บทที่ 2 โจรล่าพรหมจรรย์ (2)

ภายในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศจนเย็นฉ่ำ เสียงร่ำไห้ด้วยความเสียใจดังมาจากร่างที่นอนอยู่บนเตียงกว้างมาเนิ่นนานแล้ว หลังจากหล่อนถูกพรากสิ่งที่หวงแหนไปอย่างง่ายดาย เพียงเขาใช้ชั้นเชิงที่เหนือกว่าหลอกล่อให้เคลิบเคลิ้ม หล่อนก็เต็มใจมอบสิ่งล้ำค่าอันแสนหวงแหนไปให้เขา มารู้ตัวก็ต่อเมื่อเขาตักตวงหาความสุขจากร่างกายนี้จนพอใจ โดยไม่มีแม้คำปลอบประโลมใดๆ ให้รู้สึกดี

“หยุดร้องไห้เสียเถอะ ฉันไม่เห็นว่ามันจะน่าเสียใจตรงไหนเลยสักนิด เมื่อกี้…เราต่างก็มีความสุขด้วยกันไม่ใช่เหรอ หรือว่า…เธอจะเถียง”

เสียงนั้นเอ่ยขึ้นจากทางด้านหลัง ก่อนที่เงินปึกหนึ่งพร้อมเช็คจะถูกยื่นมาตรงหน้าคนที่เอาแต่นอนน้ำตาไหลริน จากนั้นเขาจึงพาร่างลงจากเตียงไปแต่งตัวอย่างเงียบๆ ไม่สนใจใยดีร่างบอบช้ำบนเตียงกว้างแต่อย่างใด

“นี่คือโทรศัพท์ที่เธอต้องพกติดตัวเอาไว้ตลอด หากฉันไม่เบื่อเธอไปเสียก่อน เธอจะต้องกดรับทุกครั้งที่ฉันโทรหา เข้าใจมั้ย!”

ชายหนุ่มยัดโทรศัพท์ใส่มือขาวเนียน ก่อนฝากฝังรอยจูบลงบนขมับชื้นเหงื่อ ปลายนิ้วแกร่งไล้ไปบนพวงแก้มนุ่มพลางขบริมฝีปากครุ่นคิด เมื่อรสสัมผัสของดอกไม้แรกแย้มทำให้เขาติดใจ

อาจจะมีครั้งที่สองตามมา หรืออาจจะสามสี่ห้าหรือมากกว่านั้น…ชายหนุ่มบอกตัวเองในใจก่อนผลุนผลันลงจากเตียงแต่ยังไม่ทัน

ที่จะก้าวขาออกไปจากห้อง เสียงโทรศัพท์ได้ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

สายตาคู่คมมองเบอร์ที่โชว์อยู่บนหน้าจอ พลันแววตาก็แปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าว โทรศัพท์ในมือถูกกำจนแน่นตามอารมณ์ที่คุกรุ่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เจ้าตัวสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด พยายามข่มอารมณ์ให้เป็นปรกติมากที่สุดแล้วกดรับสาย

“ครับที่รัก”

“คุณอยู่ที่ไหนคะ วิมานั่งรอคุณอยู่นานแล้วนะ”

วิมลยา..นั่นคือว่าที่เจ้าสาวของเขา จุดนัดพบคือร้านที่เคยไปเป็นประจำ แต่ตอนนี้เขายังมัวร่ำไรอยู่กับหญิงสาวที่ซื้อมาได้ด้วยเงิน

“เอ่อ…คือว่า…ผมคุยกับหุ้นส่วนอยู่น่ะวิ กำลังจะไปหาคุณเดี๋ยวนี้แหละ คุณนั่งรอผมได้ใช่มั้ยที่รัก”

ปริชญ์ผ่อนลมหายใจขณะโกหกออกมาหน้าตาเฉย ทำราวกับว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

“ค่ะ วิเข้าใจคุณ”

“ผมขอรับผิดทุกอย่าง ขอแก้ตัวในคืนนี้ก็แล้วกันนะครับ ที่รักของผม”

รอยจูบฝากฝังผ่านโทรศัพท์ไปถึงคนปลายสาย เพียงได้ฟังคำหวานจากคนที่รักมาก หัวใจของวิมลยาถึงกับอ่อนยวบลงไปทันที

ทางนั้นกดวางไปนานแล้ว หากแต่ปริชญ์ยังคงยืนนิ่ง จมอยู่ในห้วงความคิดของตนเนิ่นนาน ร่างสูงหมุนกายกลับไปมองยังเตียงกว้างอีกครั้ง ร่างเปลือยเปล่าที่นอนซุกอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นเงียบเสียงลงไปแล้ว เขาเดาเอาว่าหล่อนคงร้องไห้จนผล็อยหลับไป…เสียงที่เต็มไปด้วยไฟแค้นเล็ดลอดผ่านริมฝีปากได้รูป

‘มันยังแค่เริ่มต้นเท่านั้น วิมลยา!’

เสียงหัวร่อต่อกระซิกที่ดังแว่วเข้ามาถึงในห้องนอน ทำให้วรรณเลขาอดที่จะแง้มบานประตูห้องของตนเพื่อสังเกตการณ์นอกห้องไม่ได้ เพียงสายตาสบเข้ากับร่างของชายหนุ่มหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าห้อง และกำลังหยอกเย้ากันอย่างมีความสุขอยู่นั้น ทำให้หัวใจของหล่อนถึงกับกระตุกไหววูบ เผลอยกมือขึ้นปิดปากอุทานออกมาเบาๆ ด้วยใจที่สั่นระรัว

“พี่วิ! คุณริท!”

ดวงตากลมโตที่ล้อมกรอบด้วยแพขนตาดกหนาของวรรณเลขาสั่นระริก กระนั้นก็ยังทำด้านชาแอบมองสองคนพลอดรักกันอย่างน่าอาย ยามนี้ความง่วงงุนเมื่อสักครู่มลายหายไป เมื่อมีสิ่งเร้าใจให้ทำมากกว่าการนอนหลับใหลมากนัก

‘เธอทำบ้าอะไรอยู่เนี่ยยายวรรณ ช่างน่าละอายนัก’

“อย่าค่ะ คุณริท”

วิมลยาพยายามเอี้ยวใบหน้าหลบ เมื่อเขาดันร่างของหล่อนไปจนชิดบานประตู ก่อนกักเอาไว้ด้วยสองแขนแข็งแรง ไม่ยอมให้หล่อนได้เข้าไปด้านในได้โดยง่าย

“น่านะ…ผมต้องการคุณมากนะวิ หรือว่าคุณไม่รักผม ไม่เคยมีผมอยู่ในหัวใจ”

ถ้อยคำตัดพ้อแต่ยังคงฟังนุ่มหู กินลึกไปถึงก้นบึ้งหัวใจของ

วิมลยา หล่อนแทบยอมสิโรราบให้กับเขาอย่างง่ายดาย หากแต่ว่า

ความที่ยังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง ทำให้ตัดสินใจเอ่ยถ้อยคำที่ขัดใจ

คนฟังยิ่งนัก

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ วิรักคุณมาก แต่ขอเวลาวิหน่อยนะคะ”

พยายามปฏิเสธอย่างนุ่มนวลที่สุดพลางสบตาเขาอย่างมี

ความหมาย ไม่ใช่ว่าหล่อนไม่รักเขา แต่ทั้งรักและหลงเขามากที่สุด หากแต่ก็ได้ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะไม่ยอมใจอ่อนไปกับชั้นเชิงชายที่พยายามล่อหลอกให้เดินเข้าไปติดกับดักเป็นอันขาด จนกว่าเขาและหล่อนจะจูงมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์

“แล้วจะหวงผมไปถึงไหนล่ะครับ วิไม่รู้หรอกว่าเวลาที่เราอยู่ใกล้กัน แล้วผมต้องข่มใจไม่ให้ล่วงเกินวิ มันทรมานมากขนาดไหน”

ฝ่ามืออุ่นร้อนลากไล้แผ่นหลังนวลเนียน วิมลยาพยายามดันกายแกร่งหอมละมุนให้ออกห่าง รู้ดีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นหากหล่อนยังคงยืนนิ่งยอมให้อีกฝ่ายได้ทำตามใจหลังจากนี้

“คุณริท ยะ…อย่า”

“ขอนิดเดียว…นิดเดียวเท่านั้น”

โดยไม่รอให้ได้ตั้งตัว ริมฝีปากร้ายกาจจู่โจมครอบครองกลีบปากนุ่มอย่างจาบจ้วง รสสัมผัสแสนเร่าร้อนและดุดัน ทำให้สองแขนเรียวกอดเกี่ยวโอบรั้งลำคอแกร่งเอาไว้ ยอมให้เขาปล้นจูบไปอย่างง่ายดาย

วรรณเลขายืนช็อคขอบตาร้อนผ่าว ไม่แน่ใจว่ามันมาจากประกายไฟแห่งความอิจฉาริษยา หรือความเสียใจที่ได้เห็นภาพบาดตาเบื้องหน้ากันแน่

ในขณะที่สายตาชวนให้ใจละลายหรี่มองไปยังหน้าห้องของวรรณเลขาราวกับรู้ว่ากำลังถูกจับจ้อง จูบดูดดื่มแสนหวานนั้นจึงยาวนานยิ่งนัก จนวรรณเลขาทนดูไม่ได้อีกต่อไป มือสั่นๆ ค่อยๆ ดึงบานประตูให้ปิดลงเมื่อไม่อาจทนมองต่อไปได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป