บทที่ 13 ตอนที่13
ห้าโมงเย็น ชินธิปก็พาทั้งสามสาวกลับมาถึงยังคอนโด พอเปิดประตูเข้าห้องมาได้ก็เห็นอวัชรวินนั่งรออยู่ตรงโซฟากลางห้องรับแขก ทางด้านคนรอเมื่อเห็นเพื่อนรักและสาวๆ เดินตามกันเข้ามาในห้องก็รีบลุกพรวด กระโดดเข้าไปกอดแฟนสาวเอาไว้ทันที และฟัดแก้มนุ่มของคนรักซ้ายขวาอยู่หลายทีอย่างสุดแสนจะคิดถึง โดยไม่สนใจใครทั้งสิ้น
“เชอร์รี่จ๋า คิดถึงจังเลย”
ทว่าเสียงที่ตอบกลับมากลับเป็นเสียงของน้องสาวสุดที่รักแทน
“นี่! ไอ้พี่วินให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ นั่นน่ะเพื่อนของหนูดานะ แล้วเห็นหัวโด่ที่นั่งเป็นหัวหลักหัวตออยู่ตรงนี้อีกตั้งสามคนมั่งไหม”
“แล้ว!? เพื่อนเราแต่แฟนพี่โว้ย!”
ชาลิญาก็ได้แต่นั่งก้มหน้าแดงระเรื่ออย่างอายๆ ปล่อยให้แฟนหนุ่มฟัดเสียให้หน่ำใจ ก่อนที่อวัชรวินจะเหลือบไปเห็นสาวน้อยอีกหนึ่งนางเขาจึงเอ่ยทักขึ้นมายิ้มๆ
“ว่าแต่คนนี้หน้าตาคุ้นๆ นะเนี่ย เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าครับ”
“พี่วินจำยัยที่รักไม่ได้เหรอคะ เพื่อนหนูดาสมัยเรียนไฮสกูลที่เคยมาเที่ยวเล่นที่นี่บ่อยๆ ไงคะ”
“หนูน้อยตาโตที่รักเองหรือเนี่ย โตมาสวยจนพี่จำแทบไม่ได้”
ที่รักยกมือไหว้พร้อมกับแย้มยิ้มแก้มปริส่งให้เป็นการทักทายพี่ชายของเพื่อนรัก
“แล้วสาวๆ เอาวิทยานิพนธ์ไปส่งให้อาจารย์เป็นไงกันบ้าง จะจบกันแล้วสิ”
“จบอยู่แล้วพี่วิน เพราะพวกเราสามคนเก่งไง ใช่ไหมเพื่อนรัก”
อวัสดาแกล้งคุยโวกับพี่ชายยิ้มๆ
“จบก็ดีแล้ว ความฝันของพี่จะได้เป็นจริงซะที”
“ความฝันอะไรเหรอคะพี่วิน” ชาลิญาเป็นฝ่ายถามขึ้นมา เพราะเห็นประกายตาวิบวับของแฟนหนุ่มแล้วให้สงสัย
“ก็พี่จะได้แต่งงานกับเชอร์รี่สักทีไงครับ”
คำตอบที่ได้ยินทำเอาคนถามอายม้วนแก้มแดงก่ำหนักกว่าเดิม และได้แต่ก้มหน้าก้มตาบีบมือบนตักแก้เขิน ชินธิปจึงได้จังหวะแซวเพื่อนรักบ้าง
“พอเถอะไอ้วิน ฉันจะอ้วก น้องเชอร์รี่ของแกเขาอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหนแล้วนั่น”
“ทำไมวะ แกอิจฉาละสิ ก็หาที่มันเป็นตัวเป็นตนกับเขาสักคนสิวะเพื่อน จะได้ไม่ต้องมานั่งอิจฉาชาวบ้านเขาอยู่แบบนี้น่ะ” พูดเสร็จอวัชรวินก็ต้องรีบกระโดดหลบปลายเท้าของเพื่อนที่ยันเข้าให้แทบไม่ทัน
“งั้นคืนนี้ต้องไปฉลองว่าที่มหาบัณฑิตกันหน่อยแล้ว ใช่ไหมจ๊ะสาวๆ เดี๋ยวพี่วินเปย์เอง”
“เยี่ยมที่สุดเลยค่ะพี่วินขา ถ้างั้นพวกเราก็ไปเตรียมตัวหาชุดสวยๆ แต่งหน้าทำผมเริ่ดๆ กันดีกว่า ไป! เพื่อนรัก นานๆ ทีพี่วินจะป๋าเข้าสิงควักกระเป๋าเลี้ยงสักทีหนึ่ง คืนนี้หนูดาจะเอาให้กระเป๋าฉีกเลยคอยดู”
ผู้เป็นน้องกระโดดตบมือด้วยความดีอกดีใจ และแกล้งหยอกเย้าพี่ชายไปในคราวเดียวกัน ก่อนสาวแสบจะลากแขนเพื่อนรักทั้งสองพาเข้าไปในห้องพัก ปล่อยให้อวัชรวินกับชินธิปมองตามหลังไปยิ้มๆ แล้วหันมายิ้มให้กันอย่างขำๆ
สองทุ่มตรงได้เวลานัด สามสาวแสนสวยก็พากันก้าวออกมาจากห้องพัก ชาลิญาออกมาในชุดเดรสสีชมพูแบบสายเดี่ยวดูเรียบๆ หรูๆ ยาวเหนือเข่าเล็กน้อย เธอปล่อยผมยาวดำขลับเงางามเคลียหลัง ดูน่ารักตามแบบฉบับสาวงามผู้เรียบร้อยอ่อนหวาน
ส่วนที่รักสวมชุดเดรสเปิดไหล่สีขาวยาวเคลียขาอ่อน มีสายผ้าเล็กๆ ผูกเอาไว้กับลำคอระหง เผยผิวขาวอมชมพูเรียบเนียนกันจะจะตา ผมสีน้ำตาลเข้มถูกเกล้าเก็บไว้กลางศีรษะหลวมๆ ปล่อยลูกผมลงมาเคลียข้างหูกับลำคอเล็กน้อย แอบเซ็กซี่เล็กๆ และดูสวยสง่าผิดหูผิดตา
ด้านอวัสดาอยู่ในชุดเกาะอกผ้ายืดสีดำรัดไปตามสัดส่วน เน้นอกเป็นอก เอวเป็นเอว สั้นแค่โคนขาอ่อน อวดขาเรียวยาวขาวเนียนแบบไม่ปิดบัง และผมดำขลับที่เคยยาวตรงถูกดัดเป็นลอนแล้วปล่อยสยายจนถึงกลางหลัง เปลี่ยนสาวแสบเป็นสาวสวยสุดเซ็กซี่ขึ้นมาในทันตา เมื่อพี่ชายได้เห็นถึงกับเบิกตาค้างแล้วบ่นใส่ทันที
“นี่แม่ตัวแสบ! พี่ว่ามันจะเซ็กซี่เกินไปหน่อยหรือเปล่า ถ้าปาป๊ากับหม่าม้ามาเห็น ได้โดนด่าเปิดเปิงกันมั่งล่ะ”
“น่า...พี่วิน นานๆ ทีจะอะไรกันนักหนาเล่า แล้วที่นี่ก็ไม่ใช่เมืองไทยเสียหน่อย ปาป๊ากับหม่าม้าไม่รู้ไม่เห็นหรอกน่า ถ้าพี่วินไม่บอกน่ะ”
“จ้า...แม่ตัวดี นี่เห็นว่าไปกับพี่หรอกนะ ถ้าไปกับคนอื่นห้ามแต่งตัวแบบนี้เป็นอันขาด เข้าใจไหมหนูดา เอ้า! ถ้าพร้อมแล้วก็ไปกันเถอะสาวๆ”
สามสาวสวยกับสองหนุ่มหล่อพากันก้าวออกจากห้องเพื่อลงลิฟต์ไปขึ้นรถยังด้านหน้าคอนโด พอถึงที่ลานจอดรถก็เจอปัญหาใหม่ เนื่องจากมินิคูเปอร์คันเล็กของอวัสดาไม่สามารถบรรจุคนห้าคนได้ ซึ่งแต่ละคนก็ใช่ว่าจะตัวเล็กๆ กัน ความจริงแล้วครอบครัวกิตติพงษ์ไพศาลยังมีรถหรูๆ อยู่อีกหลายคัน ทว่าจอดทิ้งเอาไว้ที่บ้านพักชานเมืองซึ่งใกล้กับโรงงานหมด ตอนอวัชรวินมาที่คอนโดแห่งนี้ก็ใช้บริการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเพราะมันรวดเร็วทันใจกว่ามาด้วยพาหนะส่วนตัว จึงทำให้ตอนนี้มีแค่รถคันเล็กๆ ของอวัสดาที่จะพาไปยังที่หมายได้
