บทที่ 5 ครุ่นคิดถึงชายผู้นั้น
นางหลับตาเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่ ฟังเสียงต้นไม้พูดคุยความลับในวังหลวง นางได้ยินเหล่าพฤกษาพูดถึงองค์ชายเฟยเทียน แม่ทัพใหญ่คุมพลทหารนับแสน แต่ยินดีอยู่เมือง ‘ตุนหวง’ เมืองที่ไกลวังหลวงแห่งนี้ นางไม่เคยไปตุนหวง แต่รู้ว่าที่นั่นเป็นเมืองที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเลทราย
‘ฮ่องเต้เรียกองค์ชายเฟยเทียนกลับมา เห็นว่าจะประทานสมรสให้’
‘ใครกันหนอจะอายุสั้นได้เป็นพระชายาขององค์ชายเฟยเทียน’
ว่านหนิงเหมยขมวดคิ้ว เจ็บแปลบที่อกซ้าย องค์ชายจะแต่งงานหรือ? แต่...คนผู้นั้นก็อายุยี่สิบเจ็ด ควรแต่งงานมีครอบครัวแล้ว เป็นหญิงนางใดกันหนอ? เท่าที่รู้...มีแต่คนหวาดกลัวคนผู้นั้นเหลือเกิน
หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ นางไม่เคยหวาดกลัวเขา กลับเข้าใจ คนผู้นั้น เขาเป็นถึงองค์ชายและยังมีพลังของปีศาจ ปีศาจมังกรเพลิงตนนั้นใช้ร่างกายขององค์ชายเป็นที่หลบซ่อนเทพมังกรดิน ผู้คนหวาดกลัวเขา ต่างหาทางกำจัดเขาทิ้ง นางรู้ เรื่องพวกนี้แม้จะกระซิบไม่ให้ผู้อื่นได้ยิน แต่เหล่าพฤกษาต่างได้ยิน ส่งเสียงกระซิบมาเล่าให้นางรับรู้เสมอ นางทำได้เพียงแค่เห็นใจและเป็นห่วงชายผู้นั้น คนที่ยอมแบกรับความเกลียดชังไว้เพียงผู้เดียว
กระทั่งได้ยินเสียงบัวสวรรค์กระซิบเรียกให้ตื่นจากภวังค์ หญิงสาวผุดลุกขึ้น แสร้งทำเป็นวุ่นวนดูต้นไม้ต้นนั้นที ต้นนี้ที เสียงกล้วยไม้หัวเราะนาง จะว่าไปการได้เข้าวังคือการพักผ่อนอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ ครู่หนึ่งขันทีผู้หนึ่งมาตามตัวนาง พูดคุยสอบถามเล็กน้อย พอเห็นกล้วยไม้ของฮองไทเฮากลับมาสดชื่นอีกครั้งก็ดีใจจนรีบร้อนขอตัวไปรายงานฮองไทเฮา
ว่านหนิงเหมยรีบใส่รองเท้า ปัดเศษดินออกจากกระโปรง รีบล้างมือให้สะอาด ก่อนออกจากสวนสี่ฤดู นางหันไปแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ต้นไม้นานาพรรณของฮองไทเฮา
‘เจ้ากำลังหลงรักชายที่ไม่อาจรักได้’
“ข้ารู้...ข้าติดหนี้บุญคุณคนผู้นั้น”
เขาแบกรับความผิดที่ไม่ได้ก่อ แผลเป็นบนแก้มนี้เกิดจากนางตกใจ ยามใดนางถูกทำร้าย ต้นไม้เหล่านั้นจะเข้าช่วยเหลือ ครานั้นนางตกใจที่เขาเดินเข้ามาหา เห็นเขายกมือขึ้นก็เข้าใจผิดว่าเขาจะทำร้าย เพราะความคิดของตน ทำให้กิ่งไม้ตวัดหมายทำร้ายองค์ชายเฟยเทียนเพื่อปกป้องนาง แต่ขณะนั้น นางยกมือขึ้นกุมศีรษะ แท้จริงแล้วมีหนอนตัวหนึ่งตกบนศีรษะของนาง นางร้องห้ามในใจทันทีที่เห็นปลายกิ่งไม้ตวัดใส่ราวกับแส้ กิ่งไม้นั้นชะงักแล้วแต่ปลายกิ่งแหลมนั่นไม่อาจหยุดได้ทัน จึงตวัดโดนแก้มของนาง
แม้แววตาจ้องมองนางอย่างประหลาดใจ แต่ไม่เอ่ยถามอะไร ยอมให้ผู้อื่นด่าประณามว่าเขาเป็นคนโหดร้าย รังแกเด็กอายุสิบสองอย่างนางได้
เสร็จธุระในวังแล้วจึงได้เวลากลับ นางให้ขันทีไปส่งแค่นอกประตูวัง นานๆ ได้ออกจากบ้านที นางมักเดินเที่ยวเล่นในตลาดก่อนกลับบ้านเสมอ หญิงสาวสวมหมวกสานมีผ้าโปร่งคลุมเพื่อซุกซ่อนใบหน้าที่มีรอยแผลเป็น เบื้องหน้าใครต่อใครคิดว่านางเป็นคนหัวอ่อน ยอมคน ไม่มีปากเสียง แต่เมื่ออยู่นอกบ้าน เมื่อไม่มีใครรู้ว่านางเป็นใคร นางกลายเป็นหญิงสาวแสนซุกซนราวลิงน้อย ถ้าวันใดได้ออกจากวังหลวงเร็ว นางจะแวะไปโรงน้ำชาสุราแดง โรงน้ำชาแห่งนี้ไม่ใช่โรงน้ำชาชั้นสูง แต่มีคุณชายหรือขุนนางแวะเวียนมาบ้างประปราย ที่นางแวะมาเพราะหาเพื่อนเล่นหมากล้อมสักกระดานเท่านั้น
“ไร้นามวันนี้แวะมาได้รึ”
“มารบกวนลุงถังแล้ว”
‘ลุงถัง’ ใครๆ ก็เรียกท่านลุงถังสั้นๆ เพียงแค่นี้ก็เข้าใจว่าเขาคือเถ้าแก่โรงน้ำชาสุราแดงแห่งนี้ เขาชื่นชอบการเล่นหมากล้อมนัก แรกทีเดียวนางรู้เพียงว่าที่นี่มีคนมาประลองหมากล้อม แต่เมื่อนางได้รู้จักเถ้าแก่ก็ได้รับความเอ็นดูให้มานั่งเล่นได้ เมื่อนางไม่เปิดเผยใบหน้าหรือชื่อแซ่ เถ้าแก่ก็เรียกนางว่า ‘ไร้นาม’ นางแค่เล่นสนุกๆ แต่บางครั้งเพื่อความสนุกย่อมต้องมีเดิมพัน ไม่เคยคิดว่าที่เทพมังกรดินสอนนางเล่นหมากล้อมในครั้งนั้น จะทำให้มีรายได้เล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้
ช่วงที่นางเข้าวังใหม่ๆ พอเริ่มคุ้นเคยกับขันทีที่มาส่งแล้ว นางขอเดินกลับเอง จึงได้พบที่แห่งนี้ นางกับลุงถังพูดคุยกันถูกคอจึงได้รับไมตรีให้เดินหมากที่นี่ได้ แล้ววันหนึ่งหลังออกจากวังหลวง นางพบกับ ‘จ้าวต้า’ ที่ตอนนั้นนั่งร้องไห้ขายตัวเพื่อฝังศพพ่อ นางมีเงินเก็บจากที่เดิมพันหมากล้อม และถุงเงินจากขันทีที่ฮองไทเฮาประทานให้ นางจึงซื้อตัวจ้าวต้ากลับไปบ้าน นางถูกคนที่บ้านก่นด่ายกใหญ่ แต่นางยืนกรานจะรับจ้าวต้าไว้ให้ได้ เห็นเด็กชายตัวน้อยผู้นี้แล้วก็คิดถึงตนเอง นางไม่ได้มีเจตนาจะซื้อจ้าวต้าเป็นคนรับใช้ เพียงแค่หวังให้เขามีที่อยู่ ที่กิน ที่ซุกหัวนอน รอให้เติบโตกว่านี้ หาที่ทางไปได้ นางก็คืนอิสระให้แก่เขา
“ไม่ได้เจอเจ้าหลายวัน วันนี้เดินหมากกับข้าสักกระดานเถอะ”
ว่านหนิงเหมยเพียงพยักหน้ารับ แต่กวาดตามองไปรอบๆ รู้สึกว่ามีคนจากถิ่นอื่นเข้ามามาก ไม่ใช่แค่โรงน้ำชาแห่งนี้เท่านั้น ระหว่างเดินเล่นในตลาด นางก็รู้สึกว่ามีคนต่างถิ่นเข้ามาปะปนมาก
“ระยะนี้กิจการท่านดีนัก ดูสิ ผู้คนแน่นร้านกันเลย”
“แน่นร้านอย่างไรข้าก็อยากเดินหมากกับเจ้า”
“ท่านลุงถังฝีมือข้าอ่อนด้อยนัก ท่านเดินหมากกับข้าจะไม่เสียเวลาเปล่าหรือ?” หญิงสาวหัวเราะเบาๆ วิธีเดินหมากของลุงถังบอกได้ว่าเป็นคนดุดันมุทะลุ แต่นางก็พยายามตะล่อม ไม่วางหมากเร็วเกินไป
แม้จริงแล้ว นางแค่อยากมาทักทายเท่านั้น
“ตั้งแต่มีข่าวองค์ชายเฟยเทียนจะเสด็จกลับเมืองหลวงนั่นแหละ”
“อย่างนั้นรึ” นางวางหมากขาวของตนเอง ไม่ถามอะไรเพิ่ม เพียงแต่ลอบมองผู้อื่นในร้าน เพียงครู่เดียวร่างหญิงสาววัยสามสิบเดินตรงเข้ามา ทำหน้าบึ้งตึงใส่
“ท่านนี่นะ พอเจอไร้นามเข้าก็ทิ้งได้ทุกอย่าง”
“น้าฉิงจือ” ว่านหนิงเหมยส่งเสียงทักทาย รู้ดีว่าน้าฉิงจือทำเสียงดุนั่นก็เพียงดุพี่ชายหรือท่านลุงถังเท่านั้น
“เลิกๆ เลิกเดินหมากล้อมนี่แล้วไปฝึกผีผากับข้าดีกว่า” ถังฉิงจือดึงมือเล็กที่กำหมากอยู่ให้ลุกขึ้น ไม่สนใจมารยาทในวงหมากล้อมสักนิด
“นี่! เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาแย่งไร้นามของข้า” คนเป็นพี่โมโหเดือดดาล รู้ทั้งรู้ว่าชอบเดินหมากเป็นชีวิตจิตใจ แต่น้องสาวกลับไม่ชอบเลยสักนิด
ว่านหนิงเหมยหัวเราะเสียงใส อยู่ในบ้านนางไม่เคยได้หัวเราะแบบนี้ ใครต่างมองว่าชีวิตนางโชคร้าย สำหรับนางแล้ว นี่ต่างหากชีวิตที่นางปรารถนา.
