาก้าวช้า ๆ มาหยุดยืนไม่ห่างจากร่างเล็กที่นอนระทวยอยู่บนเตียงหลังใหญ่ ดวงตาคมกวาดมองพิจารณาหล่อนอย่างละเอียดอีกครั้ง ใบหน้านวลเปื้อนคราบน้ำตาคล้ายมนต์มณียามงอแงสะอื้นไห้ ขนตาเป็นแพเปียกชุ่มดูน่าสงสาร ผมยาวสลวยล้อมกรอบใบหน้าเรียวเป็นแพสยายไปตามหมอน ยิ่งพิศเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดจนต้องถอนหายใจทิ้งอีกครั้งก่อนจะหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กขึ้นมาเช็ดตัวให้หล่อนอย่างอ่อนโยน
หลังดูแลหญิงสาวเรียบร้อยเขาก็กลับออกมาสะสางงานของตัวเองอยู่อีกห้องกระทั่งดึกจึงกลับเข้ามาอีกครั้ง และคงเป็นเพราะน้ำหนักตัวเขาที่ทิ้งลงบนเตียงทำให้ฟูกนุ่มยวบตัวแรงปลุกหญิงสาวให้ค่อย ๆ ลืมตาตื่น เปลือกตาบางเริ่มกระพริบช้า ๆ พรางสูดลมหายใจเข้าลึกและค่อย ๆ ผ่อนออกเบา ๆ คลายความกังวลที่เกิดจากภาพฝัน อาจเพราะห้องทั้งห้องยังคงมืดสนิทเธอจึงพลิกตัวตะแคงเตรียมเข้าสู่นิทราต่อแต่อ้อมแขนที่ยกขึ้นโอบเอวกลมกลึงทำให้ดวงตาสวยเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจก่อนจะผวาดันตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
“โอ๊ย...” เสียงหวานครวญลั่นด้วยความรู้สึกปวดแปลบบริเวณกึ่งกลางร่างกาย
“หึหึ รีบร้อนนักก็เจ็บนะสิ ครั้งแรกก็แบบนี้แหละ”
ฝัน!!! มันต้องเป็นแค่ฝันร้าย มันไม่ใช่เรื่องจริงแน่ ๆ น้ำริน
“นี่ฉันไม่ได้ฝันไปหรอกเหรอ” เธอครวญเสียงสั่นเพราะแรกที่ลืมตาเธอคิดว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นแค่ความฝัน
“เธอจะหลอกตัวเองอย่างนั้นก็ได้ เหมือนที่ครั้งหนึ่งฉันเคยหลอกตัวเองว่าสิ่งที่วิษณุพงศ์ทำกับอาศิรวิษเป็นแค่ฝันร้ายที่พอตื่นขึ้นมามันก็จบ” เสียงเข้มกล่าวดุดัน
“หยุดซะทีได้ไหม ในเมื่อคุณก็ได้รับการชดใช้ไปแล้ว” เธอเอื้อมมือเปิดไฟจากโคมหัวเตียงเพื่อมองหน้าเขาด้วยความเจ็บปวดยอกแสลงร้าวลึกไปถึงขั้วหัวใจ
“ชดใช้...เธอคิดว่ามันง่ายอย่างนั้นเชียว” รอยยิ้มหยันปรากฏมุมปากกว้าง
“แล้วคุณต้องการอะไรอีก ต้องห้ำหั่นกันให้ตายไปข้างเลยหรือไงถึงจะยอมให้อภัยกันเสียที” เธอครวญเสียงสะอื้น
“น่าสนใจนะ เพราะบางทีฉันเองก็เคยนึกอยากฆ่าพวกเธอให้ตายกับมือเหมือนกัน” เสียงเข้มเกรี้ยวกราด
“คนใจร้าย คุณมันใจร้าย” มือเรียวตวัดทุบลงบนแผ่นอกกว้างไม่ยั้งเมื่อถูกกดดันให้รู้สึกถึงความพ่ายแพ้
“หยุดแล้วก็เลิกบ้าได้แล้ว เพราะถ้าเธอยังไม่หยุดฉันจะทำให้เธอหมดฤทธิ์คาอกของฉันเองเลยทีเดียว” ข้อมือเล็กทั้งคู่ถูกรวบไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียวที่บีบกระชับจนแน่นหนา
“ปล่อยฉันซะที ถ้าฉันหยุดคุณจะออกไปจากห้องนี้หรือเปล่าล่ะ” เธอสะบัดมือแรง ตาหวานแสดงความหวั่นไหว
“ไม่...เธอเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า เพราะนี่เป็นห้องของฉัน บ้านของฉันและเธอก็คือ ผู้หญิงของฉัน”
“ไม่ใช่! ฉันกับคุณเราเป็นศัตรูกัน คุณเกลียดฉันยิ่งกว่ากิ้งกือไส้เดือนเสียอีก คุณลืมไปแล้วหรือไง” เธอเถียงเสียงสั่นเพราะยังไม่คลายอาการสะอื้น
“ก็ใช่ เรื่องนั้นฉันไม่ปฏิเสธ อย่าลืมสิน้ำริน ผู้ชายน่ะถึงเกลียดแค่ไหนเราก็ไม่ปฏิเสธเรื่องอย่างว่าหรอกนะ ยิ่งเป็นของฟรี สด สะอาด เรื่องอะไรจะปล่อยไปให้โง่ล่ะ จริงไหม”
พี่เมฆ! เขาไม่ใช่พี่เมฆของเธอจริง ๆ ใช่ไหม ผู้ชายคนนี้ต้องเป็นปีศาจจำแลงลงมาสิงอยู่ในร่างพี่เมฆของเธอแน่ ๆ
คำพูดเหยียดหยามกับสายตาเยาะหยันของเขาทำให้เธอรู้สึกช็อค หัวใจปวดร้าวราวกำลังถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดให้ปวดแปลบ ถ้อยคำตอกย้ำให้ชอกช้ำทำให้หยดน้ำตาของเธอไหลรินราวกับน้ำที่พวยพุ่งออกจากก๊อกง่ายดายเพียงคำพูดคมกริบราวมีดบาดลงกลางอก
“เลว สกปรกที่สุด น้ำมันโง่เองที่คิดว่าพี่เมฆกับคุณคือคน ๆ เดียวกัน วันนี้น้ำรู้แล้วว่าพี่เมฆของน้ำตายไปแล้ว เขาตายไปแล้วจริง ๆ” เสียงสะอื้นต่อว่าด้วยความเจ็บปวด
ดวงตาคมรุกวาวราวเปลวเพลิง ใบหน้าคร้ามขึงเครียด ฝ่ามือร้อนทั้งคู่ตวัดจับเรียวแขนเสลาบีบแรงจนน่ากลัวจะเขียวช้ำ ถ้อยคำตวาดก้องตอกย้ำให้เธอรู้ว่าเขาไม่มีวันยอมอภัยให้กับความเลวร้ายในอดีตที่ได้รับจากครอบครัวของเธอ ไม่ว่าเธอจะสูญเสียอะไรมากแค่ไหน แต่สำหรับเขามันยังน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ
“ใช่ พี่เมฆของเธอมันตายไปแล้ว มันตายไปพร้อมกับความโง่ที่ยอมให้ผู้หญิงตระกูลวิษณุพงศ์ปลอกลอก สูบเลือดสูบเนื้อจนพ่อตัวเองต้องทุกข์ใจจนตาย จำไว้นะน้ำริน อย่าหวังว่าชาตินี้ฉันจะยอมยกโทษให้พวกเธอ จำเอาไว้”
