บทที่ 5 Ep.5
เช้าวันใหม่กับกิจกรรมสร้างความคุ้นเคยระหว่างลูกศิษย์สาวที่ยังไม่ละพยศเท่าไรนักกับคุณครูคนสวยที่พยายามหาวิธีกำราบลูกศิษย์ตัวแสบให้ได้ก่อนที่จะวางแผนปราบคนเป็นพ่อเพียงเพราะอยากให้เขายกโทษให้กับเรื่องที่แล้ว ๆ มาซึ่งเธอรู้ว่ามันคงจะยากมากก็ตามที ทุกคนในครอบครัวของเธอเชื่อว่าความผิดที่เคยก่อไว้กับครอบครัวของเมฆินทร์ทำให้บิดาและพี่สาวของเธอต้องประสบเคราะห์กรรมในครั้งนี้ ความรู้สึกผิดบาปกับสิ่งที่ทำไว้ทำให้เธอเป็นความหวังเดียวที่จะเป็นคนไถ่บาปนั้นแทนทุกคน เผื่อว่าครอบครัวของเธอจะหลุดพ้นจากตราบาปที่เกาะติดอยู่ในใจนั้นเสียที
“วันนี้เรามาเรียนคณิตศาสตร์กันก่อนดีไหมคะคุณมนนี่” เธอส่งเสียงหวานถามไปอย่างอ่อนโยน
“เราไม่ชอบเรียนเลข” เด็กสาวปฏิเสธทันควัน
“ถ้าอย่างนั้นก็เรียนภาษาอังกฤษก่อนก็ได้ค่ะ” เธอพยายามหว่านล้อมใหม่
“เราเบื่อภาษาอังกฤษ”
“งั้นก็ภาษาไทย”
“เราไม่เรียนภาษาไทยเหมือนกัน” เด็กสาวเอาแต่ปฏิเสธ
“แล้วคุณมนนี่อยากเรียนวิชาไหนก่อนละคะ” แม่เจ้านี่เธอกำลังเจอฤทธิ์เดชของเด็กดื้อเข้าแล้ว ยิ้มไว้น้ำริน
“เราไม่ชอบสักวิชาเดียว”
“ศิลปะล่ะคะ ครูสอนวาดรูปด้วยสีน้ำได้นะคะ หรือไม่ก็ปั้นดินน้ำมันเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ กันก็ได้ สนใจไหมคะ” ต้องหลอกล่อด้วยวิชาที่คิดว่าเด็ก ๆ ทุกคนจะต้องสนใจ
“ตัวเองวาดภาพเป็นด้วยเหรอถึงจะมาสอนเราอ่ะ” เด็กสาวทำหน้าครุ่นคิดแสดงอาการสนใจอย่างเห็นได้ชัด
“ได้สิคะ ที่สำคัญครูน้ำวาดภาพเก่งด้วยนะจะบอกให้” เธอยิ้มตาพราวเมื่อเหยื่อที่วางไว้ใช้ได้ดีพอควร
“ขี้โม้หรือเปล่า” เด็กหญิงทำหน้าไม่เชื่อถือ น้ำเสียงเยาะหยันไม่ผิดกับผู้เป็นพ่อ
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวครูวาดให้ดูก่อนก็ได้ค่ะ แล้วถ้าคุณมนนี่อยากเรียนก็บอก ครูจะสอนให้” พ่อลูกสำเนาถูกต้องกันเสียจริง ๆ เชียว
ธารารินสรุปพร้อมกับหยิบอุปกรณ์ที่มีอยู่ในกระเป๋าขึ้นมกองไว้เหมือนจะอวดเด็กสาวที่ทำท่าสนอกสนใจขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง กระดาษวาดเขียนขนาดเท่ากระดาษเอสี่ถูกหนีบไว้กับแผ่นไม้สำหรับวาดภาพ มือเรียวหยิบดินสอขึ้นขีดเขียนลงบนกระดาษไปมาครู่ใหญ่ก็ได้รูปการ์ตูนขวัญใจเด็ก ๆ อย่างคิตตี้เจ้าแมวซาริโอให้เด็กหญิงได้ตื่นตา
ครูสาวยังไม่หยุดเรียกร้องความสนใจจากลูกศิษย์สาวเมื่อมือเรียวหยิบจานสีและผสมแม่สีให้เข้ากันในจานก่อนจะแตะปลายพู่กันแต่งแต้มสีน้ำลงบนภาพแมวแสนสวย มนต์มณีค่อย ๆ ขยับตัวเข้าใกล้คุณครูอย่างไม่รู้ตัว ดวงตาทอแววพยศเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อความสนใจในตัวแมวคิตตี้ดูจะมีอิทธิพลกับเด็กหญิงมากขึ้น ริมฝีปากคู่เล็กเริ่มเจื้อยแจ้วซักถามและรอฟังคุณครูสาวตอบด้วยใจจดจ่อ
“ทำไมเสื้อมันต้องเป็นสีแดงด้วยล่ะ สีชมพูไม่ได้หรอ” เด็กหญิงเริ่มถาม
“คุณมนนี่ชอบสีชมพูเหรอคะ” เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มกับเด็กสาว
“อืม...อยากได้สีชมพู” คำตอบเริ่มแสดงถึงความสนใจขึ้นมาอีกนิด
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวครูวาดให้ใหม่อีกภาพแล้วคุณมนนี่ระบายสีได้ไหมคะ” เธอหว่านล้อม
“ก็ได้” ถึงจะรับคำแต่ก็อดทำเป็นเหมือนไม่ใยดีไว้มาดคุณหนูมนต์มณีได้ไม่ต่างจากบิดานัก
ธารารินเริ่มลงมือขีดเขียนภาพแมวแสนสวยลงบนกระดาษแผ่นใหม่โดยมีสายตาจดจ้องของลูกศิษย์ตัวเล็กแสดงความสนใจ รอยยิ้มบนริมฝีปากอิ่มคลี่ออกได้เล็กน้อยเมื่อดูท่าทางเด็กสาวจะหว่านล้อมได้ไม่ยากเท่าไรนัก แต่คนที่ดูจะหว่านล้อมยากอย่างเมฆินทร์ก็กำลังเดินตรงมาหาสองสาวด้วยใบหน้าเรียบขึง
“ทำอะไรอยู่เอ่ยลูกสาวพ่อ” เสียงทุ้มทักทายบุตรสาวที่รีบวิ่งเข้ากอดเอวบิดาแน่น
“มนนี่กำลังจะระบายสีค่ะคุณพ่อ ครูน้ำกำลังวาดรูปคิตตี้ให้มนนี่” เด็กหญิงรีบตอบเจื้อยแจ้ว
“แต่ตอนนี้คุณพ่อหิวแล้ว มนนี่ล่ะคะ หิวไหมเอ่ย” เสียงอ่อนโยนของเขาทำให้เธออดเหลือบตาขึ้นมองไม่ได้
“มนนี่ยังไม่หิวค่ะ แต่ถ้าคุณพ่อหิวแล้ว มนนี่ไปทานเป็นเพื่อนคุณพ่อก่อนก็ได้ค่ะ” เด็กหญิงประจบเสียงใส
“ถ้าอย่างนั้นเราไปทานข้าวกันก่อนดีกว่าค่ะ” เขาช้อนอุ้มลูกรักขึ้นตัวลอย
“เดี๋ยวเรามาระบายต่อนะครูน้ำ” มนต์มณีไม่วายหันมาสั่งคุณครูคนสวยก่อน
“ค่ะ”
เธอตอบก่อนผ่อนลมหายใจอีกรอบเมื่อสัมผัสได้ถึงความไม่ใยดีจากชายหนุ่มที่แทบจะไม่เหลือบแลมองมา เขาไม่มีน้ำใจแม้แต่จะชวนเธอรับประทานอาหารเสียด้วยซ้ำ ในสายตาคู่นั้นคงมีแต่ความจงชังครอบครัวของเธอ แล้วอย่างนี้เธอจะทำยังไงต่อไปดี
ฮึ...คนอย่างธารารินไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ แบบนี้หรอกคุณเมฆินทร์ อาศิรวิษ
แม้จะพยายามให้กำลังใจตัวเองแต่หลังวาดรูปให้หนูน้อยเรียบร้อยแล้วเธอก็เริ่มเนือยจึงตัดสินใจเดินกลับไปยังห้องพักที่เรือนคนงาน ตอนนี้ทุกคนคงกำลังอยู่ที่โรงครัวเพราะใกล้ถึงเวลารับประทานอาหารกลางวัน เธอเองก็ต้องอาศัยอาหารในโรงครัวเหมือนคนงานทุกคนในบ้านอาศิรวิษซึ่งนั่นไม่ใช่ปัญหาของเธอแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้เธอกำลังเป็นห่วงพี่สาวที่ต้องนั่งบนรถเข็นกับบิดาที่ได้แต่นอนอยู่บนเตียงไม่สามารถขยับตัวเคลื่อนไหวได้ โทรศัพท์ในกระเป๋าจึงถูกหยิบขึ้นต่อกลับบ้านวิษณุพงศ์และทันทีที่ปลายสายรับ เธอก็รีบถามถึงพี่สาวและบิดาทันที
