บทที่ 5 ตอนที่5
หน้าคอนโดมิเนียมหรูหราสมราคาตั้งอยู่ใจกลางกรุงลอนดอนและในย่านธุรกิจ ที่รักก้าวลงจากรถแท็กซี่พร้อมกระเป๋าเป้ใบเล็กบนหลัง เธอนัดกับอวัสดาหรือหนูดาและชาลิญาหรือเชอร์รี่เพื่อนรักทั้งสองที่คอนโดสุดหรูแห่งนี้ ซึ่งเจ้าสัวอภิวัติผู้เป็นบิดาของอวัสดาซื้อเอาไว้เพื่อใช้เป็นสถานที่พักผ่อนยามเดินทางมาเยือนอังกฤษ และอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญก็คือให้บรรดาลูกๆ ของท่านได้พักอาศัยในช่วงเรียนหนังสืออยู่ที่นี่
อวัสดาเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเจ้าสัวอภิวัติและคุณหญิงอารีดา กิตติพงษ์ไพศาล เจ้าของอุตสาหกรรมส่งออกติดอันดับโลกมากมายหลายประเภท โดยมีโรงงานการผลิตอยู่ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศอังกฤษแห่งนี้ด้วย อวัสดาเป็นคนแสบซ่าเซี้ยวซนไม่ยอมคนแต่ก็เป็นคนมีเหตุผลและรักเพื่อนมาก
ด้านอวัชรวินตี๋หนุ่มอารมณ์ดีผู้เป็นพี่ชายซึ่งเป็นเพื่อนรักของชินธิป ปัจจุบันช่วยบิดาดูแลกิจการงานของครอบครัวในฐานะลูกชายคนโต และอวัชรวินก็ทำได้ดีเป็นที่น่าภาคภูมิใจของเจ้าสัวอภิวัติกับคุณหญิงอารีดาเป็นยิ่งนัก
แม้ทั้งสองจะเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ทว่าทั้งคู่กลับไม่มีส่วนใดบนใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันเลย ถ้าคนไม่รู้จักได้เห็นไม่รู้แน่นอนว่าทั้งสองเป็นพี่น้องคลานตามกันออกมา สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะอวัชรวินจะคล้ายไปทางบิดาซึ่งมีเชื้อสายจีน ส่วนอวัสดาจะได้เค้าจากมารดาที่เป็นคนไทยแท้มาแบบเต็มๆ
ที่รักไปรับคีย์การ์ดสำรองเปิดห้องพักที่เจ้าหน้าที่ประจำคอนโดเนื่องจากอวัสดาได้โทรมาแจ้งเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเธอก็ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นยี่สิบซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของคอนโดหรูแห่งนี้ เมื่อเข้ามาภายในห้องได้หญิงสาวก็วางกระเป๋าเป้เอาไว้ตรงโซฟารับแขกแล้วเดินสำรวจรอบๆ ห้องพักช้าๆ
คอนโดแห่งนี้เป็นห้องชุดกว้างขวาง เผลอๆ ใหญ่กว่าบ้านบางหลังซะด้วยซ้ำ มีสามห้องนอน มีห้องรับแขกที่กว้างมาก ห้องครัวก็แยกเป็นสัดส่วนครบครัน เรียกว่าพากันมาอยู่เป็นครอบครัวยังได้เลย
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ทำให้อดคิดถึงตอนที่พวกเธอสามคนยังเรียนหนังสือขึ้นมาไม่ได้ ที่รัก อวัสดา และชาลิญา ทั้งสามเป็นเพื่อนที่รักกันมาก เพราะเรียนมาด้วยกันตั้งแต่ไฮสกูล กระทั่งศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท ก็ยังเรียนที่เดียวกันมาโดยตลอด
อาจเป็นเพราะทั้งสามเป็นคนไทยเหมือนกัน พูดภาษาเดียวกัน จึงทำให้สนิทสนมกลมเกลียวผูกพันกันได้รวดเร็วและแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น สามสาวจะมีนิสัยคล้ายๆ กันก็คือร่าเริงสดใส แต่ชาลิญาจะเรียบร้อยอ่อนหวานกว่าใครเพื่อน ซึ่งอีกสองสาวจะแก่นแก้วเซี้ยวซนมากกว่า
ที่รักก้าวไปเลื่อนเปิดประตูกระจก แล้วเดินออกไปยังนอกกระเบียงเพื่อรับลมเย็นๆ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะหนึ่งทุ่มทำให้เห็นตึกรามบ้านช่องเปิดไฟสว่างไสวดูสวยงามไปทั้งเมือง ชื่นชมกับบรรยากาศได้สักพัก โทรศัพท์มือถือเครื่องบางในกระเป๋ากางเกงยีนส์ก็ส่งเสียงดังขึ้น เธอจึงดึงออกมามองหน้าจอแล้วคลี่ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะกดรับสาย
“ว่าไงเพื่อนรัก ถึงไหนกันแล้ว”
“โอ๊ย! ที่รัก ฉันจะบ้าตายอยู่แล้ว เครื่องขัดข้องลงจอดฉุกเฉินแถวไหนก็ไม่รู้” เสียงโวยวายแตกตื่นประจำตัวของอวัสดาเพื่อนรักจอมแสบดังสวนมาตามสาย
“อ้าว! แล้วพวกเธอเป็นไงกันบ้าง”
“ไอ้เป็นน่ะไม่เป็นไรหรอก แค่ตกใจนิดหน่อย เออ! ว่าแต่เธออยู่ไหนแล้วที่รัก”
“ฉันก็เพิ่งมาถึงคอนโดของเธอเองหนูดา”
“อือ! งั้นเธอก็รออยู่ที่นั่นแหละ เครื่องคงดีเลย์ไม่กี่ชั่วโมงหรอกมั้ง”
อวัสดาพูดเหมือนจะปลอบใจตัวเองไปด้วย แต่ยังไม่ทันจะได้ว่าอย่างไรต่อไปก็มีสายเรียกซ้อนเข้ามาเสียก่อน
“แค่นี้ก่อนนะที่รัก มีสายซ้อน พี่วินโทรมาน่ะ ถ้าสายการบินเขาแจ้งว่าจะบินได้เมื่อไร ฉันจะโทรบอกเธออีกทีแล้วกันนะ บายเพื่อนรัก”
ลาเพื่อนรักเสร็จอวัสดาก็กดรับสายของพี่ชายทันที
“ว่าไงค่ะพี่ชายขา”
“ไงน้องรัก พาแฟนพี่ไปหลงที่ไหนหรือเปล่าเนี่ย”
อวัชรวินหมายถึงชาลิญาซึ่งคบหาดูใจกันมานานหลายปีแล้ว โดยมีอวัสดาน้องสาวตัวแสบเป็นแม่สื่อให้
“นี่ไอ้พี่วิน! อย่าเพิ่งมากวนใส่หนูดาตอนนี้นะ คนยิ่งกำลังตกใจอยู่ด้วย สายการบินที่เดินทางมาขัดข้อง ลงจอดที่ไหนของโลกก็ยังไม่รู้เลยเนี่ย”
“ว่าไงนะ! แล้วเรากับเชอร์รี่ไม่เป็นไรใช่ไหม” อวัชรวินตะโกนถามมากับโทรศัพท์อย่างตกใจ
“เราสองคนน่ะไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่ตอนนี้ทางสายการบินยังไม่มาแจ้งอะไรเลย ปล่อยให้เรารอมาเกือบชั่วโมงแล้วนี่สิคะ”
“คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง ทางสายการบินเขาต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะหนูดา เดี๋ยวเจ้าสัวอภิวัติกับคุณหญิงอารีดาจะมาแพ่นกบาลพี่เอาได้ โทษฐานที่ดูแลลูกสาวสุดที่รักของพวกท่านไม่ดี ฝากดูแลเชอร์รี่ของพี่ด้วยนะ”
“ค่า....คุณพี่ชายขา หนูดาจะดูแลยายเชอร์รี่ชนิดมดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลยค่ะ” อวัสดาตอบรับพี่ชายแกมหมั่นไส้เล็กน้อย
“แล้วมือถือเขาเป็นอะไร พี่โทรไปตั้งหลายหนแล้วไม่มีใครรับสายสักที ไหนพี่ขอคุยกับเชอร์รี่หน่อยสิ”
ได้ยินพี่ชายว่าดังนั้นอวัสดาจึงยื่นโทรศัพท์ให้กับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ พร้อมกับเอ่ยบอก
“เชอร์รี่ พี่วินจะคุยด้วย”
ชาลิญาก็รับโทรศัพท์ที่เพื่อนส่งให้มาแนบหูพลางกรอกเสียงทักทายกับปลายทาง
“ค่ะพี่วิน”
