บทที่ 14 ตอนที่14

“เดี๋ยวฉันไปแท็กซี่แล้วกัน เจอกันที่ผับนะเพื่อน”

ชินธิปจึงเป็นฝ่ายตัดสินใจแก้ปัญหาซะเอง ขณะที่อวัชรวินหลังจากเปิดประตูให้แฟนสาวก้าวขึ้นไปนั่งในรถตรงตำแหน่งข้างคนขับเสร็จแล้ว เขาถึงหันมาเอ่ยกับเพื่อนรัก

“โอเคเพื่อน”

ทางด้านอวัสดาก็เปิดประตูตอนหลังก้าวขึ้นไปนั่งในรถเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ส่วนที่รักกำลังจะเปิดประตูรถด้านหลังเพื่อขึ้นไปนั่งกับอวัสดา ทว่าคนยืนอยู่ใกล้ๆ กลับเอื้อมมือมาจากเบื้องหลังแล้วผลักให้ประตูรถปิดลงตามเดิม และก่อนที่เธอจะทันได้โวยวายข้อมือเล็กก็ถูกคว้าหมับ แล้วดึงให้ก้าวตามไปขึ้นแท็กซี่ที่โฉบมาจอดลงตรงหน้าสองหนุ่มสาวได้อย่างทันใจเมื่อคนขับเห็นผู้โดยสาร

ชินธิปเปิดประตูด้านหลัง กดศีรษะเล็กดันให้เธอเข้าไปนั่งในรถก่อน แล้วถึงยัดตัวเองตามเข้าไปอย่างรวดเร็ว ถ้าที่รักขยับหลบไม่ทันคงโดนร่างใหญ่ทับแบนเป็นแน่แท้ ปล่อยให้อวัชรวินมองพฤติกรรมแปลกๆ ของเพื่อนหนุ่มอยู่อย่างสงสัย พอก้าวเข้ามานั่งในรถเขาจึงเอ่ยถามน้องสาวทันที

“นี่พี่ตกข่าวอะไรไปหรือเปล่าเนี่ยหนูดา”

“แหม! สมกับเป็นเนื้อคู่กันจริงๆ ถามคำถามเดียวกันเป๊ะ”

อวัสดาแซวพี่ชายยิ้มๆ หลังจากนั้นสาวแสบก็ถือโอกาสเล่าเรื่องราวสิ่งที่เธอรู้และพบเจอให้พี่ชายและชาลิญาฟังซะเลยทีเดียว เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดจากปากของน้องสาวจบลงอวัชรวินถึงเอ่ยขึ้นมาน้ำเสียงเรียบๆ

“คนอย่างไอ้ชินมันเคยวิ่งตามผู้หญิงคนไหนบ้างล่ะ ตั้งแต่คบกับมันมาพี่ก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ มันเอาจริงแน่ๆ บอกแม่น้องน้อยสุดที่รักเพื่อนของเราเตรียมตัวรับมือให้ดีเถอะ ลองว่ามันอยากได้อะไรแล้ว รับรองมันไม่ปล่อยแน่”


ขณะเดียวกันทางด้านที่รักซึ่งกำลังตกเป็นหัวข้อสนทนาของสองพี่น้องตระกูลกิตติพงษ์ไพศาลก็กำลังจิกตาขุ่นใส่คนที่ลากตัวเองให้มาด้วยอย่างโมโห

“นี่! ใครเขาอยากมากับคุณกัน ฉันจะไปกับเพื่อนคันโน้น”

เธอเอื้อมมือหมายจะเปิดประตูรถอีกด้าน แต่ก็ถูกท่อนแขนแข็งแรงเกี่ยวเอวบางเอาไว้แน่น พร้อมๆ กับเสียงทุ้มบอกแท็กซี่ให้ออกรถไปยังจุดหมายปลายทาง ด้านแท็กซี่ก็เหมือนจะรู้ใจรีบเหยียบคันเร่งพุ่งออกไปในทันที เมื่อเขาไม่ฟังหญิงสาวจึงเปลี่ยนมาดิ้นจริงๆ จังๆ และพยายามแกะมือหนาออกจากเอวเล็กให้ได้ ปากก็เอ็ดอึงใส่คนที่ถือโอกาสกอดตัวเองอยู่ไปด้วย

“ปล่อยนะ! อย่ามาฉวยโอกาส”

ชินธิปยอมปล่อยแต่โดยดี เมื่อเห็นว่าคนที่ตั้งใจลากให้มาด้วยไม่มีหนทางหนีลงจากรถไปไหนได้

“นั่งเป็นเพื่อนกันหน่อยจะเป็นไรไป คนกันเองทั้งนั้น หรือต้องให้เตือนความจำว่าเราน่ะคุ้นเคยกันสักแค่ไหน”

เมื่อได้ยินประโยคเหมือนจะข่มขู่อยู่กลายๆ ที่รักจึงรีบขยับไปนั่งเบียดกับประตูรถอีกด้าน เธอสะบัดหน้าหันหลังให้ แต่ปากอิ่มยังไม่วายขมุบขมิบว่าให้คนนั่งด้วยอย่างอดเคืองไม่หาย

“คนบ้า! ขู่อยู่ได้”

รู้สึกคนบ้าจะหูดี พอได้ยินเสียงเจริญพรตัวเองอยู่แว่วๆ ชายหนุ่มก็ได้แต่หัวเราะในลำคอเบาๆ

‘คิดเหรอว่าถ้าเขาเอาจริง ลูกกวางตัวน้อยๆ อย่างเธอจะหนีไปไหนรอด สงสารหน้าตาตื่นๆ เวลาถูกเขาแกล้งหรอกนะ’

ชินธิปทำทีขยับมานั่งสบายๆ ตรงกลางเบาะที่นั่ง วาดแขนกำยำไปตามพนักพิง ก่อนเคลื่อนปลายนิ้วเรียวยาวไล้ลำคอระหงเบาๆ สลับกับพันลูกผมที่เคลียอยู่แถวต้นคอขาวเนียนเล่นแผ่วๆ ทำเอาที่รักขนลุกเกรียวไปทั้งตัว และนั่งเกร็งแข็งทื่อขึ้นมาทันใด เธอรีบปัดปลายนิ้วแข็งๆ ที่วนเวียนอยู่แถวต้นคอออก พร้อมกับขยับร่างเบียดกับประตูรถเข้าไปอีก

“นั่งสบายๆ สิครับ ผมไม่นิยมทำอะไรบนแท็กซี่นี่หรอก มันแคบ ทำอะไรไม่ถนัด”

‘อ๊าย! ดูพูดเข้า คนบ้านี่! จะพูดให้ฉันอายไปถึงไหน’

คิดพลางแก้มสาวก็แดงปลั่งไปตลอดใบหู ขณะที่ชินธิปก็มองคนหน้างอง้ำแดงก่ำอย่างชอบใจ คุณเธอยั่วขึ้นซะขนาดนี้คิดว่าเขาคงไม่มีวันเบื่อเธอง่ายๆ เป็นแน่ แต่ก็อดสงสารคนอายจนคลำทางไปแทบไม่เป็นไม่ได้ เขาจึงทำทีเบือนหน้าออกไปมองนอกหน้าต่างรถ และจดจ้องข้างทางที่มีร้านอาหารและผับซึ่งกำลังเปิดไฟหลากสีเรียกลูกค้าไปตลอดสองข้างทางอยู่อย่างเพลินๆ ปล่อยให้สาวน้อยข้างกายได้สงบจิตใจลงบ้าง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป