บทที่ 3 ตอนที่ 3 ก้าวข้ามเส้น
ตอนที่ 3: ก้าวข้ามเส้น
วันต่อมา
คฤหาสน์ตระกูลวรโชติเมธี
“บลิน! หยุดเดินแล้วมาคุยกับพ่อเดี๋ยวนี้!” เสียงทรงอำนาจของ ‘วีรเดช’ ดังลั่นห้องโถงหรู
เณอบลินที่กำลังจะเดินขึ้นบันไดชะงักฝีเท้าทันที เธอหันกลับมามองบิดาและ ‘รดา’ แม่เลี้ยงสาววัยสามสิบกว่าๆ ที่นั่งปั้นน่าเศร้าอยู่ข้างๆ พ่อบนโซฟาหลุยส์
“มีอะไรอีกคะคุณพ่อ ถ้าเป็นเรื่องงานดูตัว บลินบอกแล้วไงว่าไม่ไป” หญิงสาวตวาดกลับเสียงแข็ง
“ไม่ไปก็ต้องไป!” วีรเดชทุบโต๊ะเสียงดัง “แกดูตัวแกเองซะบ้าง วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากช็อปปิ้ง ไปปาร์ตี้ขี้เหล้าเมายา ล่าสุดมีคนเห็นแกไปอาละวาดสาดน้ำใส่เจ้าของบาร์ที่ไหนก็ไม่รู้! ขายหน้าตระกูลเราสิ้นดี”
เณอบลินหันขวับไปมองแม่เลี้ยงทันที ยัยแม่เลี้ยงรีบหลบสายตาแล้วบีบน้ำตาซบไหล่วีรเดช
“คุณพี่คะ อย่าดุลูกแรงขนาดนั้นเลยค่ะ รดาแค่อยากให้หนูบลินไปเจอกับคุณอนาวิน ลูกชายนักการเมืองที่รดาแนะนำ เผื่อหนูบลินจะมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาบ้าง รดาหวังดีจริงๆ นะคะ”
“ตอแหล!” เธอชี้หน้ารดาด้วยความโกรธ “แกหวังจะเขี่ยฉันออกจากบ้านล่ะไม่ว่า พ่อคะ! พ่อเชื่อนางผู้หญิงหน้าเงินคนนี้มากกว่าลูกสาวแท้ๆ ของพ่อเหรอคะ”
“บลิน!! แกหยาบคายเกินไปแล้วนะ” วีรเดชตวาดลั่น “ถ้าแกยังไม่หยุดพยศ และไม่ยอมไปทานข้าวกับคุณอนาวินในวันพรุ่งนี้ ฉันจะสั่งระงับบัตรเครดิตเสริมทุกใบ ยึดรถ และห้ามแกออกจากบ้านเด็ดขาด”
“พ่อ!!” เณอบลินน้ำตาคลอเบ้าด้วยความน้อยใจ “อยากยึดก็ยึดไปเลย บลินไม่อยู่บ้านหลังนี้หรอก”
หญิงสาวหมุนตัววิ่งขึ้นห้องนอนไปทันที ท่ามกลางเสียงด่าทอของผู้เป็นพ่อ เณอบลินปิดประตูห้องล็อกทันที เธอกระแทกตัวลงบนเตียงกว้าง หยาดน้ำตาแห่งความน้อยใจไหลรินออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
ในโลกที่ทุกคนคิดว่าเธอสมบูรณ์แบบ... กลับไม่มีใครรักและเข้าใจเธอเลยสักคน พ่อก็สนใจแต่เมียใหม่และหน้าตาทางสังคม เงินทองที่เธอมีก็เป็นแค่เปลือกนอกที่ไม่มีค่าอะไรเลยยามที่เธอต้องการความอบอุ่น
ร่างเล็กสะอื้นไห้อยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะนึกถึงใบหน้าคมที่ดูดุดันของชายหนุ่มที่บาร์The One ขึ้นมา คำพูดร้ายกาจ ทว่าตรงไปตรงมาของเขา ‘เรียกร้องความสนใจ’ มันแทงใจดำเธอจนเจ็บจี้ด
“ภคิน...” คนตัวเล็กเอ่ยพึมพำชื่อเขาผ่านรอยน้ำตา “คุณด่าฉันว่าสมองกลวงใช่ไหม ดี! ในเมื่อที่บ้านมันเฮงซวยนัก ฉันจะเอาชนะคุณให้ได้”
หญิงสาวปาดน้ำตาออกจากแก้ม แววตาคู่สวยกลับมาคมและฉายรังสีความพยศอีกครั้ง เธอเดินไปที่กระจก หยิบลิปสติกสีแดงก่ำขึ้นมาทาริมฝีปากอย่างเบามือที่สุด
“คืนนี้แหละ ฉันจะกลับไปที่บาร์นั่นอีกครั้ง คราวนี้ฉันจะทำให้คุณคุกเข่าให้ฉันให้ได้ คอยดู!”
The One บาร์ลับ
ค่ำคืนนี้บาร์The One ยังคงคึกคักไปด้วยผู้คนระดับไฮเอนด์ ท่ามกลางเสียงดนตรีสดและแสงไฟสีสลัวส้มทอง ร่างระหงของเฌอบลินก้าวเข้ามาในบาร์อีกครั้ง
คราวนี้เธอสวมเดรสเกาะอกสีดำสนิท ชายกระโปรงสั้นสอบรัดรึงสัดส่วนเย้ายวน ขับผิวขาวจัดให้โดดเด่นท่ามกลางความมืด ริมฝีปากสีแดงก่ำคลี่ยิ้มอย่างมั่นใจเมื่อก้าวตรงไปยังเคาน์เตอร์บาร์ที่เดิม
พลอยใสและมินนี่ที่สวมชุดเดรสเรียบหรูกึ่งวิ่งกึ่งเดินตามหลังมาด้วยสีหน้าตื่นๆ
“ยัยบลิน แกเอาจริงเหรอเนี่ย ฉันนึกว่าแกพูดประชดแก้เขินซะอีก” พลอยใสเอ่ยพลางดึงแขนเพื่อนสนิทเอาไว้
“หน้าฉันเหมือนคนล้อเล่นเหรอ?” เฌอบลินปัดมือเพื่อนออกเบาๆ “พวกแกเตรียมตัวดูคนหยิ่งคุกเข่าได้เลย”
“แต่เมื่อวานแกเพิ่งสาดน้ำใส่เขาไปนะ ถ้าวันนี้เขาเรียกบอดี้การ์ดมาลากแกออกไป พวกฉันไม่ช่วยนะขอบอก” มินนี่เบรกส้นสูงเสียงดัง แอบมองไปทางหลังบาร์ด้วยความผวา
“ไม่มีทาง คืนนี้เกมเปลี่ยนแล้ว”
หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นอย่างท้าทาย เธอไม่รอช้า รีบเดินเข้าไปนั่งบนเคาร์เตอร์บาร์เหมือนเป๊ะๆ เรียวขาสวยตวัดไขว่ห้างอย่างสง่างาม แสร้งปล่อยให้เดรสเกาะอกเลื่อนต่ำลงเล็กน้อยเผยช่วงไหล่เนียนละเอียด
สายตาเกือบทุกคู่ในบริเวณนั้นหันมามองทันที รวมไปถึงภคินที่เพิ่งเดินออกมา ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก
ภคินหยุดชะงัก สายตาคู่คมกริบจับจ้องร่างเล็กของหญิงสาวใจกล้า ก่อนที่เขาจะเร่งเท้าก้าวเข้ามาหาเธอช้าๆ ท่าทางนิ่งๆ แต่แผ่รังสีดุดันจนพลอยใสกับมินนี่รีบถอยหลังไปหลบหลังเสาทันที
“เธอนี่มันดื้อด้านกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีกนะ” ภคินเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า น้ำเสียงทุ้มต่ำจนเดาอารมณ์ไม่ได้
“บอกแล้วไงคะ ว่าฉันสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น” เธอส่งยิ้มหวานหยดย้อย ปลายนิ้วเรียวกรีดกรายไปตามขอบเคาน์เตอร์บาร์ “เมื่อวานถือเป็นมารยาทต้อนรับแบบแสบๆ คันๆ ส่วนคืนนี้...ฉันตั้งใจมาอุดหนุนคุณจริงๆ นะคะคุณคิน”
“ด้วยการเสนอหน้ากลับมาที่นี่อีกรอบเนี่ยนะ? สมองคิดได้แค่นี้หรือไง” ชายหนุ่มกอดอก เหยียดยิ้มหยัน “ถ้าอยากเรียกร้องความสนใจ ไปโน่น~ เวทีข้างล่างน่าจะเหมาะกับเธอมากกว่า”
“ปากคอเราะร้ายจังเลยนะคะ” เฌอบลินหน้าตึงไปเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็ยังคงฝืนยิ้มสู้อยู่ “คืนนี้ฉันไม่ได้พกบัตรเครดิตมาฟาดหัวคุณหรอกค่ะ แต่ฉันเอาของที่ผู้ชายทุกคนต้องการ... มาแลก”
“อะไร? อย่าบอกนะว่าเพชรพลอยหรือเช็คเงินสดของพ่อเธอ” ภคินเลิกคิ้วหนาด้วยความสงสัย วันนี้เธอจะมาไม้ไหนของเธอ
“เปล่าค่ะ ตัวฉันต่างหาก” เฌอบลินโน้มตัวลงมาข้างหน้า จนหน้าอกหน้าใจแทบจะเบียดชิดอกแกร่งของเขา ส่งสายตาปรือเย้ายวน “เสน่ห์ของฉัน ร่างกายของฉัน และ...ความจริงใจที่เงินกี่พันล้านก็ซื้อไม่ได้ ถ้าคืนนี้คุณยอมลงจากแท่นมาปรนนิบัติฉัน ดื่มกับฉันสักแก้ว ฉันจะเป็นของคุณ”
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่พยายามทำเป็นใจกล้า ทว่าลึกๆ กลับสั่นระริกหวาดกลัวอยู่เหมือนกัน ชายหนุ่มมองออกทะลุปรุโปร่งว่ายัยคุณหนูคนนี้กำลังประชดชีวิต
“หึ!” ภคินหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำเอาหญิงสาวใจหายวาบ “ร่างกายของเธอ เสน่ห์ของเธออย่างนั้นเหรอ”
“ใช่ค่ะ มูลค่ามันมากกว่าบัตรแบล็กการ์ดเมื่อวานซะอีกนะ คุณไม่สนใจไหม?”
“เธอคิดว่าตัวเองมีค่าขนาดนั้นเลยหรือไง” ชายหนุ่มขยับก้าวเข้ามาประชิดจนหน้าขาแกร่งชนขอบบาร์ ใบหน้าคมคายโน้มลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ รดพวงแก้มเนียน “ผู้หญิงที่วันๆ ดีแต่แต่งตัวเอ็กซ์ๆ เที่ยวหว่านเสน่ห์ประชดประชันไปทั่วเพราะขาดความอบอุ่นอย่างเธอ สำหรับฉัน มันน่าสมเพชมากกว่าน่าสนใจ”
“ภคิน!!” เฌอบลินตวาดเสียงดัง แววตาคู่สวยสั่นไหวด้วยความโกรธปนน้อยใจที่ถูกแทงใจดำ “คุณมีสิทธิ์อะไรมาพูดจาตัดสินชีวิตฉันแบบนี้ คุณมันก็แค่เจ้าของบาร์มืดๆ คนหนึ่ง”
“สิทธิ์ของคนที่มองเห็นทะลุเปลือกทองหยาบๆ ของเธอไงล่ะ” ภคินคว้าแก้วค็อกเทลเปล่าบนบาร์มาถือไว้ หมุนมันเล่นไปมา “อยากให้ฉันดื่มด้วยงั้นเหรอ? ได้สิ...แต่ของฟรีไม่มีในโลกหรอกนะคุณหนู ในเมื่อเธอเสนอตัวเองมาเป็นค่าตอบแทน เธอกล้าก้าวข้ามเส้นเข้ามาในโลกของฉันจริงๆ หรือเปล่า?”
“ทำไมฉันจะไม่กล้า” ร่างเล็กเชิดหน้าสู้ “แค่นั่งดื่มกับคุณ ฉันไม่สึกหรอหรอก”
“งั้นสั่งมา ค็อกเทลที่เธออยากดื่ม” ชายหนุ่มวางแก้วลง น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง “แต่จำไว้นะ ถ้าแก้วนี้หมดเมื่อไหร่ และเธอยังไม่สามารถทำให้ฉันคุกเข่าอ้อนวอนเธอได้ตามที่ปากดีไว้ เธอต้องจ่ายราคาที่แพงที่สุดในชีวิตให้ฉัน”
“ราคาอะไร?” เฌอบลินถามเสียงแผ่วเบา
“ตัวเธอ... ในคืนนี้” ภคินกระซิบเสียงแหบพร่า แววตาดุดันราวกับซาตานที่กำลังล่อลวงเหยื่อ “กล้าเสี่ยงไหมล่ะ?”
เธอขบกรามแน่น อีโก้และความต้องการเอาชนะพุ่งจนกู่ไม่กลับอีกแล้ว เฌอบลินจ้องมองใบหน้าหล่อร้ายของเขาแล้วสะบัดเสียงใส่ทันที
“กล้าอยู่แล้ว! สั่งB-52 มาให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย”
“จัดให้ตามคำขอ” ภคินยิ้มมุมปากอย่างผู้คุมเกม ก่อนที่จะหันไปสั่งบาร์เทนเดอร์รุ่นน้องเสียงเรียบ “ไอ้นัท... จัดค็อกเทลแรงๆ ให้แขกพิเศษของฉันหน่อย คืนนี้คงอีกยาวไกล”
