บทที่ 5 เสน่หานางรำ (2)

มือแกร่งแตะลงบนหัวไหล่กลมมนอย่างถือวิสาสะ ก่อนเผย

ยิ้มเขี้ยวเสน่ห์ให้กับชายหนุ่มข้างๆ แคทลียาอย่างเป็นมิตร แล้วเอ่ยถึงจุดประสงค์ของตนให้เพื่อนร่วมอาชีพได้รู้

“บังเอิญว่าเธอคือผู้หญิงของผม หากคืนนี้ผมจะพาเธอไป คุณคงไม่ขัดข้องอะไรใช่ไหม”

เพียงได้ฟังความประสงค์แบบตรงไปตรงมาของหนุ่มรุ่นน้อง อีกฝ่ายจึงรีบส่งยิ้มกลับ เข้าใจในความหมายของคำพูดนั้นได้ดี

ในเมื่อกล้าเดินหน้าเข้ามาบอกว่าหญิงสาวคนนี้คือผู้หญิงของตน เขาเองก็ไม่คิดที่จะยุ่งกับเธอคนนี้อีกต่อไป เนื่องด้วยไม่อยากมีเรื่องมีราวเพราะไปยุ่งกับเด็กมีเจ้าของนั่นเอง

“ขอโทษด้วยครับ ผมไม่รู้ว่าน้องคนนี้กับคุณริทรู้จักกัน”

“ไม่เป็นไรครับ”

ปริญช์ยิ้มกลับ ก่อนส่งสายตาเป็นเชิงบังคับให้แคทลียารีบลุกขึ้นเพื่อไปกับตน

“ขอตัวนะครับ”

มือใหญ่ยื่นมารอคนที่กำลังทำท่าละล้าละลัง เนื่องจากกำลังงุนงงว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าคิดจะทำอะไรกันแน่ แต่ท่าทีพร้อมแววตาสื่อความหมายของเขาก็ทำให้หล่อนรีบลุกขึ้น เพราะไม่อยากตกเป็นเป้าสายตามากไปกว่านี้

หากเลือกที่จะต้องไป หล่อนขอเลือกที่จะไปกับคนที่ทั้งหนุ่ม ทั้งหล่อกว่า แม้ผลลัพธ์จะไม่ต่างกันก็ตามที ยามนี้แคทลียาคิดเพียงเท่านี้จริงๆ ในขณะที่ใจหนึ่งก็โล่งอกที่สามารถหลุดพ้นมาจากบรรยากาศอันแสนอึดอัดบนโต๊ะอาหารเมื่อสักครู่นี้ได้

“กลับกันเถอะ”

อุ้งมือแกร่งบีบกระชับมือเล็กเอาไว้ ก่อนที่เขาจะรีบก้าวเดิน

นำหน้าพลางบังคับให้หล่อนรีบเดินตามเขาออกไปจากห้องจัดเลี้ยง

“เดี๋ยวค่ะ คุณริท”

“อะไรของเธออีกล่ะฮึ”

ร่างสูงหยุดกึก ก่อนเอามือล้วงกระเป๋าแล้วหมุนกายกลับมามองด้วยสายตาคล้ายเป็นคำถาม

“แคทไม่ไปกับคุณได้มั้ยคะ”

แคทลียามองใบหน้าหล่อเหลาด้วยแววตาเว้าวอน เพราะรู้ดีว่าถ้าไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับตนบ้าง อีกทั้งยังเป็นห่วงมารดาที่นอนป่วยอยู่บ้าน หล่อนจึงค่อนข้างลังเล แม้การไปในครั้งนี้จะได้รับค่าตัวกลับมาอย่างคุ้มค่าก็ตามที

“ทำไม…”

แววตาคมกล้าหรี่มองอย่างคาดคั้น ใบหน้าเริ่มฉายถึงความไม่พอใจที่เห็นว่าหล่อนกล้าปฏิเสธผู้ชายอย่างเขา

“เอ่อ…คือ…แคท…”

“สาวน้อย ฉันจะบอกอะไรให้นะ ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนที่กล้าปฏิเสธฉัน แล้วทำไมเธอถึงเลือกที่จะทำเช่นนั้น บอกฉันหน่อยสิ…หืม...”

ชายหนุ่มสาวเท้าเข้ามายืนประจันหน้า มันแนบชิดเสียจนลมสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน

“แคทต้องรีบกลับบ้านค่ะ”

“เป็นเด็กติดบ้านหรือยังไง หึ หึ”

ชายหนุ่มแกล้งกระเซ้าพลางเผยรอยยิ้มเล็กๆ ตรงมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้คนมองแทบละลาย

“แคทมีเหตุผลส่วนตัวที่บอกคุณไม่ได้ค่ะ”

หญิงสาวพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปรกติ ไม่อยากให้เขาซักไซ้มากไปกว่านี้ ไม่อยากให้คนตรงหน้าต้องมารับรู้เรื่องราวในครอบครัวของเธอ เงินก้อนโตที่ได้มาจากเขาคราวก่อน ช่วยยื้อชีวิตมารดา เป็นค่ายาค่าหมอที่ต้องใช้จ่ายทุกๆ เดือน

แต่มันต้องแลกมาด้วยความสาวของตนที่สูญสิ้นไป ค่าตัวหลักล้านของหล่อนคงไม่มีค่าอะไรในสายตาของเขาแม้สักนิด แต่หล่อนจำต้องกล้ำกลืนฝืนทนทำทุกอย่างเพื่อยื้อชีวิตมารดามารดา

เพียงสังเกตเห็นแววตาคู่สวยที่เศร้าหมองลงไปอย่างเห็นได้ชัด ปริชญ์จึงเปลี่ยนความคิดที่จะพาหล่อนไปคอนโด แต่เขาก็จะไม่ยอมให้หล่อนกลับไปอย่างง่ายๆ เช่นเดียวกัน...หัวใจของเขาร้องบอก ควรจะยื้อเวลาเอาไว้ให้มากที่สุด กักขังหล่อนเอาไว้แม้จะเป็นเพียงชั่วเวลาสั้นๆ ก็ตามที

“แค่ไปดินเนอร์ต่อกับฉัน แล้วฉันจะพาเธอไปส่งถึงหน้าบ้าน โอเคไหมแคท”

“เอ่อ…”

‘เราเป็นอะไร ยอมลดตัวมายืนง้อเธอเพียงเพราะมีบางมุมเหมือนกับภาอย่างนั้นเหรอ บ้าน่า’

ชายหนุ่มเฝ้าถามตัวเองในใจ ขณะยืนรอคำตอบ

“ว่ายังไง ทำไมคิดนานจัง มีผู้หญิงมากมายอยากออกเดทกับฉัน แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่ฉันจะมายืนง้อใครแบบเธอเลยนะ”

“แค่ดินเนอร์อย่างเดียวแน่นะคะ”

แคทลียายังคงมีท่าทีลังเล ไม่รู้หรอกว่าการแสดงออกเช่นนี้ยิ่งทำให้อีกฝ่ายอยากเอาชนะ เพราะมันคือการบอกเป็นนัยๆ ว่าเสน่ห์ของเขาใช้ไม่ได้กับผู้หญิงทุกคนเสียแล้ว โดยเฉพาะกับเธอคนนี้

“อืม…”

ชายหนุ่มพยักหน้าแทนคำตอบ มือใหญ่เชยคางมนของหล่อนให้เงยหน้าขึ้นมาสบตา ก่อนพินิจพิจารณาใบหน้าของหล่อนจนทั่วทุกมุม

“ทำไมคืนนั้นฉันไม่สังเกตเห็นนะ ว่าเธอเหมือน…”

“คะ…”

แคทลียาทำหน้างง เมื่อจู่ๆ ชายหนุ่มตรงหน้าก็พูดจาแปลกๆ ออกมา

“ช่างเถอะ…เอาเป็นว่า เธอรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะนะ ฉันจะนั่งรอเธอตรงลอบบี้”

“ค่ะ”

“อย่าช้านะ ฉันไม่ชอบรอใครนานๆ”

ชายหนุ่มเอ่ยตามหลังร่างสมส่วนพลางมองตามไปจน กระทั่งลับสายตา ตั้งแต่พบกันคราวก่อนเขาเพิ่งจะมารู้ตัวว่า นักศึกษาสาวที่กำลังสวยสะพรั่งคนนี้ยิ่งมองยิ่งเหมือนคนรักที่ตายไปแล้ว เพียงแค่ใจของเขาเชื่อว่าเธอคือลฎาภา ก็ทำให้เขามีความคิดที่จะสานสัมพันธ์กับเจ้าหล่อน ขณะที่เขาเองก็รู้อยู่แก่ใจว่ายังมีวิมลยาอยู่ทั้งคน และกำลังคุยกันถึงเรื่องการแต่งงาน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป