บทที่ 2 บทนำ (ต่อ)

ตึกเดียวกันที่ชั้น 6

“นั่งรอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพี่จัดการเรื่องเอกสารให้”

อรพินหันมาบอกเสียงกระซิบ ก่อนผลุบเข้าไปในห้องฝ่ายบุคคลทันที ทิ้งให้ณภัทรยืนงง ๆ อยู่หน้าชุดโซฟาสำหรับแขกในชั้นหก

ร่างอรชรทรุดตัวลงนั่งเรียบร้อย พยายามตั้งใจทำหน้าสงบแต่ในใจกลับว้าวุ่นราวกับพายุ บรรยากาศรอบตัวดูสะอาด สว่าง และเป็นทางการมากกว่าที่คิด เขาสูดหายใจลึก ๆ พยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ก่อนจะหันไปอีกทาง แต่ก็ต้องชะงัก

ที่โซฟาฝั่งตรงข้าม มีร่างระหงของคนคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว

ตัวเล็ก หน้าตาน่ารัก ทรงผมเนี้ยบเป๊ะ ชุดสูทสีเข้มเข้ารูปดีไซส์เก๋กับเสื้อเชิ้ตขาวไม่มีรอยยับแม้แต่นิดเดียว ดูรวม ๆ แล้วคือดีไปหมด

“…”

มะนาวขยับแว่นโดยไม่รู้ตัวสายตาที่เผลอมองอีกฝ่ายอยู่เงียบ ๆ เผยแววทึ่งจนแทบหลุดคำอุทานออกมา

ดูดีมาก...

เขาหน้าตาดีในแบบที่ใครเห็นก็คงต้องเหลียว ผิวขาวจัดจนดูโดดเด่น ท่าทางนิ่งสงบแต่กลับไม่ทำให้รู้สึกเย็นชา ตรงกันข้าม กลับดูน่ามองจนน่าอิจฉา

มาสมัครงานเหมือนกันไหมนะ...? ณภัทรคิดในใจพลางหลุบตาลงมองมือตัวเองบนตัก

สูทของเขาแม้จะรีดมาอย่างดี แต่พอเทียบกับอีกฝ่ายแล้วก็รู้สึกเหมือนตัวเองใส่ของมือสองขึ้นมาทันที แม้แต่หน้าตาหรือทรงผมก็ไม่ได้จัดเต็มอะไรมาก เพราะคิดว่าไม่ควรดูเว่อ

ถ้าต้องสัมภาษณ์แข่งกับคนนี้...มีหวังคนจืด ๆ อย่างเราคงโดนปัดตกตั้งแต่ยังไม่ทันพูดเลยล่ะมั้ง

เขาแอบถอนหายใจในใจ ก่อนจะหลุบสายตาลง ปัดความคิดเปรียบเทียบออกจากหัวให้เร็วที่สุด โดยไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มหน้าตาดีที่นั่งอยู่ตรงนั้น ไม่ได้มารอสัมภาษณ์งานอย่างที่เขาคิดไว้แม้แต่นิดเดียว

นาฬิกาแขวนบนผนังเดินไปตามหน้าที่ของมัน มะนาวนั่งตัวตรงอยู่ที่เดิม ขณะที่พี่อรยังไม่ออกมาจากห้องฝ่ายบุคคล

เขาพยายามทำตัวให้เป็นปกติ แต่ในใจกลับฟุ้งซ่านไม่หยุด ไม่รู้จะโดนเรียกสัมภาษณ์ทันทีหรือเปล่า เอกสารจะครบไหม หรือเขาเผลอทำกระดุมหลุดตรงไหนหรือเปล่า

“เอ่อ”

เสียงนุ่มดังขึ้นเบา ๆ จากเบื้องหน้า มะนาวชะงัก เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยดวงตาคู่กลมเผลอกะพริบปริบ ๆ

ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วส่งยิ้มบาง ๆ ให้

“คุณ...พอจะทราบไหมครับว่าห้องน้ำไปทางไหน?”

เสียงของเขาฟังดูสุภาพมาก มะนาวเกือบจะเผลอยิ้มตอบ แต่แล้วก็รีบส่ายหน้าแทบไม่ทัน

“ผมก็มาครั้งแรกเหมือนกันครับ แต่เดี๋ยวผมช่วยมองหาให้นะครับ เผื่อจะมีป้าย...”

สายตาก็เริ่มกวาดมองไปทางผนังมุมห้องที่ดูเหมือนจะมีทางเดินต่อ แต่ยังไม่ทันจะเห็นอะไรชัด ๆ อีกฝ่ายก็ลุกขึ้นยืนเสียก่อน

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมเดินหาดูเอง”

ไม่นานนักเสียงฝีเท้าก็ดังใกล้เข้ามาจากทางเดินด้านข้าง ณภัทรชะงักเงยหน้า เขาคิดว่าคงเป็นชายหนุ่มคนเดิมที่เดินกลับมาจากห้องน้ำ

แต่ไม่ใช่เลย คนที่กำลังเดินตรงมาไม่ใช่ผู้ชายคนเมื่อครู่ แต่กลับเป็นอีกคนหนึ่ง คนที่ทำให้ทุกอย่างรอบตัวเหมือนเบลอไปหมดในชั่วพริบตา

หล่อ...

เป็นคำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัว

ไม่ใช่แค่หล่อธรรมดา แต่เป็นความหล่อที่เหมือนหลุดออกมาจากหน้าปกแมกกาซีนไฮแฟชั่น ใบหน้าคมคาย ดวงตาคมใต้ขนตาหนา ริมฝีปากเรียบเฉยแต่กลับดูหยิ่งยโสอย่างน่าประหลาด เขาเดินมาอย่างอ้อยอิ่ง เหมือนไม่ได้มีธุระด่วนอะไร แต่ก็ไม่ใช่คนที่ว่างจนมาเดินเล่น

ท่าทีง่วง ๆ แบบคนเพิ่งตื่นหรือโดนลากมาทำงานทั้งที่ไม่อยาก ขัดแย้งกับออร่าที่เปล่งออกมาเต็มขั้น สูทสีเข้มดูแพงจนไม่ต้องเดา นาฬิกาเรือนบางบนข้อมือข้างซ้ายก็เป็นแบรนด์ที่เขาเคยเห็นแค่ในโฆษณา

กลิ่นน้ำหอมจากตัวเขาอบอวลจาง ๆ ในอากาศ เป็นกลิ่นที่หรูแบบไม่ได้พยายามอวด ทุกอย่างบนตัวผู้ชายคนนี้ มันฟ้องว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน

มะนาวกลืนน้ำลายลงคือฝืด ๆ สายตาอดมองตามไม่ได้แม้จะเริ่มรู้สึกประหม่า

อาจจะเป็นหัวหน้าแผนกไหนสักแผนกก็ได้…หรือไม่ก็เป็นผู้บริหารระดับสูงของที่นี่แน่ ๆ

แต่ว่าเขากำลังเดินตรงมาทางนี้ และนั่นทำให้ร่างบางรีบลุกขึ้นยืนอย่างอัตโนมัติโดยไม่ทันคิด

ไม่รู้ทำไม แต่สมองของเขาสั่งแบบนั้น

“มาทำงานใช่ไหม”

เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากคนตรงหน้า คนตัวเล็กกว่าชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะรีบพยักหน้าพร้อมตอบอย่างนอบน้อม

“ครับ มาสัมภาษณ์ครับ”

คนตรงหน้านิ่งไปนิด ริมฝีปากได้รูปขยับขึ้นราวกับจะแค่นหัวเราะออกมา แต่สุดท้ายก็ไม่

“สัมภาษณ์ทำไม? เขาไม่บอกเหรอว่าเริ่มงานได้เลย”

“…”

มะนาวเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรงอย่างคุมไม่อยู่ ทั้งตกใจ งง และดีใจในเวลาเดียวกัน

เริ่มงานเลยเหรอ?! มันเกิดอะไรขึ้น? พี่อรไปคุยอะไรกับ HR ไว้ขนาดนั้นเลยเหรอ!?

เขายืนแข็งทื่อ ก่อนยกมือไหว้ด้วยความตื้นตัน จนไม่ได้ทันได้ฟังเสียงพึมพำของอีกฝ่ายที่กำลังบ่นอะไรสักอย่าง

“อะไรวะพี่มุก ไหนบอกเด็ด” เขามองร่างตรงหน้าแบบไล่สายตาตั้งแต่หัวจรดเท้า

“นี่มันตรงข้ามกับคำว่าเด็ดไปเยอะเลยนะ เชย ๆ เฉิ่ม ๆ แถมใส่แว่นอีก เฮ้อ…”

น้ำเสียงฟังดูเหมือนจะถอดใจ แต่ก็ไม่ได้หยาบคายขนาดนั้น มากกว่านั้นคือน้ำเสียงของคนที่ยอมแพ้กับเวลา

“แต่ช่างเถอะ เวลาจวนตัวแล้ว อย่างน้อยก็ยังไม่แย่เกินที่จะพาไปนั่งเป็นเพื่อนล่ะวะ”

เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เหมือนคนที่ตัดใจแล้วว่าต้องกัดฟันใช้ของที่ไม่ตรงสเป็ก

และแน่นอน คนที่เป็นต้นเหตุให้เวลาจวนตัวแบบนี้ ก็ไม่ใช่ใครอื่น

คือเขาเองที่มัวแต่รอให้มังกรฟักไข่...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป