บทที่ 2 ตอนที่ 2 บาร์ลับและซาตาน
ตอนที่ 2 บาร์ลับและซาตาน
คำว่า ‘ไร้ราคา’ และ ‘โยนออกไป’ เหมือนตบหน้าเฌอบลินฉาดใหญ่กลางที่สาธารณะ เพื่อนๆ ของเธอที่ยืนอยู่ข้างหลังพากันหน้าเสีย แขกคนอื่นๆ เริ่มพากันซุบซิบ
ด้วยความโกรธจนขาดสติและรักศักดิ์ศรีจนเกินเยียวยา หญิงสาวคว้าแก้วน้ำเปล่าตรงหน้าขึ้นมาทันที
ซ่า!
เธอสาดน้ำเปล่าเต็มแก้วใส่ใบหน้าคมของภคินอย่างแรง น้ำเย็นๆ ไหลเปียกชุ่มตามโครงหน้าและเส้นผมสีดำของชายหนุ่ม
บาร์ทั้งบาร์เงียบสนิท ราวกับว่านัดกันปิดเสียงทุกอย่าง บาร์เทนเดอร์หนุ่มถึงกับหน้าซีดเผือดเพราะรู้ดีว่าเวลา ‘ซาตาน’ โกรธนั้นน่ากลัวขนาดไหน
เณอบลินสะใจได้ไม่ถึงวินาที ดวงตาคู่สวยก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นแววตาของชายหนุ่ม
เขาไม่ได้โวยวาย ภคินยกมือขึ้นเสยผมที่เปียกน้ำไปข้างหลังช้าๆ สายตาคู่คมตอนนี้น่ากลัวราวกับมีไฟนรกแผดเผาอยู่ข้างใน ชายหนุ่มเอื้อมมือหนาพุ่งเข้าคว้าข้อมือเรียวเล็กรวมกันไว้ทั้งสองข้างแล้วบีบแน่นทันที
“โอ๊ย!! ปล่อยนะ ฉันเจ็บ” เณอบลินร้องเสียงดังด้วยความตกใจ ร่างเล็กแทบจะร่วงลงจากขอบบาร์
“เจ็บเหรอ? นี่ยังไม่ได้ครึ่งของสิ่งที่คุณทำเลย” ภคินบีบข้อมือเธอแน่นขึ้นจนผิวขาวๆ เริ่มขึ้นรอยแดง น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำติดจะแหบพร่า ทว่าดุดันจนน่าขนลุก “คิดว่ามีเงินแล้วจะสาดน้ำใส่ใครก็ได้งั้นเหรอ คิดว่าโลกทั้งใบต้องหมุนรอบตัวเธอหรือไง”
“ปล่อยฉันนะไอ้บ้า! กล้าดียังไงมาแตะต้องตัวฉัน” เณอบลินดิ้นพล่าน พยายามใช้เท้าเตะอกเขา แต่ภคินใช้หน้าขาแกร่งเบียดแทรกเข้าตรงกลางระหว่างขาของเธอ ดันร่างบางให้ติดกับเคาน์เตอร์บาร์จนเธอหมดทางสู้
ความใกล้ชิดกะทันหันและกลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นวิสกี้จางๆ จากตัวภคินลอยเข้าจมูก หญิงสาวใจสั่นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็น มันไม่ใช่แค่ความกลัว... แต่มันมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างจุดติดขึ้นมาในช่องท้อง
ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาจนริมฝีปากเกือบชิดใบหูของเธอ ลมหายใจร้อนๆ เป่ารดผิวเนียน
“จำใส่สมองกลวงๆ ของเธอไว้ซะ ว่าอย่ามาเล่นกับไฟอย่างฉัน” ภคินเอ่ยกระซิบเสียงเบา “เงินของเธอมันซื้อได้แค่พวกหน้าเงิน แต่สำหรับฉัน... เธออยากได้ราคาที่แพงกว่าเงินไหมล่ะครับคุณหนู? จ่ายด้วยอย่างอื่นที่ไม่ใช่บัตร... ลองดูไหม?”
“แก... ไอ้เลว!” เณอบลินเสียงสั่น พยายามเชิดหน้าสบสายตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ ทั้งที่ในใจเริ่มสั่นคลอน เพราะไม่เคยมีใครกล้าดีมาทำแบบนี้กับเธอได้
ภคินสะบัดมือปล่อยข้อมือของเธออย่างแรงจนร่างบางแทบหงายหลัง ร่างบางขยับตัวลงจากเคาน์เตอร์บาร์ด้วยท่าทางเซๆ พลอยใสและมินนี่รีบวิ่งเข้ามาประคองเพื่อนสนิททันที
“เป็นไงบ้างแก” พลอยใสเอ่ยถามน้ำเสียงห่วงใยเพื่อนสนิท
ภคินหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กขึ้นมาเช็ดหน้าตัวเองอย่างใจเย็น สายตาคมยังคงจ้องที่เณอบลินไม่วางตา
“พาเพื่อนของคุณกลับไปซะ ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนจริงๆ”
หญิงสาวมองใบหน้าหล่อเหลาที่เปียกปอนด้วยความโกรธ อับอาย และความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของครั้งแรกในชีวิต เธอกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจะฝังลงไปในเนื้อ
“ฝากไว้ก่อนเถอะคุณภคิน!” เณอบลินตวาดเสียงแหลม ร่างกายสั่นเทาด้วยอารมณ์โกรธ “ฉันสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น ฉันจะต้องทำให้ผู้ชายหยิ่งๆ อย่างคุณ... มาคุกเข่าอ้อนวอนแทบเท้าฉันให้ได้ คอยดู!”
พูดจบ คุณหนูเฌอบลินก็สะบัดตัวเดินกระแทกส้นเท้าออกจากบาร์ไปทันที โดยมีเพื่อนๆ วิ่งตามไป
คินมองตามแผ่นหลังบางในเดรสสีแดงเพลิงที่เดินลับสายตาไป มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย สายตาฉายแววความพึงพอใจเป็นอย่างมาก
“หึ! คุกเข่างั้นเหรอ” ภคินพึมพำ พลางโยนผ้าขนหนูลงบนเคาร์เตอร์บาร์ “ยัยคุณหนูพยศ เธอต่างหากที่ต้องระวังตัวไว้ให้ดี”
(ด้านเณอบลิน)
“แกใจเย็นๆ ก่อนได้ไหม เดินเร็วขนาดนี้พวกฉันส้นสูงจะหักแล้วนะ”
เสียงมินนี่โวยวายไล่หลังมาตามทางเดินยาวของบาร์หรู แต่เฌอบลินไม่แม้แต่จะฟัง เรียวขายาวภายใต้เดรสสีแดงยังคงก้าวฉับๆ เข้าไปในลิฟต์แก้วด้วยอารมณ์ที่ร้อนเป็นไฟ หญิงสาวทุบฝ่ามือลงบนปุ่มกดปิดลิฟต์อย่างแรงจนเกิดเสียงดัง
“บ้าที่สุด! เกิดมาฉันไม่เคยเจอผู้ชายปากร้าย และต่ำขนาดนี้มาก่อนเลย” เธอเอ่ยเสียงดังลั่นลิฟต์พลางยกมือขึ้นกอดอก ร่างกายยังคงสั่นเทาด้วยความโกรธ
“แต่... แต่แกก็ไปสาดน้ำใส่หน้าเขาก่อนนะบลิน” พลอยใสพูดเสียงเบา แอบมองข้อมือเพื่อนสนิทที่ขึ้นรอยแดง “แล้วเมื่อกี้ ตอนเขาเบียดแกติดเคาน์เตอร์ ฉันนึกว่าแกจะโดนเขาหักคอคาที่ซะแล้ว”
“มันกล้าดียังไง” เณอบลินตวัดสายตาเขียวปัดใส่เพื่อน “มันบีบข้อมือฉันแทบหัก! แถมยังมาพูดจาหน้าด้านๆ ใส่ฉันอีก ‘จ่ายด้วยอย่างอื่นที่ไม่ใช่บัตร’ งั้นเหรอ เหอะ! ไอ้ผู้ชายหยาบคาย!”
“เออน่า~~ แต่ก็นับว่าแกแพ้พนันพวกฉันแล้วนะ” มินนี่ทวงสัญญาขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม “เพราะคุณคินไม่ได้ลงจากแท่นมาปรนนิบัติแก แถมยังไล่แกเหมือนหมูเหมือนหมา สัญญาต้องเป็นสัญญานะยะ แกต้องไปงานดูตัวที่คุณรดาจัดให้”
“ไม่!” เณอบลินเอ่ยตอบเสียงดังฟังชัด ประตูลิฟต์เปิดออกพอดีที่ชั้นล่าง หญิงสาวก้าวเท้าออกจากลิฟต์ทันที “ฉันไม่ไป และฉันก็ยังไม่แพ้”
“อ้าว!~ ไหงงั้นล่ะแก” พลอยใสวิ่งตาม “ก็แกโดนเขาตะเพิดมาเห็นๆ”
“เกมนี้เพิ่งเริ่มต้นยัยพลอย ยัยมินนี่ ผู้ชายหยิ่งยโสแบบนั้นแหละ ถ้าฉันทำให้เขาคุกเข่าอ้อนวอนฉันให้ได้ มันจะสะใจขนาดไหนพวกแกคิดดูสิ”
“แกจะทำยังไง เขาเกลียดขี้หน้าแกเข้าไส้แล้วนะตอนนี้” มินนี่เอ่ยถามพลางกอดอกมอง
“เงิน... ถ้าเงินร้อยล้านซื้อไม่ได้ ฉันก็จะใช้พันล้าน ถ้าซื้อบาร์มันไม่ได้ ฉันก็จะซื้อตึกนี้แม่งเลย” เณอบลินประกาศกร้าวด้วยความเอาแต่ใจ
“ฉันไม่มีวันไปงานดูตัวบ้าบอนั่นเด็ดขาด คอยดูเถอะ ฉันจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง และครั้งหน้า ฉันจะเอาชนะมันให้ได้”
(ในเวลาเดียวกัน)
ณ ห้องทำงานส่วนตัวหลังบาร์ The One
ภคินทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานหนังแท้ตัวใหญ่ เขารูดเนกไทที่เปียกชื้นออกแล้วโยนมันลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี เสื้อเชิ้ตสีดำปลดกระดุมออกสองเม็ดเผยให้เห็นแผงอกแกร่งและรอยหยดน้ำจางๆ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เข้ามา” ภคินเอ่ยเสียงเรียบ
‘นัท’ บาร์เทนเดอร์รุ่นน้อง เดินถือเสื้อสูทตัวใหม่เข้ามาในห้องด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจ
“เอ่อ...พี่คิน เสื้อสูทตัวใหม่ครับ แล้วก็เรื่องผู้หญิงคนเมื่อกี้ จะให้ผมสั่งห้ามเธอเข้าบาร์เราอีกไหมครับ”
“ไม่ต้อง” ภคินรับเสื้อมาพาดไว้ที่พนักเก้าอี้ นัยน์ตาคมฉายแววเจ้าแผนการ “ปล่อยให้เธอมา”
“อ้าว แต่เธอสาดน้ำใส่หน้าพี่เลยนะ” นัททำหน้างุนงง “ปกติใครทำกิริยาต่ำๆ แบบนี้ในร้านเรา โดนการ์ดหิ้วปีกส่งตำรวจไปแล้ว แถมเธอด่าพี่อีกด้วย”
“หึ!!” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเล็กน้อย “เฌอบลิน วรโชติเมธี ลูกสาวคนเดียวของอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ ทายาทตระกูลที่ชอบใช้เงินฟาดหัวคนอื่นชุ่ยๆ”
“อ๋อ ลูกสาวของคุณวีรเดชเหรอครับ?” นัทตาโต “มิน่าล่ะ ถึงได้กร่างขนาดนั้น”
“พวกคนรวย มักจะคิดว่าเงินในกระเป๋าตัวเองซื้อได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งศักดิ์ศรีของคนอื่น” แววตาของภคินมืดมนลงทันที เมื่อนึกถึงอดีตที่เขาเคยถูกครอบครัวคนรวยกดขี่จนไม่มีที่ยืน
“ยัยเด็กนั่นก็แค่ลูกคุณหนูสมองกลวงที่โหยหาความสนใจ ประชดชีวิตไปวันๆ เพราะครอบครัวมีปัญหา”
“พี่รู้เรื่องเธอด้วยเหรอครับ”
“กูให้คนไปสืบเช็กประวัติตระกูลวรโชติเมธีมาพักใหญ่แล้ว บริษัทนั้นกำลังมีช่องโหว่เรื่องงบประมาณ และยัยแม่เลี้ยงของเธอก็กำลังยักยอกเงินอยู่เงียบๆ” ภคินขยับยิ้มอย่างพอใจ “ยัยคุณหนูพยศนั่นนึกว่าตัวเองอยู่เหนือสวรรค์ แต่จริงๆ เธอกำลังจะตกลงมานรกต่างหาก”
“แล้วพี่จะทำยังไงต่อครับ”
“ไม่ต้องทำอะไร... แค่รอจับแมวก็พอ” ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หมุนปากกาในมือเล่น “สายตาของเธอตอนที่มองฉันเมื่อกี้ มันไม่ใช่สายตาของคนที่ยอมแพ้หรอก ยัยเด็กนั่นปากดี ประกาศว่าจะทำให้ฉันคุกเข่าให้ได้”
“ฮ่าๆ กล้ามากเลยนะ” นัทหัวเราะร่า “ในโลกนี้ยังไม่มีใครทำให้พี่คุกเข่าได้เลยสักคน”
“อวดดี! และไร้เดียงสาเกินกว่าจะรู้ว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง สายตามองไปที่ประตูห้องทำงาน “ถ้าเธออยากจะก้าวเข้ามาในโลกของฉันอีกครั้ง ฉันจะจัดบทเรียนราคาแพงที่เงินกี่พันล้านก็จ่ายไม่ไหวให้เธอเอง”
