บทที่ 9 Ep.9
“คงจะเป็นแบบนั้นแหละค่ะ ดูเหมือนคุณเมฆเธอจะรู้สึกผิดมากที่ดูแลคุณม่านมณีไม่ดีพอทำให้คุณมนนี่ต้องกำพร้าตั้งแต่เพิ่งคลอดแต่เธอก็พยายามทำใจเพราะมีคุณมนนี่อยู่ในความดูแลอีกทั้งคน กว่าจะผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์นั้นมาได้ คุณเมฆก็เกือบแย่เหมือนกันค่ะ ไหนจะลูกไหนจะงาน ผู้ชายอายุน้อยแค่นั้นแต่ต้องแบกรับภาระทั้งหมดเพียงคนเดียว” ป้าบัวถอนหายใจเมื่อคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา
“แต่เธอก็เก่งที่สามารถผ่านทุกอย่างมาได้ ไม่เหมือน...” เธออดคิดไปถึงพี่สาวไม่ได้
“เหมือนใครคะ” ป้าบัวหันมาถามด้วยดวงตาแสดงความสงสัย
“เหมือนคนอื่น ๆ น่ะค่ะ เพราะถ้าต้องเผชิญปัญหาหนักขนาดนี้ คงไม่มีใครรับได้แน่ ๆ เชียว”
“จริงค่ะ แต่พระท่านก็เข้าข้างคนดีเสมอนะคะ เพราะงานของคุณเมฆก็รุ่งเรืองขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งมีฐานะเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง” ป้าบัวสรุปด้วยความชื่นชมนายหนุ่ม
“ป้าบัวคะ น้ำขออนุญาตออกไปซื้อของใช้ส่วนตัวสักครู่นะคะ” เธอรีบเปลี่ยนเรื่องเมื่อนึกขึ้นได้กะทันหันว่าของใช้ส่วนตัวบางชิ้นหมดและต้องไปหาซื้อเพิ่ม
“ค่ะ แต่คุณน้ำจะไปยังไงล่ะคะ” ป้าบัวหันมาถามด้วยความเป็นห่วง
“น้ำไปเองได้ค่ะ ขากลับอาจเอารถของน้ำขับกลับมาด้วย ฝากไว้บ้านเพื่อนหลายวันแล้ว” เธอส่งยิ้มให้ป้าบัว
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปเถอะค่ะ จะได้กลับมาถึงบ้านก่อนคุณเมฆกลับ”
“ค่ะ งั้นน้ำไปนะคะป้า” เธอยิ้มและเร่งฝีเท้าเดินจากไป
ร่างระหงที่เดินทอดน่องอยู่กลางซอยที่แวดล้อมไปด้วยบ้านหลังใหญ่ของบรรดาเศรษฐีสะดุดตาพายุจนต้องชะลอรถหยุด มือกว้างกดเลื่อนบานกระจกข้างรถลงและชะโงกหน้าคมออกไปถามเธอด้วยความเป็นห่วงและหวังดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ
“คุณครับ มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่า กำลังจะไปไหนครับติดรถผมออกไปปากซอยดีกว่าไหม แถวนี่มันเปลี่ยวแล้วแดดก็ร้อนมากอีกด้วย” เสียงทุ้มถามอย่างมีน้ำใจ
“ไม่เป็นค่ะ ดิฉันเดินไปเองได้” เธอหยุดชะงักเมื่อเขาถามก่อนจะปฏิเสธเพราะกลัวและไม่วางใจในตัวคนแปลกหน้าอย่างเขา แม้ท่าทางหน้าตาและรถราคาแพงของเขาจะไม่บ่งบอกว่าเป็นคนร้ายก็ตามทีแต่ของแบบนี้บางทีก็วัดกันด้วยหน้าตาท่าทางไม่ได้ซะด้วย
เฮอะ...อย่าคิดว่าขับรถหรูแล้วฉันจะไว้ใจคุณง่าย ๆ นะ ไม่มีทาง ตั้งแต่มาอยู่แถวนี้ยิ่งดวงกุดอยู่ด้วยสิ
“แต่กว่าจะถึงหน้าซอย อาจเกิดอันตรายขึ้นก็ได้นะคุณ นี่ก็เย็นมากแล้วด้วย ผมว่าให้ผมไปส่งดีกว่า อย่ากลัวผมเลยครับ รับรองว่าคุณปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์” เพราะไม่ได้ยินสิ่งที่เธอคิดเขาจึงส่งยิ้มกว้างให้หญิงสาวได้
ธารารินชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ก่อนตัดสินใจรับน้ำใจจากชายหนุ่มแปลกหน้าเพราะเวลาที่เย็นมากแล้วทำให้เธอต้องรีบไปเพื่อจะได้รีบกลับมาให้ทันเมฆินทร์ เธอไม่อยากกลับมาทีหลังเขาเพราะไม่อยากให้เกิดปัญหา หวังว่าเธอคงไม่ซวยซ้ำซวยซ้อนนักหรอกนะธาราริน…เธอคิดในขณะที่ประตูด้านข้างผู้โดยสารถูกเปิดออกเหมือนรอให้เธอตัดสินใจเมื่อสักครู่
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมากค่ะ” เธอรีบก้าวขึ้นไปนั่งเบียดชิดประตูสังเกตท่าทีของชายหนุ่มอย่างยังไม่วางใจง่าย ๆ เรียกรอยยิ้มจากริมฝีปากกว้า เขาเอื้อมมือเปิดเพลงสากลทำนองสนุกฟังเบา ๆ
“คุณอยู่แถวนี้เหรอครับ” พายุถาม
“ค่ะ ฉันเป็นครูของคุณมนต์มณี อาศิรวิษ” เธอตอบตามจริง
“อ้อ...คุณเป็นครูหนูมนนี่เองหรอกเหรอ” พายุพยักหน้างึกหงัก
“คุณรู้จักมนนี่เหรอคะ” เธอหันมายกหัวคิ้วมองคนตรงหน้า
“ครับ คุณเมฆินทร์ผมก็รู้จัก แต่ก็ไม่ได้สนิทอะไรนัก” เขายิ้มให้เธอนิดหนึ่งก่อนดวงตาคมจะเบือนกลับไปมองถนนตามเดิม
“เหรอคะ”
“ครับ คุณเมฆินทร์เป็นเจ้าของโครงการหมู่บ้านที่คุณเห็นนี่ทั้งหมดอยู่แล้ว ใครไม่รู้จักเขาก็เต็มกลืนแล้วล่ะครับ” เขาหัวเราะเบา ๆ
“นั่นสินะคะ”
“เอาละครับถึงแล้ว เห็นไหมว่าเร็วกว่ากันเยอะเลย ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณ...” พายุหยุดรถหน้าปากซอยก่อนถึงป้ายรถเมล์
“ธารารินค่ะ คุณเรียกฉันว่าน้ำรินก็ได้ค่ะ”
“ครับคุณน้ำริน ผมพายุครับ” เขาตอบพร้อมส่งยิ้มจริงใจให้เธออีกครั้ง
“ขอบคุณมากค่ะ และก็ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณพายุ”
“ยินดีครับ หวังว่าจะมีโอกาสได้พบกันใหม่นะครับคุณน้ำริน” เขาพยักหน้าให้ รอจนเธอก้าวลงจากรถและปิดประตูเรียบร้อยจึงกดเลื่อนกระจกขึ้นและเคลื่อนรถออกไปทันที
ลัมเบอร์กินีคันหรูจอดกะทันหันหน้าปากซอย ร่างสูงล่ำสันก้าวลงจากรถใบหน้าเคร่ง ประตูรถคันงามถูกผลักปิดเสียงดังปังใหญ่ตามแรงอารมณ์เมื่อภาพสองหนุ่มสาวที่ตอนนี้ฝ่ายหญิงสมควรอยู่ในบ้านของเขามากกว่าจะออกมากับผู้ชายเหมือนที่เธอทำ และถ้าไม่ใช่เพราะเธอแอบหนีออกมาเฉย ๆ แบบนี้ ลูกสาวของเขาคงไม่ร้องไห้โทรฟ้องเขาเสียงกระจองอแงมาตามสายจนเขาต้องเสียมารยาทปฏิเสธบิดาของพิมพ์พจีกลับมาแบบนี้
“มาทำบ้าอะไรของเธอฮะ ถ้าร่านมากจนทนไม่ไหว ต้องแอบออกมานัดเจอผู้ชายนอกบ้านของฉันละก็ เธอก็ควรลาออกไปซะ อย่ามาทำตัวเลว ๆ เป็นตัวอย่างไม่ดีให้ลูกฉันเห็น เข้าใจไหม” เสียงทุ้มตวาดลั่นไม่ไว้หน้า ไม่สนใจเลยว่าสถานที่นี้ไม่เหมาะสมที่เขาจะด่าทอให้เธอเสียหาย
