บทที่ 5 ตอนที่ 5 ตราตรึง
ตอนที่ 5 ตราตรึง
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาภายในห้องนอนคุมโทนสีดำเทา เฌอบลินค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งที่ศีรษะ ร่างบางขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบบนผิวเนื้อ
หญิงสาวตลบผ้าห่มนวมผืนหนาลงแล้วก้มมองดูตัวเองที่อยู่ในสภาพไร้เสื้อผ้าติดกายแม้แต่ชิ้นเดียว
เฌอบลินเบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัว ทว่าเธอกลับไม่ได้กรีดร้อง ไม่ส่งเสียง และไม่โวยวายออกมาอย่างที่ควรจะเป็น
หญิงสาวกวาดสายตามองไปทั่วห้องนอนที่กว้างขวาง แต่กลับไร้เงาของเจ้าของห้องอย่างภคิน มีเพียงความเงียบสงบและกลิ่นตัวผสมกลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่ยังคงลอยอบอวลอยู่
มือเล็กสั่นเทายกขึ้นแตะริมฝีปากอิ่มของตัวเองเบาๆ พลันภาพเหตุการณ์เร่าร้อนและดิบเถื่อนเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาแล่นย้อนกลับเข้ามาในหัวสมองเป็นฉากๆ สัมผัสรุนแรง ทว่าตราตรึงจดจำทุกรายละเอียดได้ขึ้นใจ ใบหน้าสวยร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
“นี่ฉัน... เคลิ้มไปกับเขาเหรอ” หญิงสาวเอ่ยพึมพำกับตัวเองเสียงสั่น อยู่ๆ หัวใจก็รู้สึกหวั่นไหวกับรสสัมผัสของเขาขึ้นมาดื้อๆ จนต้องสลัดศีรษะไล่ความรู้สึกบ้าๆ นั้นออกไป
หญิงสาวกัดฟันพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียงนอน ทว่าทันทีที่เท้าแตะพื้น ร่างบางก็เซวูบจนต้องเกาะขอบโต๊ะข้างเตียงไว้แน่น ความรู้สึกเจ็บระบมร้าวไปทั่วร่างกายแล่นขึ้นมาจนเธอต้องนิ่วหน้าทันที
“โอ๊ย!!”
เฌอบลินสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามฝืนความเจ็บป่วยร้าว เดินไปเก็บชุดเดรสเกาะอกสีดำที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาสวมใส่ตามเดิมอย่างลวกๆ
เธอพยายามจัดเสื้อผ้าและทรงผมให้เข้าที่เข้าทางที่สุด แม้ร่องรอยสีกุหลาบตามลำคอและเนินอกจะเด่นชัดจนปิดไม่มิดก็ตาม
ร่างเล็กก้าวเท้าออกจากห้องนอนของภคินทันที ผลักประตูเดินลงบันไดมาอีกหนึ่งชั้น ซึ่งเป็นโซนของบาร์The One ที่ในเวลานี้เงียบสงัดไร้ผู้คน แสงไฟวิบวับเมื่อคืนถูกปิดสนิท เหลือเพียงแสงสว่างจากภายนอกที่รอดผ่านเข้ามา เธอบลินหันมองซ้ายมองขวาอย่างระวัง
“ไม่มีใครอยู่เลยเหรอ...”
เฌอบลินถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องเจอเขาหรือใครที่อาจจะมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ
หญิงสาวรีบก้าวเท้าเปล่าวิ่งตรงไปยังลิฟต์แก้ว กดปุ่มเปิดแล้วก้าวเข้าไปทันที ประตูลิฟต์ปิดลงพร้อมกับร่างบางที่ทรุดลงพิงผนังกระจกอย่างหมดแรง จิตใจสับสนจนหาทางออกไม่เจอ
คฤหาสน์ตระกูลวรโชติเมธี
เฌอบลินก้าวเท้าเข้ามาในคฤหาสน์ด้วยสภาพที่ดูไม่ได้ ร่างกายอ่อนล้า ผมเผ้ายุ่งเหยิงและเดรสสีดำที่ยับยู่ยี่ ใบหน้าสวยซีดไร้สีเลือด เธอพยายามก้าวเดินให้เงียบที่สุดเพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็น และนับว่าเป็นโชคดีที่รถสปอร์ตของผู้เป็นพ่อไม่ได้จอดอยู่ แสดงว่าวีรเดชยังไม่ได้กลับบ้าน
ทว่า...ความโชคดีของเธอก็หมดลงเพียงแค่นั้น
“อุ๊ยตายแล้ว! นี่ใครน่ะ นึกว่าขอทานที่ไหนหลุดเข้ามาในบ้านซะอีก”
เสียงแหลมสูงแฝงความจิกกัดของ ‘รดา’ ดังขึ้นมาจากห้องโถงกลาง แม่เลี้ยงสาวในชุดเดรสผ้าไหมหรูหราเดินถือแก้วชานมเข้ามายืนขวางทางบันได สายตากวาดมองเฌอบลินตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยัน ก่อนที่จะไปหยุดอยู่ที่รอยแดงช้ำบนลำคอ
“หลบไป ฉันไม่มีอารมณ์จะเสวนากับเธอ!” หญิงสาวตวาดเสียงแหบพร่า พยายามจะเดินเลี่ยงขึ้นบันไดไป
“อุ๊ย! ทำไมพูดจาไม่มีหัวนอนปลายเท้าแบบนี้ล่ะคะหนูบลิน” รดาก้าวมาขวางไว้พลางหัวเราะในลำคอ
“ดูสภาพสิ เสื้อผ้ายับเยิน หน้าตาซีดเซียว แถมนั่น...รอยอะไรที่คอเนี่ย อย่าบอกนะว่าหนีงานดูตัวเมื่อคืนเพื่อไปนอนทอดกายให้พวกผู้ชายชั้นต่ำขยำเล่นน่ะ”
“ปากเสีย! เธอมีสิทธิ์อะไรมาพูดจาสกปรกใส่ฉัน” เฌอบลินหันขวับ ตวัดสายตาเขียวปัด ชี้หน้ารดาทันทีด้วยความโกรธจัด “หลบไปก่อนที่ฉันจะหมดความอดทน”
“ทำไมฉันจะพูดไม่ได้ ฉันเป็นแม่เลี้ยงแกนะ” รดาเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี
“แถมเมื่อคืนคุณพี่วีรเดชก็โกรธแกจนความดันขึ้น ที่แกเบี้ยวนัดคุณอนาวิน รู้ไหมว่าคุณอนาวินเขาเสียหายขนาดไหน แต่ดูแกทำตัวสิ ร่านหนีไปค้างคืนกับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ ขายหน้าตระกูลวรโชติเมธีจริงๆ”
“หยุดเรียกตัวเองว่าแม่เลี้ยงฉันซะที ยัยผู้หญิงหน้าเงิน” เฌอบลินกรีดร้องเสียงแหลม “เธอมันก็แค่ปลิงที่คอยสูบเงินของพ่อฉัน นึกว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ลับหลังพ่อ”
คำพูดของหญิงสาวทำให้รดาชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาเลิ่กลั่กด้วยความตกใจก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเหมือนเดิม
“แกพูดเรื่องบ้าอะไรของแกยัยบลิน เมาค้างจนสมองเลอะเลือนหรือไง”
“ฉันไม่ได้เลอะเลือน เธอยักยอกเงินบริษัทพ่อฉัน เธอกำลังจะสูบเงินแล้วหนีไป” เฌอบลินเค้นเสียงดังลั่น คำพูดของภคินเมื่อคืนดังก้องอยู่ในหัว และอาการของรดาก็ตอกย้ำว่ามันคือเรื่องจริง
“อีบลิน! แกจะมากเกินไปแล้วนะ” รดาตวาดลั่น หน้าตาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เธอก้าวเข้าไปประชิดตัวเฌอบลินทันที
“ฉันดูแลบ้านนี้ ดูแลพ่อแกมาตั้งกี่ปี แกมีหลักฐานอะไรมาปรักปรำฉัน”
“ตอนนี้ฉันยังไม่มีหลักฐานก็จริง แต่ฉันจะหามาให้พ่อดูแน่” ร่างเล็กเชิดหน้าสู้ไม่ยอมถอย “และเธอ... เตรียมตัวเก็บข้าวของเน่าๆ ของเธอออกไปจากบ้านฉันได้เลย”
“ฮ่าๆๆ” อยู่ๆ รดาก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง แววตาเต็มไปด้วยความสะใจและเยาะหยัน
“น่าสงสารจริงๆ ยัยคุณหนูสมองกลวง แกยังคิดว่าพ่อแกจะเชื่อแกมากกว่าฉันอีกเหรอ แล้วอีกอย่างนะ...แกคิดว่าบริษัทของพ่อแกยังมีเงินให้ฉันยักยอกอยู่อีกหรือไง”
“เธอหมายความว่ายังไง...” เฌอบลินหน้าถอดสี หัวใจกระตุกวูบ
“ก็หมายความว่าบริษัทวรโชติเมธีของพ่อแกมันเป็นแค่เปลือกกลวงๆ แล้วไงล่ะ” รดายื่นหน้าเข้าไปเอ่ยเย้ยหยัน “หนี้สินล้นพ้นตัว หุ้นดิ่งลงเหวตั้งแต่อนาวินถอนทุนเมื่อเช้าเพราะแกเบี้ยวนัด ยังจะมาทำตัวหยิ่งพยศ ชูคอด่าคนอื่นอยู่อีกเหรอจ๊ะ”
“อีรดา!” เฌอบลินเอ่ยเสียงดังลั่นด้วยความโกรธ
“ทำไม อีบลิน!!!” รดาเอ่ยสวนกลับทันที
“อีรดา! ฉันจะฆ่าแก!”
เฌอบลินสติหลุดกระโจนเข้าใส่รดา มือเล็กพยายามจะจิกหัวแม่เลี้ยงสาว ทว่ารดากลับเบี่ยงตัวหลบอย่างง่ายดาย พลางออกแรงผลักร่างที่อ่อนแอและเจ็บระบมของบลินจนล้มลงไปกองกับพื้นห้องโถงอย่างแรง
“โอ๊ย!” หญิงสาวร้องอุทานด้วยความเจ็บปวดซ้ำรอยเดิมที่ร่างกาย น้ำตาไหลพรากอาบแก้มด้วยความสมเพชตัวเอง
“อย่ามาสะเออะทำเก่งกับฉันยัยบลิน!” รดาก้มมองเฌอบลินที่นอนร้องไห้อยู่บนพื้นด้วยสายตาเหยียดหยาม
“สภาพแกตอนนี้ไม่ต่างจากหมาข้างถนนเลยสักนิด เงินก็ไม่มี อำนาจก็หมด วันพรุ่งนี้แกยังจะมีปัญญาซื้อข้าวกินหรือเปล่ายังไม่รู้เลย! สมน้ำหน้า... อยากพยศดีนัก”
ทันทีที่รดาพูดจบ เธอก็กระแทกเท้าเดินสะบัดก้นออกไปจากบ้านทันที ทิ้งให้เฌอบลินนอนร้องไห้สะอื้นอยู่บนพื้นคฤหาสน์หลังโต
