บทที่ 4 เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อ ...
“ข้าบอกแล้วใช่ไหม เจ้าต้องส่งกลิ่นหอมทุกครั้งที่ฮองไทเฮาเสด็จมา มิเช่นนั้นจะไม่มีผู้ใดสนใจเจ้า”
เสียงใบไม้สั่นไหวทั้งที่ไม่มีลมพัดทำให้นางหัวเราะออกมา หญิงสาวหันไปแลบลิ้นทำหน้าทะเล้นใส่ ยื่นมือไปประคองดอกกล้วยไม้ สงบใจเพียงครู่เดียว กล้วยไม้ที่เหี่ยวเฉาเมื่อครู่ พลันกลับมาสดใสอีกครั้ง นางยิ้มน้อยๆ เดินไปนั่งบนพื้นหญ้าอ่อนนุ่ม ถอดรองเท้าปักลายดอกไม้ออกแล้วเหยียดเท้าเปลือยเปล่าเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่
นางจะให้ผู้ใดรู้ไม่ได้ว่า นางพูดคุยกับต้นไม้ดอกไม้เหล่านี้ได้
เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อตอนที่นางอายุเก้าขวบ หลังจากช่วยงานป้าฮุยเหอแล้ว นางเดินจากครัวเพื่อกลับห้องนอนของตน แต่นางกลับเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งที่ศาลาหกเหลี่ยม ด้วยความสนใจจึงเดินเข้าไปใกล้ ดวงตาเป็นประกายจ้องมองชายผู้มีเส้นผมสีเงินยวง คนผู้นั้นกำลังเดินหมากล้อมเพียงลำพัง ใบหน้าสุขุมนั้นวางหมากอย่างไร้ความลังเล นางเห็นเขาเดินหมากเพียงผู้เดียว กำหมากทั้งดำและขาวก็งุนงงจนอดถามไม่ได้
“ท่านเดินหมากคนเดียวเช่นนี้ ต่อให้หมากขาวหรือหมากดำชนะ ท่านก็ชนะอยู่ดีไม่ใช่รึ”
“หือ?”
ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นแล้วจ้องมองนาง
“ขออภัย พี่ชาย ข้าแค่สงสัย” นางหดคอด้วยความรู้สึกผิด จำได้ว่าเวลาเดินหมากไม่ควรพูดแทรกหรือส่งเสียงดังรบกวนสมาธิผู้อื่น
“เด็กน้อย เจ้ามองเห็นข้างั้นรึ”
ดวงตากลมจ้องมองอีกฝ่ายแล้วพยักหน้าหงึกๆ นางเห็นมุมปากยกยิ้มก็รู้สึกโล่งอก เขาเคาะนิ้วที่เก้าอี้กลม คล้ายสั่งให้นางไปนั่ง เด็กหญิงตัวน้อยจึงเดินไปนั่งใกล้ชายหนุ่มผู้มีเส้นผมงดงามนัก
“แปลกจริงที่เจ้ามองเห็นข้า”
“พี่ชายนั่งตรงนี้ ข้าเดินผ่านก็ย่อมมองเห็น” นางโคลงศีรษะอย่างงุนงงในสิ่งที่เขาพูด
“ไม่หรอก ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นข้า” เขายิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ชวนให้หลงใหลนัก
“พี่ชายเป็นแขกของท่านพ่อรึ” นางถามด้วยความสนใจ ไม่ได้
หวาดกลัวชายแปลกหน้าผู้นี้ แต่เขากลับส่ายหน้าแทนคำตอบ
“เจ้าเดินหมากเป็นหรือไม่” เขาถามพลางวางหมากสีดำลงกระดาน
“ไม่เป็นเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้รับอนุญาตให้จับเม็ดหมากด้วยซ้ำ” นางพูดเสียงเบา เรื่องพวกนี้มีแต่คุณชายเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้เรียน
“เช่นนั้นเจ้ามาเดินหมากเป็นเพื่อนข้าหน่อยก็แล้วกัน”
“แต่ข้าเดินหมากไม่เป็น...”
“ข้าจะสอนให้”
“พี่ชายพูดจริงนะ ไม่หลอกข้านะ”
“แล้วเจ้าไม่กลัวข้ารึ” เขาถามพลางชี้นิ้วที่หน้าตัวเอง เด็กหญิงส่ายหน้าไปมาแล้วยิ้มกว้าง
“ท่านไม่ใช่ภูตผี มีอะไรให้ข้ากลัวเล่า”
ชายผู้นั้นแหงนหน้าหัวเราะ ดึงนางมานั่งบนตัก สอนจับเม็ดหมาก วางหมาก เรียนรู้การเรียกจุดต่างๆ บนกระดาน กลายเป็นทุกคืนวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง พี่ชายผมสีเงินยวงจะมารอที่ศาลาหกเหลี่ยม นางจึงได้เดินหมากล้อมกับเขา นางจำไม่ได้ว่าตนเองเดินหมากกับพี่ชายท่านนี้นานเพียงใด วันคืนเคลื่อนผ่านจนนางไม่ได้นั่งตักของเขาแล้ว จนถึงวันที่นางชนะเขาได้เป็นครั้งแรก
“หนิงเหมย อีกประเดี๋ยวข้าก็ไม่ได้มาเดินหมากกับเจ้าแล้วนะ”
“พี่ชายจะไปที่ใด” นางถามน้ำเสียงเศร้า เรื่องที่นางหัดเดินหมากกับพี่ชายท่านนี้เป็นความลับ นางจึงไม่รู้ชื่อของพี่ชายผู้นี้ด้วย
“หนิงเหมยเด็กดี เจ้าไม่ต้องกลัวว่าจะต้องอยู่เพียงลำพัง” มือใหญ่ยื่นมาประคองใบหน้าเล็ก “หลับตา แล้วตั้งสมาธิ เปิดดวงจิตของเจ้า เจ้าจะได้ยินเสียงเหล่าพฤกษาพูดคุยกัน”
นางทำตามที่พี่ชายผู้นั้นบอก เดิมทีนางได้ยินเพียงเสียงใบไม้สั่นไหวยามลมพัดผ่าน แต่เมื่อตั้งใจฟัง นางได้ยินเหมือนเสียงพูดคุย บางครั้งเป็นเสียงหัวร่อต่อกระซิก เด็กหญิงลืมตา มองหน้าชายผู้นั้นแล้วยิ้มกว้าง
“เจ้าได้ยินหรือไม่”
นางรีบพยักหน้า ไม่กล้าส่งเสียงเพราะกลัวว่าเสียงของตนไปรบกวนการสนทนาของเหล่าต้นไม้ในสวนหย่อมนี้
“หนิงเหมยเด็กดี การที่เจ้ามองเห็นข้า ถือเป็นวาสนาต่อกัน ข้าคือเทพมังกรดิน”
“เทพ-มังกร-ดิน” นางเอ่ยแต่ละคำงุนงงและไม่คาดคิด พี่ชายผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นเทพมังกรดิน
“มีมังกรเพลิงแตกแถวตนหนึ่งที่ข้าต้องไปจัดการมัน คงไม่มีเวลามาหาเจ้าอีก”
“ท่านจะไม่มาหาข้าแล้วเหรอ”
“ข้ามิอาจให้สัญญาใดกับเจ้าได้ แต่ข้าจะมอบพลังเล็กน้อยให้เจ้าเป็นการตอบแทนที่เจ้าเดินหมากเป็นเพื่อนข้า”
แรกๆ นางไม่เข้าใจว่าพลังเล็กน้อยที่เทพมังกรดินเอ่ยถึงคืออะไร นางไม่เห็นตัวเองมีอะไรแปลกประหลาด เสกข้าวของอะไรก็ไม่ได้ เหาะเหินเดินอากาศก็ไม่ได้ ไม่มีเวทมนตร์อะไรสักอย่าง นอกจากการได้ยินเสียงต้นไม้ดอกไม้พูดคุยกัน นางจึงเผลอพูดแทรกไป
“เอ๊ะ! เจ้าได้ยินที่เราคุยกัน”
“ก็สมควรแล้ว นางเป็นสหายของเทพมังกรดินเชียวนะ”
“นี่ๆ เทพมังกรดินเคยจับมือนางด้วยนะ”
“พวกท่านคุยอะไรกัน ข้าไม่เห็นเข้าใจเลย”
ทุกครั้งที่นางพูดคุยกับเหล่าพฤกษา ต้องรอจังหวะที่ปลอดผู้คน ไม่เช่นนั้นจะถูกมองว่าเป็นคนสติไม่ดี
“เจ้าไม่เข้าใจรึ ดินคือผู้ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง มังกรดินถือว่าเป็นมังกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่มังกร ซึ่งมีมังกรดิน มังกรน้ำ มังกรเพลิงและมังกรลมอย่างไรเล่า เจ้าเองก็มีพลังในการให้ชีวิตเช่นกัน” ต้นท้ออธิบายกับนาง “นี่ๆ เจ้าลองเอาเม็ดของข้าไปวางในอุ้งมือของเจ้าดูสิ”
นางรีบทำตามที่ต้นท้อบอก หยิบมาแล้ววิ่งไปหามีดมาผ่าเพื่อเอาเม็ดข้างใน นางวางเม็ดไว้ในฝ่ามือตั้งสมาธิเหมือนที่พี่ชายผมสีเงินผู้นั้นเอ่ย ครั้งแรกนางไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่ได้ยินเสียงเหล่าพฤกษาให้กำลังใจ นางลองทำอีกครั้ง เมื่อคลายฝ่ามือออกจึงเห็นเม็ดลูกท้อเมื่อครู่มียอดอ่อนโผล่ขึ้นมา
นี่นะหรือพลังเล็กน้อยที่เทพมังกรดินมอบให้นาง
นั่นคือความลับของนาง ผู้อื่นเรียกนางว่า ‘มือเย็น’ ปลูกต้นไม้อะไรก็งอกงาม แท้ที่จริงนางมีพลังเล็กน้อยของเทพมังกรดิน ด้วยเหตุนี้ต่อให้ต้นไม้ใกล้ตายอย่างไร นางก็ปลุกชีพให้ฟื้นได้ แต่นางกลัวความลับนี้จะเปิดเผยแล้วถูกมองว่าตนเองเป็นภูตผีปีศาจ นางจึงเก็บความลับนี้ไว้กับตนเอง
หลายปีมานี้ นางไม่พบเทพมังกรดินอีกเลย นางเดาว่ามังกรเพลิงแตกแถวที่เทพมังกรดินพูดถึงในคราวนั้นคือ มังกรเพลิงที่มอบพลังให้องค์ชายเฟยเทียน
